5 เมษายน 2552
หลังจากกรีนพีซรณรงค์ต่อต้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง ประธานาธิบดีซุลิโล บัมบาง ยุดโฮโยโนแห่งอินโดนีเซีย สั่งหยุดแผนการที่อยู่ในวาระมานานและเป็นที่โต้แย้งกันมาก ในการสร้างเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ณ หนึ่งในประเทศที่เสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหวมากที่สุดในโลก และกล่าวว่าจะพัฒนาแหล่งพลังงานที่มีิอยู่แทน รวมถึงพิจารณาพลังงานทางเลือก (พลังงานหมุนเวียน) ก่อนเลือกพลังงานนิวเคลียร์
มีนาคม 2552
พื้นที่ลาดเขาปลูกข้าวแห่งฟิลิปปินส์ อันเป็นสัญลักษณ์ของประเทศ ในจังหวัดอิฟูเกา และเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของยูเนสโก ได้รับการประกาศให้เป็นเขตปลอดพืชตัดต่อพันธุกรรม (จีเอ็มโอ) การประกาศครั้งประวัติศาสตร์นี้ ซึ่งเป็นไปในแนวทางเดียวกับพันธะสัญญาของจังหวัดที่จะสงวนรักษาบูรณภาพของสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของประเทศที่คงอยู่มายาวนานที่สุด ถูกบังคับใช้เป็นกฎหมายโดยทีโอโดโร บากิลัท จูเนียร์ และลิโน แมดชิว นายกเทศมนตรีเมืองบานาเว ด้วยการสนับสนุนของกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
มกราคม 2552
กินเนส เวิร์ลด์ เรคคอร์ด ออกประกาศนียบัตรยกย่องให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ส่งออกข้าวมากที่สุดในโลก ประกาศนียบัตรนี้เป็นเครื่องมือที่กรีนพีซใช้เพื่อจุดประกายความภูมิใจในข้าวไทย และเรียกร้องให้ชาวไทยร่วมปกป้องข้าวไทยให้ปลอดจากการดัดแปลงพันธุกรรม (จีเอ็มโอ)
ธันวาคม 2551
หลังจากกรีนพีซเริ่มรณรงค์เพื่อการปฏิวัติพลังงาน เป็นเวลาน้อยกว่า 6 เดือน เราได้รับคำยืนยันจากกระทรวงพลังงานว่ากรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานจะริเริ่มโครงการที่มีเป้าหมายอันสูงส่ง โดยเพิ่มการลงทุนในด้านการวิจัยและพัฒนาพลังงานลม แสงอาทิตย์ ชีวมวล และแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดอื่น ๆ
ข้อมูลเพิ่มเติม อ่านบทความ รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติพลังงานในประเทศไทย
พฤศจิกายน 2551
สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยแสดงพันธะที่จะส่งออกข้าวปลอดจีเอ็มโอเท่านั้น ในจดหมายที่สมาคมฯ ส่งมายังกรีนพีซ
29 กันยายน 2551
หลังจาก กรีนพีซรณรงค์ต่อเนื่องมานาน 2 ปี ในฟิลิปปินส์ เพื่อเรียกร้อง "การปฏิวัติพลังงาน"สมาชิกวุฒิสภาฟิลิปปินส์ ได้ผ่าน "ร่างกฎหมายพลังงานหมุนเวียน" ในวันที่ 29 กันยายน 2551 ร่างกฎหมายนี้จะนำไปสู่การใช้พลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานลมและแสงอาทิตย์ ปริมาณมหาศาล เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
