คุณอยู่ที่ :
บรรดาอุตสาหกรรมนิวเคลียร์พากันออกมาอ้างว่าพลังงานนิวเคลียร์คือ คำตอบที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งที่พลังงานนิวเคลียร์มีสารพิษและ
อันตรายอย่างยิ่ง ดังนั้นการเลือกพลังงานนิวเคลียร์เป็นทางออกในการแก้ปัญหาจึงเป็นหลบเลี่ยงการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่แท้จริงและถ่วงเวลาในการแก้ไขอย่างจริงจัง
กลุ่มผู้สนับสนุนพลังงานนิวเคลียร์ล้วนกล่าวถูกต้องที่ว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนและรวดเร็ว แต่การนำเอานิวเคลียร์มาแทนที่ถ่านหินที่ก่อให้เกิดมลพิษและ เชื้อเพลิงฟอสซิลชนิดอื่นๆ ก็ไม่ใช่คำตอบที่เราต้องการเช่นเดียวกัน ทางออกในระยะยาวที่ดีที่สุดสำหรับอนาคตที่เป็นมิตรกับสภาพภูมิอากาศ คือ การพัฒนาพลังงานสะอาดโดยเฉพาะลมและแสงอาทิตย์ ผนวกกับเทคโนโลยีในการปรับปรุงประสิทธิภาพด้านพลังงาน
ภูมิภาคเอเชียมีโครงการขยายการผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ตั้งแต่ปี 2545-2568 ที่เติบโตเร็วที่สุด คิดเป็นร้อยละ 96 ของโครงการทั้งหมดที่เพิ่มขึ้น (1)
ต้นทุน – พลังงานนิวเคลียร์มีราคาแพงมาก ไม่เพียงแต่จะมีราคาแพงกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลและ พลังงานสะอาดจากลม นิวเคลียร์ยังมีเรื่องของความไม่ปลอดภัยและมรดกของสารพิษต้นทุนที่สูงนั้นเกี่ยวข้องกับความปลอดภัย ความมั่นคง การประกันภัย และภาระที่ต้องชดใช้หากเกิดอุบัติเหตุหรือถูกโจมตี การจัดการกากนิวเคลียร์ การก่อสร้างและการปลดระวางการใช้งานของเครื่องปฏิกรณ์ ซึ่งทวีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่พลังงานลมและแสงอาทิตย์กลับมีราคาถูกลง (2) โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้แต่เสนอถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจในอดีตซึ่งเป็นผลมาจากการอุดหนุนเงินทุนของรัฐบาล ปัจจุบันมีการเปิดเสรีตลาดพลังงานทั่วโลกทำให้นักลงทุนเลิกใช้พลังงานนิวเคลียร์มากขึ้น ตัวเลขของเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ในยุโรปตะวันตกและสหรัฐฯ มีจำนวนสูงสุดเมื่อ 15 ปีก่อน และลดลงตั้งแต่นั้นมา ในทางตรงกันข้ามปริมาณการใช้พลังงานลมและแสงอาทิตย์กลับเพิ่มขึ้นร้อยละ 20-30 ต่อปี (3)
อันตรายของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์รวมถึงอุบัติเหตุ เช่น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เชอร์โนบิลเมื่อปี 2529 การปล่อยกัมมันตภาพรังสีเป็นประจำทุกวันและของเสียจากโรงงานนิวเคลียร์ ปัญหาของกากนิวเคลียร์และ ความเสี่ยงจากการก่อการร้ายและก่อวินาศกรรม ในเอกสาร International Energy Outlook ปี 2548 ระบุว่า เอเชียจะเป็นภูมิภาคที่มีการเติบโตทางนิวเคลียร์มากที่สุดในอีก 20 ปีข้างหน้า ทำให้หลายประเทศในภูมิภาคซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศกำลังพัฒนาตกอยู่ในอันตรายมากกว่าภูมิภาคอื่น อีกไม่นานเอเชียจะกลายเป็นลานทิ้งกากนิวเคลียร์ หากเราไม่ปฏิเสธตั้งแต่เนิ่นๆ และหันไปสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดและปรับปรุงประสิทธิภาพด้านพลังงานให้มากขึ้น
กากนิวเคลียร์ - การทิ้งกากนิวเคลียร์ยังคงเป็นปัญหาที่ไม่มีทางแก้ มันเป็นมลภาวะที่ร้ายแรงที่สุดเท่าที่มีการคิดค้นขึ้นมา กากนิวเคลียร์ยังคงเป็นกัมมันตภาพรังสีต่อไปอีกหลายร้อยหลายพันปี ตามปกติเหมืองยูเรเนียมจะผลิตกากนิวเคลียร์ที่มีครึ่งชีวิตยาวนานมากและกากนิวเคลียร์ที่มีรังสีระดับต่ำทิ้งไว้ในบริเวณใกล้ๆเหมือง เครื่องปฏิกรณ์จะปล่อยกัมมันตภาพรังสีออกสู่อากาศและน้ำ(4) ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน การเฝ้าระวังและเก็บสะสมกากนิวเคลียร์ไว้เป็นเวลานานเท่ากับเป็นการประวิงเวลาของผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับอนาคตของโลกถึง 20 เท่า เท่ากับว่ามนุษยชาติทุกรุ่นจะต้องแบกรับปัญหานี้ต่อไปโดยไม่มีการระบุถึงความปลอดภัยในระยะยาว
