Skip navigation.

กรีนพีซได้ช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อมในด้านบวกโดยตรง ในโลกและในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

2 พฤษภาคม 2550

แอปเปิ้ลประกาศกำหนดเวลาเลิกใช้สารเคมีอันตรายที่สุดในผลิตภัณฑ์ ด้วยแรงกดดันจากการรณรงค์ออนไลน์ที่ได้รับรางวัลเว็บไซต์ยอดเยี่ยม หรือ Webby Award ของกรีนพีซและแฟนของแอปเปิ้ลทั่วโลก การรณรงค์นี้ท้าทายให้แอปเปิ้ลเป็นผู้นำที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในเรื่องการจัดการกับปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์


12 ก.ค. 2549

ความสำเร็จอย่างเด็ดขาดเป็นเครื่องยืนยันถึงการคัดค้านการใช้ถ่านหินที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศฟิลิปปินส์ โดยบริษัทน้ำมันแห่งชาติฟิลิปปินส์ (PNOC) ได้ยินยอมให้เพิกถอนแผนการสร้างเหมืองถ่านหินที่เกี่ยวข้องกับโครงการโรงไฟฟ้าปากเหมืองในเมืองอิซาเบลลาหลังมีการคัดค้านจากชุมชนอิซาเบลลาและกรีนพีซ


26 มิ.ย. 2549

เดลล์เป็นบริษัทล่าสุดที่ให้คำมั่นว่าจะเลิกใช้สารเคมีมีพิษในผลิตภัณฑ์ของตน สิ่งนี้เกิดขึ้นหลังจากคู่แข่ง คือ
ฮิวเลท แพ็กการ์ด (HP) ได้เลิกใช้สารเคมีมีพิษ  ทั้ง 2 บริษัทถูกกรีนพีซกดดันมาโดยตลอด โดยกรีนพีซเรียกร้องให้มีผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และให้ช่วยแก้ปัญหาขยะอิเล็กส์ทรอนิกส์กองพะเนินที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

 


9 มีนาคม 2549
ฮิวเลท แพ็กการ์ด
บริษัทสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยักษ์ใหญ่ กำหนดระยะเวลาเลิกใช้สารเคมีอันตรายในผลิตภัณฑ์


29 เม.ย. 2548

หลังจากผู้สนับสนุนกรีนพีซได้กดดันทางอินเตอร์เน็ต์อย่างต่อเนื่อง บริษัทโซนี่ อิริคสันประกาศว่าจะค่อยๆ เลิกใช้สารเคมีมีพิษในผลิตภัณฑ์ของตน โดยก้าวตามซัมซุง โนเกีย และโซนี่ โดยบริษัทเหล่านี้เป็นบริษัทอิเล็กส์ทรอนิคบริษัทแรกๆ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม


29 ต.ค. 2547

ความพยายามของกรีนพีซเพื่อให้อุตสาหกรรมทำลายเรืออันฉาวโฉ่มีการควบคุมที่เข้มงวดขึ้นนำไปสู่ข้อตกลงนานาชาติเพื่อปฏิบัติกับเรือเก่าล้าสมัยเป็นของเสีย มีการคาดการณ์ว่าสนธิสัญญาของ 163 ประเทศฉบับนี้จะนำไปสู่ความต้องการที่เพิ่มขึ้นในการขจัดสารเจือปนในเรือก่อนส่งออกไปยังประเทศที่ทำลายเรือ
หลักๆ (จีน อินเดีย บังคลาเทศ ฟิลิปปินส์ และ ตุรกี) นอกจากนี้สนธิสัญญาฉบับนี้จะเพิ่มความต้องการการรีไซเคิลเรือ “อย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” ในประเทศที่พัฒนาแล้ว


15 ต.ค. 2547

กรีนพีซประสบความสำเร็จในการเจรจาเพื่อปกป้องวาฬมิ้งค์ ฉลามขาว และ โลมาอิระวดี ที่การประชุมอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าใกล้สูญพันธุ์ (CITES) ในกรุงเทพฯ