กรกฎาคม 2551 
กรีนพีซทำงานสนับสนุนการต่อสู้ของกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทับสะแก เพื่อยุติการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ซึ่งจะมีกำลังการผลิต 4,000 เมกะวัตต์ ในที่สุด รัฐบาลโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้ชะลอโครงการออกไป ในระหว่างการรณรงค์ "หยุดถ่านหิน ก้าวสู่การปฏิวัติพลังงาน" ของเรือเรนโบว์ วอร์ริเออร์ ในเดือนกรกฎาคม 2551 ที่ซึ่งกรีีนพีซรวมพลชาวบ้านในทับสะแกเพื่อรวมตัว สร้างรูปที่เขียนว่า "Quit Coal"
พฤษภาคม 2551
หลังการรณรงค์แบบสันติวิธี การเผยแพร่โฆษณาเลียนแบบที่มีผู้ชมมหาศาล และ การลงชื่อเรียกร้องทางอินเตอร์เน็ตที่รวบรวมได้ 115,000 รายชื่อทั่วโลก ยูนิลีเวอร์ได้เปลี่ยนจุดยืนเพื่อสนับสนุนการระงับการตัดไม้ทำลายป่าในอินโดนีเซียเพื่อใช้ปลูกปาล์มน้ำมัน
2 พฤษภาคม 2550
แอปเปิ้ลประกาศกำหนดเวลาเลิกใช้สารเคมีอันตรายที่สุดในผลิตภัณฑ์ ด้วยแรงกดดันจากการรณรงค์ออนไลน์ที่ได้รับรางวัลเว็บไซต์ยอดเยี่ยม หรือ Webby Award ของกรีนพีซและแฟนของแอปเปิ้ลทั่วโลก การรณรงค์นี้ท้าทายให้แอปเปิ้ลเป็นผู้นำที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในเรื่องการจัดการกับปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์
12 ก.ค. 2549
ความสำเร็จอย่างเด็ดขาดเป็นเครื่องยืนยันถึงการคัดค้านการใช้ถ่านหินที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศฟิลิปปินส์ โดยบริษัทน้ำมันแห่งชาติฟิลิปปินส์ (PNOC) ได้ยินยอมให้เพิกถอนแผนการสร้างเหมืองถ่านหินที่เกี่ยวข้องกับโครงการโรงไฟฟ้าปากเหมืองในเมืองอิซาเบลลาหลังมีการคัดค้านจากชุมชนอิซาเบลลาและกรีนพีซ
26 มิ.ย. 2549
เดลล์เป็นบริษัทล่าสุดที่ให้คำมั่นว่าจะเลิกใช้สารเคมีมีพิษในผลิตภัณฑ์ของตน สิ่งนี้เกิดขึ้นหลังจากคู่แข่ง คือ ฮิวเลท แพ็กการ์ด (HP) ได้เลิกใช้สารเคมีมีพิษ ทั้ง 2 บริษัทถูกกรีนพีซกดดันมาโดยตลอด โดยกรีนพีซเรียกร้องให้มีผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และให้ช่วยแก้ปัญหาขยะอิเล็กส์ทรอนิกส์กองพะเนินที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
9 มีนาคม 2549
ฮิวเลท แพ็กการ์ด บริษัทสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยักษ์ใหญ่ กำหนดระยะเวลาเลิกใช้สารเคมีอันตรายในผลิตภัณฑ์
29 เม.ย. 2548
หลังจากผู้สนับสนุนกรีนพีซได้กดดันทางอินเตอร์เน็ต์อย่างต่อเนื่อง บริษัทโซนี่ อิริคสันประกาศว่าจะค่อยๆ เลิกใช้สารเคมีมีพิษในผลิตภัณฑ์ของตน โดยก้าวตามซัมซุง โนเกีย และโซนี่ โดยบริษัทเหล่านี้เป็นบริษัทอิเล็กส์ทรอนิคบริษัทแรกๆ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
