พลาย ภิรมย์

เย็นวันพฤหัสที่ 30 เรือเรนโบว์ วอร์ริเออร์มุ่งออกจากอ่าวประจวบคีรีขันธ์สู่จังหวัดระยองเขตท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุตซึ่งจะเป็นจุดสุดท้ายที่เรือจะปฏิบัติภารกิจรณรงค์ในประเทศไทยก่อนมุ่งหน้าต่อไปยังประเทศอินโดนีเซีย
 
กิจกรรมที่ประจวบคีรีขันธ์เมื่อวานเป็นไปอย่างเข้มข้นตลอดทั้งวัน ตอนเช้าวันที่ 29 กรีนพีซร่วมกับเครือข่ายกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มอนุรักษ์ในจังหวัด 8 กลุ่มจากแต่ละพื้นที่ที่ถูกคุกคามจากโครงการอุตสาหกรรม) ทำการฝังแคปซูลเวลา ณ อนุสาวรีย์ ทรนง ณ ธรณี (อนุสาวรีย์ เจริญ วัดอักษร) ซึ่งบรรจุเรื่องราวการต่อสู้ตลอดระยะเวลา 14 ปีของพี่น้องชาวประจวบฯ ในการปกป้องบ้านเมืองให้รอดพ้นจากการทำลายฐานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมจากมลพิษอุตสาหกรรม เป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การเก็บบันทึกเรื่องราวไว้ให้ลูกหลานรุ่นต่อไปได้เรียนรู้สร้างความเท่าทัน จากนั้นตอนบ่ายมีการปราศัยให้ความรู้ สลับกับการเล่นดนตรี และจบด้วยงานเสวนาในตอนค่ำ 

...เป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ผมซึ่งเป็นเพียงนักรณรงค์มือใหม่ได้เรียนรู้และได้รับแรงบันดาลใจจากความเข้มแข็งของขบวนชาวบ้านประจวบที่ยืนได้อย่างมั่นคงบนพื้นฐานของการสร้างความรัก สามัคคี และความเสียสละร่วมกันของคนทั้งกระบวนในการปกป้องแผ่นดินเกิด...

ผมเดินทางออกจากจังหวัดประจวบ ทันทีหลังเสร็จงาน (และหลังจากที่เดินทางและอยู่บนเรือมาตลอด 9 คืน) เนื่องจากต้องรีบมุ่งหน้าทางรถมายังมาบตาพุดเพื่อมาสบทบกับการชุมนุมของเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออกที่กำลังเรียกร้องต่อรัฐให้ทบทวนประกาศ 11 ประเภทกิจการในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดใหม่ทั้งหมด ทั้งนี้กรีนพีซและเรือเรนโบว์ วอร์ริเออร์ ได้ทำงานรณรงค์ยุติมลพิษในมาบตาพุดและทำงานร่วมกับเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออกมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา

...ย้ายมาจากภาคใต้มาสู่ภาคตะวันออกซึ่งได้กลายเป็นแหล่งอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และหนาแน่นที่สุดของประเทศ...มาบตาพุดได้กลายเป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศ ประชาชนนักบริโภคนิยมทั่วไปและนักลงทุนทั้งไทยและเทศต่างมองมาบตาพุดเป็นสัญลักษณ์ของความเจริญและเป็นสิ่งที่สร้างความมั่นคั่งให้กับประเทศ (และความมั่งคั่งของตัวเอง) ในขณะที่ชาวบ้านทั่วไปมองมาบตาพุดเป็นสัญลักษณ์ของมลพิษรุนแรงที่เป็นผลพวงจากการพัฒนาอุตสาหกรรม เป็นความผิดพลาด และชาวบ้านทั่วไปไม่มีใครอยากให้พื้นที่อาศัยและทำมาหากินของตนเองเป็นเหมือนมาบตาพุด การต่อสู้ชุมชนเกือบทุกที่ในประเทศได้นำมาบตาพุดมาเป็นบทเรียน มาเป็นอุทาหรณ์ และมาเป็นภาพฉายตัวอย่างของผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

