ภัยคุกคามต่ออาร์กติก

หน้า - สิงหาคม 7, 2552
พื้นที่บริเวณอาร์กติกกำลังถูกคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การแสวงหาผลประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นและอื่นๆอีกมากมาย

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 

อาร์กติกร้อนขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าภูมิภาคอื่นในโลกและกำลังเผชิญกับผลกระทบรุนแรงจากสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นบนโลก ประเด็นที่เห็นได้ชัดเจนคือ ความหนา อายุและขนาดที่ลดลงของทะเลน้ำแข็ง  โดยน้ำแข็งที่บางและมีอายุน้อยจะละลายได้เร็วกว่ามาก ทั้งนี้นักวิทยาศาสตร์ได้คาดการณ์ไว้ว่ามหาสมุทรอาร์กติกจะปราศจากน้ำแข็งในฤดูร้อนโดยสิ้นเชิงภายในปี ค.ศ. 2030  

Petermann Glacier in Greenland

Petermann Glacier, located in Northern Greenland, is retreating quickly.

ทำไมเรื่องนี้จึงเป็นประเด็น? ทะเลน้ำแข็งช่วยเสริมสร้างระบบนิเวศทางทะเลของอาร์กติก  แต่ถ้าเริ่มบางลง ก็ย่อมจะส่งผลกระทบต่อคนและสัตว์ที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้  สายพันธุ์ต่างๆแถบขั้วโลกมีชีวิตขึ้นอยู่กับน้ำแข็ง ตัวอย่างยอดนิยมที่สุดคือหมีขั้วโลก แต่แมวน้ำวงแหวน (ringed seals) ก็ใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตอยู่บนน้ำแข็งเหมือนกัน  โดยมันจะเดินทางขึ้นเหนือเพื่อหาแผ่นน้ำแข็งที่หนาและมั่นคง  การสำรวจอาร์กติกยังคงดำเนินไปและมีสายพันธุ์อื่นๆอีกมากที่จะได้รับผลกระทบจากการละลายของน้ำแข็งเกินกว่าที่พวกเราจะรับรู้ได้ 

อาร์กติกเป็นภูมิภาคหนึ่งซึ่งผลกระทบจากภาวะโลกร้อนถือเป็นหายนะที่ร้ายแรงที่สุด เมื่อพื้นที่บริเวณที่ถูกปกคลุมไปด้วยน้ำแข็ง (ice cap) เปลี่ยนไปเป็นทะเลสีดำและแสงแดดสะท้อนกลับไปสู่อวกาศได้น้อยลง ก็จะทำให้เกิดความร้อนบนโลกเพิ่มขึ้น อีกทั้งปริมาณก๊าซมีเทนที่ฝังอยู่ในชั้นดินเยือกแข็งคงตัว (permanently frozen ground, permafrost) ในเขตทุนดราก็เป็นปัญหาที่สำคัญด้วยเหมือนกัน หากน้ำแข็งดังกล่าวละลายจะทำให้ก๊าซมีเทน (หนึ่งในก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญ) ถูกปล่อยออกสู่ชั้นบรรยากาศมากขึ้น เป็นการเร่งให้เกิดภาวะโลกร้อนขึ้นไปอีก

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง น้ำแข็งที่เกาะตัวอยู่บนพื้นดินเช่นบริเวณกรีนแลนด์ ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น แผ่นน้ำแข็งละลายเร็วมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านๆมาดังที่แสดงจากการสำรวจของกรีนพีซช่วงฤดูร้อน ค.ศ.2009

นั่นคือปัจจัยที่มนุษย์ไม่สามารถควบคุมได้และพวกเราต้องหาทางแก้ปัญหานี้ และต้องทำอย่างเร่งด่วนก่อนที่ผลกระทบเหล่านี้จะผ่านเลยจุดที่จะสามารถเยียวยาได้ 

การขุดเจาะน้ำมัน 

เมื่อน้ำแข็งค่อยๆหายไปจากทะเล บริษัทน้ำมันก็เข้ามาหาผลประโยชน์ในอาร์กติกด้วยการพยายามหาทางกอบโกยประโยชน์จากแหล่งน้ำมันสำรองทั้งบนฝั่งและนอกชายฝั่ง บริษัทแคร์นเอเนอร์ยี (Cairn Energy) เริ่มทำการสำรวจขุดเจาะน้ำมันแล้วและถึงแม้จะได้รับความล้มเหลวในการขุดน้ำมันในปี ค.ศ. 2010 ก็ตามแต่บริษัทก็มีความหวังที่จะกลับเข้าไปสำรวจอีกครั้งในปี ค.ศ. 2011 การขุดเจาะน้ำมันในอาร์กติกเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างมาก ทะเลน้ำแข็งและสภาพอากาศที่เลวร้ายทำให้ การเก็บกวาดคราบน้ำมันที่รั่วไหล เป็นไปได้ยากมาก 