ซัมซุงประกาศกำหนดเวลาเลิกใช้สารเคมีอันตราย

17 มิ.ย. 2547
ผู้บริโภคได้รับชัยชนะหลังซัมซุง บริษัทสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยักษ์ใหญ่ ประกาศแผนการกำหนดเวลาเลิกใช้สารเคมีอันตรายในผลิตภัณฑ์ การที่ซัมซุงเห็นผลิตภัณฑ์แบรนเนมของตนได้รับการจัดอันดับอยู่ในระดับสีแดง นั่นคือ มีสารเคมีอันตราย ในข้อมูลของกรีนพีซ ทำให้ซัมซุงทำสิ่งที่ถูกต้องทันทีเกี่ยวกับสารเคมีอันตรายร้ายแรง


10 มี.ค. 2547

กรมที่ดินแห่งประเทศไทยเพิกถอนไม่ใช้ที่ดินมากกว่า 1,300 ไร่ที่กำหนดให้้เป็นที่ตั้งโครงการบำบัดน้ำเสียคลองด่าน ซึ่งบ่งบอกถึงชัยชนะในการต่อสู้อย่างถูกกฎหมายกับนายหน้าค้าที่ดิน คือ บริษัท Palm Beach Development และ บริษัทประมงคลองด่าน ที่บุกรุกแหล่งน้ำในที่ดินสาธารณะ

 
20 ก.พ. 2547

รัฐบาลของ 180 ประเทศตกลงก่อตั้งเครือข่ายระดับโลกสำหรับพื้นที่สงวนทั้งในทะเลและผืนดินที่การประชุมอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (CBD) ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย

 
พ.ศ. 2545

รัฐบาลฟิลิปปินส์ล้มเลิกแผนการสร้างโรงไฟฟ้าพลังถ่านหินขนาด 50 เม็กกะวัตต์ในจังหวัดปูลูพันดัน บนเกาะนีโกรส ประเทศฟิลิปปินส์


พ.ศ. 2545

นักรณรงค์กรีนพีซยุติการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ อ.บ่อนอก และ อ.บ้านกรูด ประจวบคีรีขันธ์


พ.ศ. 2544

กระทรวงสาธารณสุขของไทยประกาศใช้แผนบังคับเริ่มการติดฉลากอาหารดัดแปลงพันธุกรรม


พ.ศ. 2544

สนธิสัญญาของสหประชาชาติที่ห้ามใช้สารเคมีมีพิษร้ายแรงต่อเนื่อง (POPs) ที่มนุษย์ผลิตขึ้น ถูกบังคับใช้หลังกรีนพีซได้เจรจาและกดดันเป็นเวลาหลายปี


พ.ศ. 2544

กรีนพีซร่วมกับกลุ่มและชุมชนอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมประสบความสำเร็จในการผลักดันให้อนุมัติกฎหมายการจัดการของเสียทางชีวภาพ ซึ่งบังคับให้มีการใช้ยุทธวิธีเริ่มต้น คือ การลด การแยก และ การรีไซเคิลของเสีย เพื่อกู้วิกฤตของเสียในประเทศ


พ.ศ. 2543

พิธีสารความปลอดภัยทางชีวภาพถูกบังคับใช้ในเมืองมอนทรีออล แคนาดา พิธีสารนี้ควบคุมการค้าอาหารดัดแปลงพันธุกรรม (GMOs) ระหว่างประเทศ  กรีนพีซได้รณรงค์ให้หยุดปล่อย GMOs ออกสู่สิ่งแวดล้อม ซึ่งจะทำให้
ไม่สามารถกลับเป็นเหมือนเดิมได้ และรณรงค์เพื่อปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพจากมลพิษการดัดแปลงพันธุกรรมมาตั้งแต่พ.ศ. 2538