29 ต.ค. 2547
ความพยายามของกรีนพีซเพื่อให้อุตสาหกรรมทำลายเรืออันฉาวโฉ่มีการควบคุมที่เข้มงวดขึ้นนำไปสู่ข้อตกลงนานาชาติเพื่อปฏิบัติกับเรือเก่าล้าสมัยเป็นของเสีย มีการคาดการณ์ว่าสนธิสัญญาของ 163 ประเทศฉบับนี้จะนำไปสู่ความต้องการที่เพิ่มขึ้นในการขจัดสารเจือปนในเรือก่อนส่งออกไปยังประเทศที่ทำลายเรือหลักๆ (จีน อินเดีย บังคลาเทศ ฟิลิปปินส์ และ ตุรกี) นอกจากนี้สนธิสัญญาฉบับนี้จะเพิ่มความต้องการการรีไซเคิลเรือ "อย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม" ในประเทศที่พัฒนาแล้ว
15 ต.ค. 2547
กรีนพีซประสบความสำเร็จในการเจรจาเพื่อปกป้องวาฬมิ้งค์ ฉลามขาว และ โลมาอิระวดี ที่การประชุมอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าใกล้สูญพันธุ์ (CITES) ในกรุงเทพฯ

ซัมซุงประกาศกำหนดเวลาเลิกใช้สารเคมีอันตราย
17 มิ.ย. 2547
ผู้บริโภคได้รับชัยชนะหลังซัมซุง บริษัทสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยักษ์ใหญ่ ประกาศแผนการกำหนดเวลาเลิกใช้สารเคมีอันตรายในผลิตภัณฑ์ การที่ซัมซุงเห็นผลิตภัณฑ์แบรนเนมของตนได้รับการจัดอันดับอยู่ในระดับสีแดง นั่นคือ มีสารเคมีอันตราย ในข้อมูลของกรีนพีซ ทำให้ซัมซุงทำสิ่งที่ถูกต้องทันทีเกี่ยวกับสารเคมีอันตรายร้ายแรง
10 มี.ค. 2547
กรมที่ดินแห่งประเทศไทยเพิกถอนไม่ใช้ที่ดินมากกว่า 1,300 ไร่ที่กำหนดให้้เป็นที่ตั้งโครงการบำบัดน้ำเสียคลองด่าน ซึ่งบ่งบอกถึงชัยชนะในการต่อสู้อย่างถูกกฎหมายกับนายหน้าค้าที่ดิน คือ บริษัท Palm Beach Development และ บริษัทประมงคลองด่าน ที่บุกรุกแหล่งน้ำในที่ดินสาธารณะ
20 ก.พ. 2547
รัฐบาลของ 180 ประเทศตกลงก่อตั้งเครือข่ายระดับโลกสำหรับพื้นที่สงวนทั้งในทะเลและผืนดินที่การประชุมอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (CBD) ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย
พ.ศ. 2546
ยุติข้อเสนอการสร้างโรงงานเผาขยะ (ขนาด 1,350 ตัวต่อวัน) ที่เขตอ่อนนุช กรุงเทพฯ
พ.ศ. 2546
เปิดตัวโครงการ GRIPP บนเกาะนีกรอส (ส่งผลให้เกิดการจัดตั้งโครงการพลังงานหมุนเวียนในจังหวัด เช่น ฟาร์มกังหันลมในเทศบาลเมืองปูลูพันดัน รูปจี๊ปนีย์ไฟฟ้า)
พ.ศ. 2546
กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ กลุ่มสัมพันธมิตรขยะชีวภาพ ประกาศแผนการแปรรูปขยะ ในโครงการร่วมมือขยะเป็นศูนย์ ในการประชุมครอบครัวโลกที่กรุงมะนิลา
พ.ศ. 2546
หยุดการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในเมืองบาเนท (ขนาด 200 เมกะวัตต์) ในจังหวัดอิโลอิโล ฟิลิปปินส์
พ.ศ. 2546
