ลมพัดแรงที่ประจวบ คลื่นยกตัวสูงทำให้เรือลำเล็กที่เราใช้เป็นพาหนะเดินทางเข้าร่วมกิจกรรมที่ฝั่งโคลงเคลงไปมาตามจังหวะระลอกคลื่น แต่ไม่ได้เป็นอุปสรรคของการเดินทางเพื่อพบปะเพื่อนเก่าชาวประจวบเลยแม้แต่น้อย

วันนี้เรือเรนโบว์ วอร์ริเออร์ มาถึงประจวบตั้งแต่เช้า พร้อมกับความรู้สึกคุ้นชินที่แฝงไปด้วยอารมณ์ตื่นเต้นเล็กๆ ไม่ต่างจากชาวประจวบที่ลงมือเตรียมงานกิจกรรมตั้งแต่เช้า หรือแม้แต่ชาวประมงหลายคนที่มากันเต็มลำเรือเพื่อทักทายเรือเรนโบว์ วอร์ริเออร์หลังจากทอดสมอที่ประจวบไปได้ไม่นาน

การพบปะของเพื่อนเก่าในครั้งนี้ทำให้ฉันย้อนนึกถึงการมาเยือนของเรือเรนโบว์ วอร์ริเออร์ที่ประจวบ เมื่อ 2 ปีก่อน

 
เรนโบว์วอร์รเออร์ในประจวบคีรีขันธ์ 2551.jpg


9 กรกฎาคม 2551  

เรนโบว์ วอร์ริเออร์วิ่งเลียบชายฝั่งบางสะพาน หาดบ้านกรูด มายังชายฝั่งทะเลทับสะแก เพื่อร่วมรณรงค์ “หยุดถ่านหิน” เพียงครั้งแรกที่ฉันได้เห็นการต้อนรับของชาวประจวบก็อดประทับใจไม่ได้ ไม่เพียงเฉพาะรอยยิ้มกว้างและเสียงกลองยาวที่มาต้อนรับลูกเรือกลางแดดจัดเท่านั้น แต่รวมถึงคำพูดของคุณป้าคนหนึ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าเรือเรนโบว์ วอร์ริเออร์ มีความผูกพันและเป็นสิ่งพิเศษสำหรับชาวประจวบอยู่ไม่น้อย

“เรือมาแวะบ้านเราอีกแล้ว คราวก่อนมาทีนึง เขาก็ยกเลิกโรงไฟฟ้า หนนี้เรือมาอีก สงสัยจะไม่มีโรงไฟฟ้าอีกต่อไปแล้วล่ะมั้ง” คุณป้าพูดขึ้นมาลอยๆ แต่ในน้ำเสียงของแกนั้น ฉันสัมผัสได้ถึง “ความหวัง” ที่เจือปนอยู่ในนั้นด้วย

“เรือเรนโบว์มา แปลว่าสิ่งดีๆกำลังจะตามมา” คุณป้าพูดพร้อมกับรอยยิ้มต้อนรับที่อบอุ่น

เรือเรนโบว์ วอร์ริเออร์มาเยี่ยมเยียนพื้นที่ประจวบอีกครั้งในปีนี้ และเหมือนเช่น 3 ครั้งที่ผ่านมา เรือเรนโบว์ วอร์ริเออร์ได้ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลและสนับสนุนการเคลื่อนไหวเพื่อหยุดการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน ซึ่งมักจะถูกผลักดันให้มีขึ้นในพื้นที่จังหวัดนี้มาโดยตลอด

แม้ว่าหลายโครงการยักษ์จะเข้ามาในพื้นที่อย่างไม่ขาดสาย แต่การรวมกลุ่มต่อสู้ของชาวประจวบยังคงเหนียวแน่น เริ่มตั้งแต่ในปี 2538 ที่สถานการณ์ยังไม่แน่ไม่นอนว่าจะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินหรือไม่ จนกระทั่งได้รับคำตอบที่ชัดเจนในปี 2539 ที่รัฐบาลไทยประกาศสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในอำเภอบ่อนอก บ้านกรูด และทับสะแก เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า 700 เมกะวัตต์จากบ่อนอก และ 1,400 เมกะวัตต์ที่บ้านกรูด และ 2,000 เมกะวัตต์ที่ทับสะแก การเคลื่อนไหวของชาวประจวบจึงชัดเจนมากยิ่งขึ้น

