อาร์กติกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

หน้า - มีนาคม 15, 2556
ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นในรูปแบบของมรสุมพายุซึ่งเราต่างรับรู้และเผชิญกับมหันตภัยของมันมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว เช่น พายุใต้ฝุ่นที่ทวีความรุนแรงและเกิดบ่อยยิ่งขึ้นในบางพื้นที่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเราขณะที่ภูมิภาคอื่นกลับเกิดภัยแล้ว ปริมาณน้ำทะเลที่สูงขึ้นทำให้พื้นที่ชายฝั่งทะเลและพื้นที่ลุ่มน้ำที่อยู่ในระดับพื้นที่ค่อนข้างต่ำได้รับผลกระทบเช่นกัน และกลายเป็นพื้นที่ที่อ่อนไหวต่อภัยพิบัติจากลมพายุมากขึ้น ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นเลวร้ายเกินกว่าพื้นที่ประสบปัญหาความยากจนซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่และมีส่วนร่วมในการก่อให้เกิดสภาวะโลกร้อนจะสามารถทนรับได้ไหว ขณะนี้เรารู้แล้วว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในอาร์กติกไม่ได้อยู่เพียงแค่ในอาร์กติก ดังนั้นการปกป้องน้ำแข็งอาร์กติกจึงเป็นการปกป้องเราทุกคน

หมีขั้วโลก ระหว่างการสำราาจเพื่อทำรายงานเกี่ยวกับขนาดน้ำแข็งที่ลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

เราต่างรู้กันดีว่าอาร์กติกมีสภาพแวดล้อมที่อ่อนไหว นอกเหนือจากจะเป็นบ้านของสัตว์นานาสายพันธุ์แล้ว ภูมิภาคนี้ยังมีบทบาทในการรักษาสภาพภูมิอากาศของโลก โดยทำหน้าที่เป็นเสมือนตู้เย็นของโลกคอยรักษาระดับความเย็นของโลกทั้งใบไว้ น้ำแข็งของอาร์กติกทำหน้าที่เป็นเสมือนกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนแสงอาทิตย์และความร้อนกลับไปยังชั้นบรรยากาศ อีกนัยหนึ่งคือ บทบาทสำคัญของอาร์กติกคือการรักษาสมดุลของสภาพภูมิอากาศ และน้ำทะเล ถึงแม้จะอยู่ห่างออกไปอีกซีกโลก หากปราศจากน้ำแข็งที่อาร์กติกแล้ว ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะเลวร้ายจนไม่สามารถหยุดยั้งได้

แทนที่นานาประเทศจะตระหนักถึงสภาพภูมิอากาศที่ขาดความสมดุลอันเกิดมาจากการที่น้ำแข็งอาร์กติกหลอมละลาย  ประเทศที่ร่ำรวยกลับมองหาช่องทางจากการที่ทะเลน้ำแข็งบางลงสร้างธุรกิจ และมองข้ามสัญญาณเตือนภัยแห่งหายนะครั้งใหญ่ของมวลมนุษยชาติและสรรพชีวิต เนื่องจากอาร์กติกอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรทางธรรมชาติ จึงเกิดการแข่งขันกันเพื่อช่วงชิงขุมทรัพย์ที่อาจอยู่เบื้องล่างของน้ำแข็งที่กำลังละลาย  บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่มุ่งมั่นบุกบั่นไปยังดินแดนเหนือสุดของโลกเพื่อขุดเจาะน้ำมัน  กองทัพเรือประมงก็ต่างเคลื่อนพลไปยังน่านน้ำซึ่งเคยถูกปกคลุมและปกป้องทรัพยากรอันมีค่าไว้ด้วยทะเลน้ำแข็ง ประเทศที่ติดกับมหาสมุทรอาร์กติกกำลังแข่งขันเพื่อยึดครองพื้นที่ของท้องทะเลแห่งมหาสมุทรอาร์กติก

หากกลุ่มอุตสาหกรรมยังไม่หยุดยั้งแผนการทำลายอาร์กติก วิกฤติสภาพภูมิอากาศก็จะร้ายแรงยิ่งขึ้น และอาจลงเอยด้วยผลพวงของมหันตภัยที่ไม่มีทางย้อนกลับ

ด้วยเหตุนี้เอง ในปีพ.ศ. 2556 นี้ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ร่วมกับทีมงานกรีนพีซทุกหนแห่ง และผู้สนับสนุนของกรีนพีซอีกเกือบ 3 ล้านคนทั่วโลกต่างจับมือกันเพื่อปกป้องอาร์กติก ซึ่งที่ผ่านมามีผู้คนกว่า 1 หมื่นคนจากประเทศฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม และไทย เข้าร่วมลงชื่อร่วมรณรงค์กับเรา ยิ่งมีเสียงสนับสนุนจากทั้งภูมิภาคมากเท่าไร เสียงของประชาชนย่อมมีพลัง และสื่อสารออกไปให้ทุกคนได้ยินมากขึ้นเท่านั้น

