การทำประมงเกินขนาด

7 กันยายน 2555

นักนิเวศวิทยาทางทะเลต่างเห็นพ้องกันว่ามหันตภัยตัวฉกาจของระบบนิเวศทางทะเลคือ การทำประมงเกินขนาด  ความต้องการสัตว์น้ำของมนุษย์ได้พุ่งเกินกว่าระดับสมดุลที่มหาสมุทรและทะเลจะให้ได้  ข้อมูลจากนักวิทยาศาสตร์ต่างระบุถึงการทำประมงเกินขนาดที่จะสามารถส่งผลให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงต่อมหาสมุทรจนไม่สามารถคืนสภาพได้ตลอดกาล ซึ่งในอนาคตข้างหน้านั้น อาหารทะเลที่จับตามธรรมชาติอาจจะกลายเป็นอาหารที่มีราคาแพงมาก หายาก หรือกลายเป็นตำนาน ไปเลยก็เป็นได้



นับตั้งแต่ประเทศไทยมีการนำเรืออวนลากเข้ามาใช้ในการทำประมง การจับสัตว์น้ำก็เพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเข้าสู่จุดสูงสุดในปีพ.ศ. 2538 และลดปริมาณลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากสัตว์น้ำไม่สามารถฟื้นตัวหรือเพิ่มปริมาณได้  การที่มีเรือประมงแบบทำลายล้างจำนวนมากจับปลาอย่างไม่มีที่สิ้นสุดนั้นจะไม่เปิดโอกาสให้ ระบบนิเวศทางทะเลได้คืนสภาพและผลิตสัตว์น้ำกลับมาได้ในระดับเดิม



สัตว์น้ำไม่สามารถต่อกรได้



บ่อยครั้งที่อุตสาหกรรมการประมงจะใช้โอกาสดำเนินการล่าสัตว์น้ำจนระบบนิเวศทางทะเลเสื่อมโทรมไม่สามารถฟื้นฟูได้ ดังนั้นปริมาณสัตว์น้ำในทะเลจึงไม่เพียงพอในระยะยาวกับอุตสาหกรรมการประมงอย่างไร้ความรับผิดชอบ



การทำประมงสมัยใหม่ใช้อุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าการที่ธรรมชาติจะสามารถฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำได้ทัน  เรือประมงขนาดใหญ่ใช้เครื่องโซนาร์ซึ่งเป็นเทคโนโลยีทันสมัยที่ช่วยตรวจจับตำแหน่งของปลาได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ เรือประมงเองก็เป็นเสมือนโรงงานลอยน้ำขนาดใหญ่ รองรับขั้นตอนการลำเลียงบรรจุสัตว์น้ำ มีระบบแช่แข็งขนาดมหึมา และเครื่องยนต์อันทรงพลังที่ช่วยลากอุปกรณ์หาสัตว์น้ำขนาดใหญ่ไปตามท้องทะเล พูดง่ายๆ คือ บรรดาสัตว์น้ำไม่สามารถต่อกรได้เลย



การล่มสลายของอุตสาหกรรมการประมง



การประมงอย่างไร้ความรับผิดชอบนำไปสู่การล่มสลายของอุตสาหกรรมการประมงครั้งใหญ่ ดังเช่นที่อุตหกรรมปลาค็อดของบริษัทนิวฟาวนด์แลนด์ ประเทศแคนนาดา ล่มสลายลงไปในปีพ.ศ. 2553 ทำให้คนต้องตกงานมากถึง 40,000 คน อุตสาหกรรมการประมงของไทยเองก็กำลังเดินตามรอยไปติดๆ และใกล้ล่มสลายอย่างถาวรเต็มทีหากไม่เร่งลงมือฟื้นฟูระบบนิเวศทางท้องทะเล