การแพร่กระจายของนิวเคลียร์ - เทคโนโลยีนิวเคลียร์ เช่น การพัฒนายูเรเนียม ถูกนำไปใช้การผลิตอาวุธนิวเคลียร์ทำให้เกิดการเสี่ยงต่อการแพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์ ปัจจุบันมากกว่า 40 ประเทศทั่วโลกมีความสามารถสร้างอาวุธนิวเคลียร์ได้และความพยายามของนานาชาติในการยุติการแพร่กระจายของเทคโนโลยีอาวุธนิวเคลียร์ก็ล้มเหลว เทคโนโลยีนิวเคลียร์ย่อมนำมาซึ่งความเสี่ยงในการนำไปพัฒนาอาวุธที่มีอำนาจในการทำลายล้างสูง
ผู้ผลิตก๊าซเรือนกระจก - การกล่าวอ้างว่า พลังงานนิวเคลียร์นั้นไม่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่บรรยากาศเป็นเรื่องที่ผิด การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะเกิดขึ้นในวงจรชีวิตของเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ เชื้อเพลิงฟอสซิลที่นำมาผลิตไฟฟ้ามีความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกหนาแน่นกว่านิวเคลียร์ แต่นั่นเป็นความจริงเพียงครึ่งเดียวถ้าหากมีการพัฒนายูเรเนียมที่มีคุณภาพดีได้ และถึงแม้ว่าจะพัฒนายูเรเนียมคุณภาพดีได้แต่ปริมาณของก๊าซเรือนกระจกก็ยังคงเกิดขึ้นจากการทำเหมือง กระบวนการผลิต และการก่อสร้างเครื่องปฏิกรณ์ก่อนหน้าที่จะมีการผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยซ้ำ ที่สำคัญยูเรเนียมคุณภาพดีนั้นมีปริมาณเหลือน้อยและใช้ได้อีกไม่กี่ปีหากมีการใช้ในระดับที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ยูเรเนียมที่พบส่วนใหญ่ในโลกมักเป็นยูเรเนียมคุณภาพต่ำและมีแนวโน้มที่จะมีความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกสูง พลังงานนิวเคลียร์ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยพลังงานมากกว่าแหล่งพลังงานสะอาด และการเปรียบเทียบนี้จะเห็นได้ชัดเจนขึ้นหากยูเรเนียมคุณภาพดีลดลงเรื่อยๆ(5)
ทางเลือกที่ปลอดภัย และสะอาด
เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่จะเกิดกับสภาพภูมิอากาศของโลก เราจำเป็นต้องลงมือทำอะไรบางอย่าง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียควรจะนำเอาทางเลือกที่ทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกน้อยที่สุดมาใช้ เช่น ลม แสงอาทิตย์ ความร้อนจากน้ำ ประสิทธิภาพด้านพลังงานและชีวมวล พลังงานสะอาดและการเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานเป็นแหล่งพลังงานที่ป้อนให้สังคมที่เราอยู่อาศัยได้โดยไม่ก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมและสังคมตามมา
พลังงานสะอาดผลิตไฟฟ้าป้อนโลกของเราร้อยละ 19 เมื่อเทียบกับนิวเคลียร์ที่ผลิตร้อยละ 16.6 ขณะที่การใช้พลังงานสะอาดเริ่มเพิ่มปริมาณมากขึ้น และ การใช้นิวเคลียร์ค่อยๆลดลง (7) แหล่งพลังงานสะอาด เช่น ลมและแสงอาทิตย์เติบโตร้อยละ 20-30 ทุกปี (8) ในปี 2546 การติดตั้งระบบแผงเซลแสงอาทิตย์ทั่วโลกได้เพิ่มขึ้นจนทะลุยอดที่ตั้งเอาไว้ที่ 2,400 เมกะวัตต์ของพลังงานแสงอาทิตย์ ในช่วงเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา ยอดการขนส่งแผงพลังงานแสงอาทิตย์และอุปกรณ์เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 35 ต่อปี ทำให้เกิดการจ้างงาน 1 หมื่นตำแหน่ง และทำให้เกิดธุรกิจที่ทำรายได้ปีละกว่า 3 พันล้านยูโร (9) ขณะที่พลังงานลมก็เป็นแหล่งพลังงานที่มีการนำไปติดตั้งเพื่อใช้งานเร็วที่สุดในโลกโดยมีอัตราในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาอยู่ที่ร้อยละ 15.8 (10)
พลังงานสะอาดและหมุนเวียนเป็นพลังงานที่ไม่มีวันหมดสิ้น และหาได้แม้ในกระทั่งดินแดนที่ห่างไกลความเจริญ ช่วยให้โลกของเราปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
เนื่องจากข้อจำกัดของการลงทุนในการจัดหาแหล่งพลังงานสะอาด ดังนั้นการลงทุนใดๆ ก็ตามในพลังงานนิวเคลียร์จึงเท่ากับเป็นการปฏิเสธการใช้พลังงานสะอาดและประสิทธิภาพด้านพลังงาน ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา พลังงานนิวเคลียร์มีแต่เรื่องที่เลวร้ายและไม่มีทางแก้ไขปัญหาดั้งเดิมของตัวมันเองได้ และยังเป็นทางเลือกที่ไม่น่าลงทุน การตัดสินใจที่ควรกระทำในขณะนี้คือการปฏิเสธพลังงานนิวเคลียร์ และหันไปลงทุนด้านพลังงานสะอาดและประสิทธิภาพด้านพลังงาน