ผลกระทบที่เกิดขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ภัยพิบัติที่เคยเกิดขึ้นนานๆ ครั้งอย่างเฮอร์ริเคน พายุไซโคลน และพายุโซนร้อน กลายเป็นเหมือนภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อย สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นเป็นการเพิ่มอุณหภูมิสูงขึ้น และกลายเป็นพลังงานความร้อนในระบบสภาพอากาศ เร่งความเร็วของระบบทั้งหมด และเพิ่มจำนวนและความรุนแรงของพายุขึ้น

 

งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ระบุว่า ประเทศฟิลิปปินส์ บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงของเวียดนาม เกือบทั่วทั้งประเทศกัมพูชา ทางเหนือและตะวันออกของประเทศลาว เขตตัวเมืองของกรุงเทพมหานคร ทางใต้และตะวันตกของเกาะสุมาตรา เกาะจาวาฝั่งตะวันตกและตะวันออกของเกาะจาวา ประเทศอินโดนีเซีย เป็นพื้นที่เสี่ยงต่อภัยพิบัติอันเกิดจากสภาพภูมิอากาศอันแปรปรวน (1) ช่วงตั้งแต่ปีพ.ศ. 2540 เป็นต้นมา ประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ประสบกับปัญหาฝนแล้งไม่ตกต้องตามฤดูกาลในบางพื้นที่ ขณะที่เกิดพายุมรสุมต่อเนื่องยาวนานในอีกพื้นที่ ทำให้ไม่สามารถเพาะปลูกพืชผลได้ตามฤดูกาล ซึ่งส่งผลกระทบต่อพื้นที่ที่ทำเกษตรกรรมอันเป็นอาชีพหลักของชาวไทยและบางประเทศในภูมิภาคนี้ ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเช่นนี้เป็นสิ่งที่ร้ายแรงจนกระทั่งสามารถทำให้ประชาชนที่มีฐานะยากจนสูญเสียที่อยู่อาศัย วิถีชีวิตความเป็นอยู่ หรือแม้กระทั่งคร่าชีวิตของพวกเขาได้เนื่องจากไม่สามารถหลีกเลี่ยงภัยพิบัติที่เกิดขึ้น

รัฐบาลของเราควรจะตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เด่นชัดนี้ ว่าเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าถึงเวลาที่ควรดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อช่วยเยียวยาสภาพภูมิอากาศเสียที

windfarm

ทางออกเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

การเผาผลาญพลังงานจากฟอสซิลอย่าง ถ่านหิน และน้ำมัน เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ วงจรอันเลวร้ายของการเผาไหม้พลังงานสกปรกนี่เองในที่สุดก็ส่งผลไปยังอาร์กติก ทำให้เกิดน้ำแข็งละลาย และสร้างการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศจนกระทั่งก้าวมายังจุดที่โลกอาจไม่สามารถฟื้นตัวได้อีก นี่หมายความว่าทางออกในระยะยาวที่จะช่วยเราปกป้องอาร์กติก และปกป้องให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปลอดภัย เป็นทางออกเดียวกับที่เราสามารถเรียกร้องให้รัฐบาลร่วมกันสนับสนุนอย่างจริงจัง ในยุคที่เศรษฐกิจกำลังเติบโตไปอย่างรวดเร็วนี้ ถึงเวลาแล้วที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะก้าวสู่แผนพัฒนาใหม่ เพื่อความอยู่รอดของทุกคน

ในการก้าวไปสู่การใช้พลังงานหมุนเวียน และดำเนินการลดปริมาณคาร์บอนอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลควรจะต้อง

  • วางนโยบายพลังงานหมุนเวียนที่สนับสนุนนโยบายการลดภาวะโลกร้อน ซึ่งจะเป็นการช่วยสนับสนุนให้เกิดการลงทุน และตรงกับเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ พลังงาน ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม
  • กำหนดนโบบายพลังงานหมุนเวียนที่ทำให้ผู้ลงทุนรู้สึกมั่นใจในความมั่นคงของระบบ
  • ยกเลิกระบบเงินสนับสนุนที่เอื้อประโยชน์กับการผลิตและการบริโภคพลังงานจากฟอสซิล การยกเลิกระบบนี้จะช่วยยกระดับและเปิดช่องทางให้เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนเติบโตจนสามารถแข่งขันกับผู้ให้บริการพลังงานชนิดอื่นได้

(1) รายงานการประเมินสถานการณ์สภาพภูมิอากาศฉบับที่ 4 ของ คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ (IPCC)