จุดผกผันของกิจการประมงไทยเริ่มจากการนำเข้าเรืออวนลากจากประเทศเยอรมันในปีพ.ศ.2492

ทะเลไทยเสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็วไปพร้อมกับปริมาณสัตว์น้ำที่จับเกินศักยภาพการฟื้นตัว ก่อนปีพ.ศ. 2503 ไทยจับสัตว์น้ำได้ปีละ 1.5 แสนตัน เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนถึง 1.5 ล้านตันในปีพ.ศ. 2515 จนกระทั่งเหลือเพียง 3 กิโลกรัมต่อชั่วโมงในปีพ.ศ.2542 ซึ่งปลาที่จับได้เป็นปลาขนาดเล็กและเป็นลูกปลาเศรษฐกิจที่ยังไม่โตเต็มวัยถึงร้อยละ 40 ทั้งนี้ การเร่งตักตวงจับปลาในทะเลที่ทำให้ประเทศไทยก้าวขึ้นติดอันดับหนึ่งใน 10 ของประเทศผู้ผลิตสินค้าจากการประมงของโลกนั้นต้องแลกกับการที่ท้องทะเลของไทยถูกทำลาย จนทรุดโทรมถึงจุดวิกฤตและต้องการการฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน



ปลาแต่ละชนิดล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญของห่วงโซ่อาหารในระบบนิเวศทางทะเล แต่สำหรับแนวคิดและบริหารจัดการของรัฐไทยนั้น ฝูงปลาคือฝูงเงินที่ต้องจับให้ได้มากที่สุด รวมถึงคิดแยกส่วนว่าปลาแต่ละชนิดไม่มีความสัมพันธ์กันกับระบบนิเวศทางทะเล และหากไม่จับปลาเหล่านั้นแล้ว ปลาก็จะตายไป เป็นการสูญเสียทรัพยากรที่สามารถนำมาเป็นต้นทุนให้กับชาติ โดยแนวความคิดเช่นนี้ในที่สุดก็ได้นำมาสู่จุดวิกฤติล่มสลายของทรัพยากรทางทะเลของไทย และเริ่มส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อม เศรษกิจและสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
 

ดังเช่นกรณีปลากะตัก ซึ่งเป็นปลาในห่วงโซ่อาหารชั้นที่สามจากห้าชั้นของสัตว์ทะเล ปลากะตักกินแพลงตอนเป็นอาหาร และเป็นอาหารของปลาหมึกและปลาเศรษฐกิจ เช่น ปลาอินทรี ปลาทรายแดง เป็นต้น ดังนั้นการเพิ่มหรือลดของปลากะตักจึงเป็นตัวชี้วัดความสมดุลของท้องทะเล หากจับปลากะตักมากเกินไป ปลาใหญ่ซึ่งกินปลากะตักเป็นอาหารย่อมลดปริมาณลง แต่กรมประมงกลับมองว่าปลากะตักมีวงจรชีวิตสั้น หากไม่จับมาใช้ประโยชน์ก็จะตายไปเอง เป็นการสูญเสียทรัพยากรของชาติไปโดยเปล่าประโยชน์ แต่การทำลายระบบนิเวศของทะเลทำให้การประมงปลากะตักเดินทางมาถึงจุดที่ทำลายตนเอง เพราะในทะเลไม่มีฝูงปลากะตักให้จับอีกต่อไป ถือเป็นการสูญเสียปลากะตักที่มีค่าไปอย่างไม่หวนกลับ



หายนะการประมงรุนแรงมากขึ้นเมื่อไม่มีปลากะตักเพียงพอให้จับ จนต้องเปลี่ยนมาจับกุ้งและปลาเป็ดซึ่งมีลูกปลาเศรษฐกิจปนอยู่จำนวนมาก  ในอนาคตอันใกล้นี้ไม่รู้ว่าจะมีปลาชนิดใดที่จะสูญหายไปอีกจนทำให้เกิดการล่ม สลายของการประมงกระทบต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่