กรณีศึกษามาบตาพุดจึงถือว่าเป็นคุณูปการอย่างมากทั้งด้านของการแสดงให้เห็นถึงปัญหามลพิษอุตสาหกรรม การปลุกให้ชุมชนต่างๆ ลุกขึ้นมาสู้ปกป้องสิ่งแวดล้อมของตัวเอง และล่าสุดยังก่อให้เกิดการได้มาของสิทธิของประชาชนในการอนุรักษ์ มีส่วนร่วมในการจัดการหรือดำเนินโครงการที่จะก่อให้เกิดผลกระทบ การรับฟังความคิดเห็น และสิทธิของชุมชนที่จะฟ้องหน่อยงานภาครัฐ  รวมถึงกฏหมายใหม่ๆ ในการควบคุมมลพิษ 
 
30 กันยายน 2553

...วันนี้ตัวแทนจากเครือข่ายต่างๆ ร่วมกับเครือประชาชนภาคตะวันออกที่มีพี่สุทธิ อัชฌาศัย เป็นผู้นำกลุ่มประชาชนรวมตัวหน้าศูนย์ราชการระยอง ท่ามกลางความเวทนาของชาวบ้านต่อ ส.ส.ในพื้นที่ที่ในวันเดียวกันนี้ได้จัดตั้งชาวบ้านอีกกลุ่มมาคัดค้านการเคลื่อนไหวและสนับสนุนรัฐบาลในการดำเนินการแก้ไข(ไม่)ควบคุมขจัดมลพิษในพื้นที่

ตอนบ่ายเครือข่ายฯ เคลื่อนไปหน้าสาธารณะสุข จ.ระยอง เพื่อถามถึงความคืบหน้าติดตามผลตรวจสุขภาพของกลุ่มตัวอย่างกว่าหมื่นคนในพื้นที่รอบมาบตาพุด  นายแพทย์ของสาธารณะสุขได้แถลงอย่างอ่อมแอ้มถึงผลการตรวจที่แม้จะพบจำนวนผู้มีความผิดปกติในเลือด อวัยวะและพบโลหะหนักในร่างกาย แต่ก็ไม่กล้าฟันธงว่าเกิดจากมลพิษอุตสาหกรรม แค่สรุปว่าพื้นที่มีความเสี่ยง ชาวบ้านต่างค่อนข้างผิดหวังว่าผลการศึกษานี้ก็ไม่ได้ช่วยอะไรพวกเขาได้ นอกจากเป็นแค่โครงการผลาญงบประมาณที่ไม่ได้นำพาไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

ชาวบ้านผู้เรียกร้องปกป้องสิ่งแวดล้อมยืนยัดร่วมการชุมนุมบนฟุตบาทข้างศูนย์ราชการตลอดทั้งวันถึงกลางคืน (ไม่ได้รับการอนุญาตให้เข้าไปใช้พื้นที่ข้างใน) ท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาอย่างหนักหลายช่วงตอนเย็นและกลางคืน...ผมได้ร่วมชุมนุม เฝ้าดู และรู้สึกเศร้าใจที่ภาครัฐปล่อยให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องได้รับผลกระทบจากการพัฒนาที่เขาไม่ได้มีโอกาสร่วมกำหนดและการพัฒนาที่โขมยยึดทรัพยากรของคนส่วนใหญ่ไปให้กับคนส่วนน้อย ชาวบ้านต้องออกมาต่อสู้เรียกร้องอยู่ข้างถนนเป็นแรมวันเป็นแรมคืนตลอดนับสิบปีที่ผ่านมา ไม่มีทุนสนับสนุนนอกจากทุนส่วนตัว ขณะที่เงินภาษีที่ประชาชนจ่ายกลับถูกนำไปใช้ในการสนับสนุนโครงการเหล่านี้...ถูกนำไปสร้างผลประโยชน์ให้กับตัวเอง

วันนี้ภาครัฐได้จัดเตรียมเจ้าหน้าที่ตำรวจและอพปร.รวมเป็นพันนายและคอยห้ามไม่ให้ผู้ชุมนุมเข้าไปในศูนย์ราชการโดยเด็ดขาด...คงดีถ้าภาครัฐนำเจ้าหน้ามากมายขนาดนี้ไปคอยตรวจจับมลพิษในโรงงาน...ชาวบ้านคงสรรเสริญยินดี 
ยังมีเรื่องราวสาระอีกมากเกี่ยวกับมาบตาพุต การต่อสู้ของคนที่นี่และสุทธิผู้ซึ่งเป็นแกนนำการต่อสู้ และประเด็นการประกาศประเภทโครงการผลกระทบรุนแรง...ซึ่งผมจะขอเล่าให้ฟังในโอกาสต่อไป...