พ.ศ. 2542

กรีนพีซประสบความสำเร็จในการเป็นผู้นำการรณรงค์เพื่อผลักดันข้อกฎหมายแห่งสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ข้อที่ 8749 หรือที่รู้จักกันในนาม “กฎหมายเพื่ออากาศสะอาดแห่งฟิลิปปินส์ พ.ศ. 2542” ซึ่งครอบคลุมการห้ามเผาของเสียที่ไม่มีการวางแผนล่วงหน้าในประเทศ


พ.ศ. 2540

กรีนพีซได้รับรางวัลการปกป้องชั้นบรรยากาศโอโซนแห่งสหประชาชาติ (UNEP) จากการพัฒนาเทคโนโลยี Greenfreeze ซึ่งเป็นตัวทำความเย็นที่ปราศจากสารเคมีที่ทำลายชั้นโอโซนและก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน


พ.ศ. 2539

สนธิสัญญาห้ามการทดลองนิวเคลียร์ฉบับสมบูรณ์ถูกบังคับใช้ ณ สหประชาชาติ

 
พ.ศ. 2537

สนธิสัญญาบาเซลถูกบังคับใช้ ซึ่งบ่งชี้ถึงการหยุดส่งออกของเสียมีพิษโดยประเทศที่พัฒนาแล้วไปยังประเทศที่กำลังพัฒนา

 
พ.ศ. 2536

มีกฎหมายสั่งห้ามทิ้งสารกัมมันตภาพรังสีและของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมลงในทะเล


พ.ศ. 2533

ผู้ลงนามในสนธิสัญญาแอนตาร์กติกาเห็นพ้องกับการสั่งห้ามการใช้ประโยชน์จากแร่ธาตุในทวีปแอนตาร์กติกาอย่างต่ำเป็นเวลา 50 ปี

 
พ.ศ. 2532

องค์การสหประชาชาติสั่งให้หยุดการทำประมงแบบใช้อวนลากขนาดใหญ่ในน่านน้ำสากล

 
พ.ศ. 2532

การสั่งห้ามใช้อวนลากขนาดใหญ่ในน่านน้ำสากลผ่านการพิจารณา ซึ่งถือเป็นการตอบรับเสียงคัดค้านของประชาชนที่ต่อต้านการทำประมงตามอำเภอใจที่กรีนพีซเป็นผู้เปิดโปง


พ.ศ. 2531

มีการริเริ่มการห้ามเผาของเสียมีพิษในทะเลทั่วโลก


พ.ศ. 2531

การห้ามเผาของเสียประเภทสารกำจัดแมลงกลุ่มคลอรีนอินทรีย์ทั่วโลกได้รับความเห็นชอบโดยที่ประชุมอนุสัญญาการทิ้งของเสียแห่งลอนดอน หลังจากที่กรีนพีซได้ปฏิบัติการไร้ความรุนแรงกลางทะเล

พ.ศ. 2529

การทดลองนิวเคลียร์ของฝรั่งเศสในมหาสมุทรแปซิฟิคใต้ได้กลายเป็นประเด็นขัดแย้งระหว่างประเทศ โดยเฉพาะหลังจากที่เรือเรนโบว์ วอริเออร์ของกรีนพีซได้ถูกจมโดยหน่วยสืบราชการลับฝรั่งเศส


พ.ศ. 2525

คณะกรรมการควบคุมการล่าวาฬระหว่างประเทศ (IWC) บังคับใช้คำสั่งศาลที่ห้ามการล่าวาฬทั่วโลก


พ.ศ. 2521

การปฏิบัติการไร้ความรุนแรงของกรีนพีซยุติการสังหารแมวน้ำในเกาะอ๊อกนีย์ สก๊อตแลนด์


พ.ศ. 2518

ฝรั่งเศสหยุดการทดลองนิวเคลียร์ในชั้นบรรยากาศในมหาสมุทรแปซิฟิก


พ.ศ. 2515

หลังการปฏิบัติการไร้ความรุนแรงของกรีนพีซในพ.ศ. 2514 สหรัฐได้ทิ้งร้างพื้นที่ทดลองนิวเคลียร์ในเกาะอัมชิตกา รัฐอลาสก้า