บุกเบิกการทำงานกับชุมชนที่ต่อต้านถ่านหินในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (การสร้างกลุ่มสัมพันธมิตร) ในฟิลิปปินส์และไทย
พ.ศ. 2546
ยุติโครงการบำบัดน้ำเสียขนาดใหญ่ในสมุทรปราการ ที่โจษจันกันมาก (โดยการสร้างกลุ่มสัมพันธมิตร)
พ.ศ. 2546
กรุงเทพมหานครตัดสินใจเลิกดำเนินการสร้างโรงงานเผาขยะเพื่อจัดการกับปัญหาขยะในกรุงเทพฯ หลังกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้รณรงค์และล๊อบบี้
พ.ศ. 2546
งานรณรงค์ต่อต้านสารมลพิษตกค้างยาวนาน (POPs) ที่ได้รับความสนใจจากสาธารณชนอย่างมาก ทำให้รัฐบาลฟิลิปปิน์ให้สัตยาบันในพิธีสารสต๊อกโฮล์ม
พ.ศ. 2546
การปฏิบัิติการไร้ความรุนแรงเพื่อยับยั้งการทดลองมะละกอจีเอ็มโอภาคสนามในขอนแก่น ทำให้มีคำสั่งห้ามทดลองจีเอ็มโอในพื้นที่เปิดในประเทศ (ในทางปฏิบัติ ไม่ใช่ทางกฎหมาย) นอกจากนี้ยังทำให้เป็นคดีฟ้องร้องอาสาสมัครกรีนพีซ
พ.ศ. 2545
รัฐบาลฟิลิปปินส์ล้มเลิกแผนการสร้างโรงไฟฟ้าพลังถ่านหินขนาด 50 เมกะวัตต์ในจังหวัดปูลูพันดัน บนเกาะนีโกรส ประเทศฟิลิปปินส์
พ.ศ. 2545
จีงหวัดนีกรอส อ๊อกซิเดนทัล ฟิลิปปินส์ ประกาศแผนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 100%
พ.ศ. 2545
นักรณรงค์กรีนพีซยุติการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ อ.บ่อนอก (ขนาด 700 เมกะวัตต์) และ อ.บ้านกรูด (1,400 เมกะวัตต์) ประจวบคีรีขันธ์
พ.ศ. 2545
คู่มือการจ่ายตลาดอาหารปลอดจีเอ็มโอประสบความก้าวหน้า บริษัทอาหารจำนวนหนึ่งในประเทศไทยและฟิลิปปินส์ปฏิเสธอาหารปลอดการตัดต่อพันธุกรรม (และจำนวนบริษัทกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในประเทศไทย)
พ.ศ. 2544
กระทรวงสาธารณสุขของไทยประกาศใช้แผนบังคับเริ่มการติดฉลากอาหารดัดแปลงพันธุกรรม
พ.ศ. 2544
สนธิสัญญาของสหประชาชาติที่ห้ามใช้สารเคมีมีพิษร้ายแรงต่อเนื่อง (POPs) ที่มนุษย์ผลิตขึ้น ถูกบังคับใช้หลังกรีนพีซได้เจรจาและกดดันเป็นเวลาหลายปี
พ.ศ. 2544
กรีนพีซร่วมกับกลุ่มและชุมชนอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมประสบความสำเร็จในการผลักดันให้อนุมัติกฎหมายการจัดการของเสียทางชีวภาพแห่งฟิลิปปินส์ ซึ่งบังคับให้ใช้ยุทธวิธีเริ่มต้น คือ การลด การแยก และ การรีไซเคิลของเสีย เพื่อกู้วิกฤตของเสียในประเทศ
พ.ศ. 2544
กรีนพีซเปิดตัวเครือข่ายผู้บริโภคที่ต่อต้านการตัดต่อพันธุกรรม (ปัจจุบันมีสมาชิก 14,000 คนในประเทศไทย)
พ.ศ. 2543
พิธีสารความปลอดภัยทางชีวภาพถูกบังคับใช้ในเมืองมอนทรีออล แคนาดา พิธีสารนี้ควบคุมการค้าอาหารดัดแปลงพันธุกรรม (GMOs) ระหว่างประเทศ กรีนพีซได้รณรงค์ให้หยุดปล่อยจีเอ็มโอออกสู่สิ่งแวดล้อม ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถกลับเป็นเหมือนเดิมได้ และรณรงค์เพื่อปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพจากมลพิษการดัดแปลงพันธุกรรมมาตั้งแต่พ.ศ. 2538