จับชีพจรชีวิตของท้องทะเล



จำนวนปริมาณของผู้ล่าลำดับสูงสุดบนห่วงโซ่อาหารที่เป็นตัววัดสำคัญในการบ่งบอกถึงสภาพของระบบนิเวศนั้นกำลังลดลงด้วยอัตราที่น่าตกใจ โดยร้อยละ 90 ของปลาขนาดใหญ่ที่เราต่างชอบรับประทานกัน อาทิ ปลาทูน่า ปลากระโทงดาบ ปลากระโทง ปลาค็อด ปลาหิมะ ปลากระเบน และปลาตาเดียว ล้วนเป็นปลาที่ถูกจับมากตั้งแต่อุตสาหกรรมประมงเริ่มต้นในยุคปีพ.ศ. 2493 การที่ผู้ล่าระดับสูงสุดเริ่มร่อยหรอก็สร้างผลกระทบในระบบนิเวศทาง ทะเลทั้งหมด เมื่อปลาที่มีค่าทางเศรษฐกิจถูกแทนที่ด้วยปลากินแพลงก์ตอนขนาดเล็ก ในศตวรรษนี้อาจได้เห็นว่ามีแมงกระพรุนจำนวนมหาศาลเกิดขึ้นแทนที่ปลาที่มนุษย์นิยมบริโภค

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนในทะเลไทย คือ กรณีของปลากระพง และปลาเก๋า ซึ่งเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่ได้รับความนิยมสูง และกินแมงกระพรุนเป็นอาหาร ดังนั้นเมื่อขาดสัตว์นักล่าบนห่วงโซ่อาหารจึงเกิดการแพร่พันธุ์แมงกระพรุนเกินอัตราสมดุล ส่งผลให้ปลาที่กินแพลงก์ตอนเป็นอาหารจำเป็นต้องต่อสู้เพื่อกินแพลงก์ตอนที่ ลดจำนวนลงเนื่องจากแมงกระพรุนที่กินแพลงก์ตอนเป็นอาหารเช่นกันนั้นได้เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นการทำให้โอกาสในการรอดชีวิตของปลาที่กินแพลงก์ตอนเป็นอาหารลดลง



การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้เป็นอันตรายต่อโครงสร้างระบบนิเวศท้องทะเลหากปัญหานี้ยังดำเนินต่อไปอย่างไม่มีวันหยุดและปลาชนิดต่างๆ ถูกตัดตอนออกจากห่วงโซ่อาหารไปเรื่อยๆ ปลาชนิดที่ทั้งถูกจับจากการทำประมงและไม่ได้ถูกจับจากการทำประมงย่อมได้รับผลจากความไม่สมบูรณ์และสมดุลของระบบนิเวศ ซึ่งจะเป็นภัยต่อการดำรงชีวิตของผู้ที่พึ่งพิงทรัพยากรทางทะเลและมหาสมุทรทั้งในปัจจุบันและอนาคต เมื่อขาดปะการัง ปลาย่อมขาดที่อยู่อาศัย ขาดแพลงก์ตอนย่อมขาดอาหารหลักในท้องทะเล ไม่ช้าไม่นานระบบนิเวศทั้งปวงย่อมล่มสลายไปทั้งระบบ

ข้อมูลอ้างอิง:
"ทะเลไทย" โดย ภาคภูมิ วิธานติระวัฒน์ จากหนังสือ "ปลาหายไปไหน"
รายงานการประมงในประเทศไทย โดยกรีนพีซ มิถุนายน พ.ศ.2555

ข้อมูลล่าสุด

 

ชะตากรรมทะเลไทยในสถานการณ์ปลดล๊อดใบเหลืองอียู

รายการบล็อก จาก รัตนศิริ กิตติก้องนภางค์ | พฤษภาคม 14, 2558

“ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากการคำนึงถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและรายได้เข้าของประเทศเป็นหลัก โดยไม่คิดถึงการรักษาทรัพยากรเพื่อผลประโยชน์ในระยะยาว จึงมีมาตรการเร่งรัดเพื่อรักษาตลาด พยายามแก้พรบ . การประมง แก้ไขเรื่องทรัพยากรชายฝั่ง...

ใบเหลืองอียู แปรวิกฤตให้เป็นโอกาสก่อนทะเลไทยจะล่มสลาย

รายการบล็อก จาก รัตนศิริ กิตติก้องนภางค์ | พฤษภาคม 12, 2558

เมื่อวันที่ 21 เมษายน ที่ผ่านมาสหภาพยุโรป(อียู) ออกประกาศอย่างเป็นทางการ โดยขึ้นบัญชีประเทศไทยเป็นประเทศที่ไม่ให้ความร่วมมือในการต่อต้านการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ไม่รายงาน และไร้การควบคุม (IUU Fishing) ทั้งนี้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา...