บทเรียนจากควันพิษของปล่องโรงไฟฟ้าถ่านหินในแม่เมาะได้ทำให้ชาวประจวบลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อปกป้องบ้านเกิดอันเป็นแหล่งทำมาหากินและวิถีชีวิตด้านการประมง การเพาะปลูกของผู้คน โดยใช้กลยุทธหลากหลายวิธีทั้งการร่วมกันส่งจดหมายร้องเรียน ไปจนถึงรวมกลุ่มปิดถนนคัดค้าน

และในปี 2543 นั่นเอง ที่เรือเรนโบว์ วอร์ริเออร์ได้เดินทางมายังภูมิภาคนี้เป็นครั้งแรกเพื่อรณรงค์ในภารกิจ “เอเชียปลอดสารพิษ” แม้ว่าจะเป็นเพียงการแล่นเรือเรนโบว์วอร์ริเออร์มา “กางใบ” ที่ชายทะเลบ้านกรูด เพื่อให้กำลังใจแก่การเคลื่อนไหวของชาวประจวบก็ตามที แต่ในการเดินทางมาครั้งนั้นยังเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับงานรณรงค์ด้านพลังงานของกรีนพีซรวมทั้งยังยกระดับประเด็นการต่อสู้ของชาวประจวบให้เข้มแข็งขึ้น และยังได้กลายเป็น “หลักไมล์แรก” ที่ยกระดับให้ชาวประจวบ “กล้า” วิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐ โดยมีข้อมูลและเหตุผลทางวิชาการประกอบอย่างหนักแน่น โดยเฉพาะการถกเถียงกันอย่าง “เข้มข้น” ในเรื่องการวางแผนพลังงานระดับประเทศ จนนำไปสู่การเรียกร้องให้นำพลังงานสะอาดและยั่งยืน เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาพลังงานของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้นด้วย

ชัยชนะก้าวแรกที่ถือเป็นความสำเร็จของชาวประจวบเกิดขึ้นในปี 2545 หลังจากที่รัฐบาลประกาศชะลอโครงการออกไป 2-5 ปี ก่อนที่จะมีการสั่งย้ายโครงการโรงไฟฟ้าออกไป และได้เป็นผลให้มีการยุติโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินบ้านกรูด และโรงไฟฟ้าถ่านหินบ่อนอกในพื้นที่ประจวบคีรีขันธ์ในเวลาต่อมา

ส่วนโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินทับสะแกนั้น ถูกรื้อขึ้นมาอีกครั้งเมื่อปลายปี 2549 ครั้งนี้ขยายกำลังผลิตจาก 2,000 เมกะวัตต์เป็น 4,000 เมกะวัตต์ แต่จากกลยุทธการเคลื่อนไหวของชาวประจวบก็ได้ทำให้โครงการนี้ถูกพับเก็บไว้

ในปี 2548 เรือเรนโบว์ วอร์ริเออร์ กลับมาเยือนประเทศไทยอีกครั้ง พร้อมกับการรณรงค์ “ปฏิวัติพลังงาน : Energy Revolution และเช่นเคย เรือลำนี้ได้แวะมาเยี่ยมเยียนเพื่อนเก่าที่เคยร่วมแรงและร่วมใจสู้ให้มายาคติของ “ถ่านหินสะอาด” หมดไปจากประเทศไทย โดยลอยลำที่ชายทะเลบ่อนอก ต.กุยบุรี อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อรำลึกถึงนักต่อสู้เพื่อชุมชน เจริญ วัดอักษร ผู้นำชาวบ้านบ่อนอกที่มีบทบาทสำคัญในการคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินจนกระทั่งถูกยิงเสียชีวิต หลังจากโรงไฟฟ้าถ่านหินถูกยกเลิกไป

“เพราะโรงไฟฟ้าถ่านหิน ปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่เชื่อมโยงโดยตรงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” เป็นเหตุผลหลักที่คอยขับเคลื่อนการต่อสู้มาโดยตลอด และยังเป็นเหตุผลที่ทำให้ชาวประจวบ “เชื่อมั่น” ว่าสิ่งที่พวกเขาทำอยู่จะไม่ใช่ “ความหวัง” อีกต่อไป

หากแต่ “พลัง” ของพวกเขาจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้

ฉันก็เชื่อเช่นนั้น