พ.ศ. 2543
กรีนพีซเปิดโปงผลการทำลายเรือเพื่อนำชิ้นส่วนไปขาย ในการประท้วงเพื่อหยุดยั้งการทำลายเีรือในเขตเทศบางเมืองบาลัมบัน จังหวัดเซบุ ฟิลิปปินส์
พ.ศ. 2542
กรีนพีซประสบความสำเร็จในการเป็นผู้นำการรณรงค์เพื่อผลักดันข้อกฎหมายแห่งสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ข้อที่ 8749 หรือที่รู้จักกันในนาม "กฎหมายเพื่ออากาศสะอาดแห่งฟิลิปปินส์ พ.ศ. 2542" ซึ่งครอบคลุมการห้ามเผาของเสียที่ไม่มีการวางแผนล่วงหน้าในประเทศ
พ.ศ. 2540
กรีนพีซได้รับรางวัลการปกป้องชั้นบรรยากาศโอโซนแห่งสหประชาชาติ (UNEP) จากการพัฒนาเทคโนโลยี Greenfreeze ซึ่งเป็นตัวทำความเย็นที่ปราศจากสารเคมีที่ทำลายชั้นโอโซนและก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน
พ.ศ. 2539
สนธิสัญญาห้ามการทดลองนิวเคลียร์ฉบับสมบูรณ์ถูกบังคับใช้ ณ สหประชาชาติ
พ.ศ. 2537
สนธิสัญญาบาเซลถูกบังคับใช้ ซึ่งบ่งชี้ถึงการหยุดส่งออกของเสียมีพิษโดยประเทศที่พัฒนาแล้วไปยังประเทศที่กำลังพัฒนา
พ.ศ. 2536
มีกฎหมายสั่งห้ามทิ้งสารกัมมันตภาพรังสีและของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมลงในทะเล
พ.ศ. 2533
ผู้ลงนามในสนธิสัญญาแอนตาร์กติกาเห็นพ้องกับการสั่งห้ามการใช้ประโยชน์จากแร่ธาตุในทวีปแอนตาร์กติกาอย่างต่ำเป็นเวลา 50 ปี
พ.ศ. 2532
องค์การสหประชาชาติสั่งให้หยุดการทำประมงแบบใช้อวนลากขนาดใหญ่ในน่านน้ำสากล
พ.ศ. 2532
การสั่งห้ามใช้อวนลากขนาดใหญ่ในน่านน้ำสากลผ่านการพิจารณา ซึ่งถือเป็นการตอบรับเสียงคัดค้านของประชาชนที่ต่อต้านการทำประมงตามอำเภอใจที่กรีนพีซเป็นผู้เปิดโปง
พ.ศ. 2531
มีการริเริ่มการห้ามเผาของเสียมีพิษในทะเลทั่วโลก
พ.ศ. 2531
การห้ามเผาของเสียประเภทสารกำจัดแมลงกลุ่มคลอรีนอินทรีย์ทั่วโลกได้รับความเห็นชอบโดยที่ประชุมอนุสัญญาการทิ้งของเสียแห่งลอนดอน หลังจากที่กรีนพีซได้ปฏิบัติการไร้ความรุนแรงกลางทะเล
พ.ศ. 2529
การทดลองนิวเคลียร์ของฝรั่งเศสในมหาสมุทรแปซิฟิคใต้ได้กลายเป็นประเด็นขัดแย้งระหว่างประเทศ โดยเฉพาะหลังจากที่เรือเรนโบว์ วอร์ริเออร์ของกรีนพีซได้ถูกจมโดยหน่วยสืบราชการลับฝรั่งเศส
พ.ศ. 2525
คณะกรรมการควบคุมการล่าวาฬระหว่างประเทศ (IWC) บังคับใช้คำสั่งศาลที่ห้ามการล่าวาฬทั่วโลก
พ.ศ. 2521
การปฏิบัติการไร้ความรุนแรงของกรีนพีซยุติการสังหารแมวน้ำในเกาะอ๊อกนีย์ สก๊อตแลนด์
พ.ศ. 2518
ฝรั่งเศสหยุดการทดลองนิวเคลียร์ในชั้นบรรยากาศในมหาสมุทรแปซิฟิก
พ.ศ. 2515
หลังการปฏิบัติการไร้ความรุนแรงของกรีนพีซในพ.ศ. 2514 สหรัฐได้ทิ้งร้างพื้นที่ทดลองนิวเคลียร์ในเกาะอัมชิตกา รัฐอลาสก้า