คนละไม้คนละมือ ความหวังจากประมงพื้นบ้านสู่ผู้บริโภค เพื่อความยั่งยืนของทะเลไทย

รายการบล็อก จาก รัตนศิริ กิตติก้องนภางค์ | เมษายน 27, 2558

การจับปลาไม่ใช่เรื่องยาก แต่การจับปลาอย่างยั่งยืนเพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์ท้องทะเลไปด้วยนี่สิ คือ เรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกคน ทุกภาคส่วน และนั่นคือความแตกต่างระหว่าง การประมงพื้นบ้านที่คำนึงถึงคุณค่าของท้องทะเล และการประมงพาณิชย์...

สร้างรักให้ทะเล ตอนชุมชนปลาชุม

แกลเลอรี่ภาพ | เมษายน 26, 2558

แรงงานทาส เบื้องหลังอาหารทะเลผลพวงจากการประมงเกินขนาด

รายการบล็อก จาก รัตนศิริ กิตติก้องนภางค์ | เมษายน 24, 2558

อาหารทะเลจานโปรดที่อยู่หน้าคุณ มาจากบาดแผลของทะเลและแรงงานทาสหรือเปล่า…? เมื่อช่วงเดือนที่ผ่านมา การใช้แรงงานทาสและการละเมิดสิทธิมนุษยชนบนเรือประมงอวนลากบนเรือประมงไทยที่ดำเนินการโดยบริษัทชื่อดังซึ่งจัดส่งผลิตภัณฑ์อาหารทะเลให้กับซูเ...

วันคุ้มครองโลก ปกป้องมหาสมุทรเพื่อทุกสรรพชีวิตบนโลก

รายการบล็อก จาก รัตนศิริ กิตติก้องนภางค์ | เมษายน 22, 2558

22 เมษายน ของทุกปี เป็นวันคุ้มครองโลก ซึ่งวันนี้คงจะเป็นเพียงแค่วันวันหนึ่งที่มนุษย์ตั้งไว้เพื่อย้ำเตือนว่าเราควรหันมาใส่ใจดูแลโลกของเราอย่างไร ให้ทรัพยากรบนโลกยังคงมีให้กินและใช้อย่างยั่งยืน ในวันคุ้มครองโลกปีนี้ ลองมาเซ็คชีพจรสีน้ำเ...

ปล่อยหนึ่งจักเกิดแสน ชุมชนคั่นกระไดกับการประมงพื้นบ้าน ทางออกเพื่อความยั่งยืนของท้องทะเล

รายการบล็อก จาก รัตนศิริ กิตติก้องนภางค์ | เมษายน 21, 2558

เคยสงสัยไหมคะว่า เหตุใดอาหารทะเลจึงแพงขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ปลาก็ตัวเล็กลงเรื่อยๆ ปลาในทะเลของเรากำลังหายไปไหน ทำไมทะเลที่แสนกว้างใหญ่จึงเหลือปลาน้อยลง? คำตอบที่เราค้นหาไม่ใช่สิ่งลี้ลับอย่างสัตว์ประหลาดที่กว้านกินปลาใต้ผืนมหาสมุทร...

ดอกไม้ที่เบ่งบานจากขยะ ศิลปะแห่งการรีไซเคิลเพื่อท้องทะเล

รายการบล็อก จาก รัตนศิริ กิตติก้องนภางค์ | เมษายน 20, 2558

“ผมดัดแปลงให้ขยะกลายเป็นดอกไม้และวาฬในนิทรรศการนี้ ขณะนี้เรากำลังสร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม แต่เราก็สามารถเปลี่ยนแปลง และเปลี่ยนให้เป็นโลกที่น่าอยู่ขึ้นสำหรับสัตว์น้ำได้ หากเรายังคงไม่เปลี่ยนแปลงการบริโภคและวิถีชีวิตสักวันหนึ่งวาฬและสัตว์...

11 - 20 ของ 83 ผล