นอกจากนั้น ลักษณะเฉพาะของอาร์กติกยังทำให้การขุดเจาะน้ำมันยิ่งอันตรายมากขึ้นไปอีก เช่น การชนกันของภูเขาน้ำแข็งกับแท่นขุดเจาะที่มีความน่าจะเป็นที่จะเกิดขึ้นได้อย่างมาก วิธีการที่บริษัทจัดการกับภูเขาน้ำแข็งโดยการใช้เรือไฟ (fireships) ต่อท่อพ่นละลายภูเขาน้ำแข็งที่เข้ามาใกล้กับแท่นเจาะดูเหมือนเป็นวิธีที่ไม่รอบคอบนักเมื่อเทียบกับอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้

คำเยาะเย้ยคือเรื่องเศร้า หากเราไม่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเช่นน้ำมันมากขนาดนี้ บริษัทน้ำมันเหล่านั้นก็คงจะไม่มีโอกาสที่จะเข้าไปในอาร์กติก พวกเขาสนใจที่จะทำให้ความสลดใจนี้คงอยู่ต่อไปนานแสนนานและทำให้โลกเสพติดการใช้น้ำมัน การขุดเจาะน้ำมันในอาร์กติกแทนการปรับปรุงระบบขนส่งและบังคับให้บริษัทผู้ผลิตรถยนต์หาวิธีในการใช้น้ำมันให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นนั้นทำให้พวกเราต้องเสพติดการใช้น้ำมันและมีแต่จะทำให้ปัญหานี้เลวร้ายลง

เมื่อบริษัทน้ำมันรุกคืบเข้ามาในอาร์กติก เป็นการคุกคามถิ่นที่อยู่อาศัยที่เปราะบาง แผนที่ด้านล่างแสดงให้เห็นบริเวณที่พวกเขากำลังจะไปและบริเวณที่พวกเขาเคยผ่านมาแล้วในภูมิภาค รวมถึงภัยคุกคามที่กำลังจะเกิดขึ้น 



ดูภาพขยาย   ภัยคุกคามจากน้ำมันในอาร์กติก

การแสวงหาผลประโยชน์ที่เพิ่มขึ้น 

เมื่อทะเลน้ำแข็งละลาย การแสวงหาผลประโยชน์ก็เพิ่มขึ้น นักธรณีวิทยาเชื่อว่าหนึ่งในสามของน้ำมันดิบบนโลกอยู่ใต้พื้นดินใต้ทะเล (sea-bed) เป็นที่น่าเสียดายมากที่บทเรียนที่ควรจะได้รับการสอนให้เห็นถึงความเสียหายมากเพียงใดที่มาจากการแสวงหาผลประโยชน์จากน้ำมันในปัจจุบัน จากเหตุการณ์น้ำมันรั่วไปถึงภาวะโลกร้อนที่เปิดกว้างให้เกิดการแสวงหาผลประโยชน์จากน้ำมันขึ้น รัฐอาร์กติกกำลังพยายามใช้อำนาจอธิปไตยเหนือพื้นที่ใต้ทะเลให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้  

Close up of the oil still present 15 years after the original Exxon Valdez spill.

ทะเลเปิดยังหมายถึงการขนส่งทางเรือที่มากขึ้น การขนส่งทางเรือที่มากขึ้นหมายถึงการเทียบท่า ซึ่งก็หมายถึงน้ำมันและสารเคมีรั่วจะมีมากขึ้น ขั้วโลกทั้งสองมีความเสี่ยงจากการรั่วของน้ำมันมากกว่าบริเวณอื่นๆบนโลก ด้วยเป็นบริเวณที่อุณหภูมิที่ต่ำ ขาดแสงแดด และมีจำนวนสถานีค้นหาและกู้ภัยน้อยย่อมหมายความว่าอุบัติเหตุใดๆที่เกิดขึ้นจะส่งผลระยะยาวต่อสิ่งแวดล้อม  ดังเช่นเหตุการณ์ที่น่าอับอายเมื่อครั้ง Exxon Valdez grounding ที่ยังคงมีน้ำมันรั่วออกมาจากใต้หินในบริเวณ Prince William Sound แม้เมื่อเหตุการณ์นี้ผ่านมา 20 ปีแล้วก็ตาม

น้ำมันทำให้ผิวหนังของสิ่งมีชีวิตบางสายพันธ์ในอาร์กติกระคายเคือง และลดความสามารถในการปกป้องความหนาวเหน็บ น้ำมันทำให้ขนนกพันติดกันไม่สามารถบินได้ และบ่อยครั้งที่พวกมันกินน้ำมันและสูดดมไอระเหยพิษเหล่านั้น 

Sea otter at rehabilitation centre in Valdez after Exxon Valdez oil spill.

มลพิษระยะยาว

มลพิษในอาร์กติกจำนวนมากมิได้เกิดขึ้นที่นี่ แต่เกิดจากกระแสลมและน้ำพัดพาสารเคมีที่เป็นพิษจากยุโรป เอเชียและอเมริกาเหนือเข้ามา ซึ่งสารเหล่านี้จะเข้าสู่ร่างกายของสัตว์และในเซลล์ของพืช

สารปรอทที่พบในสัตว์ที่ถูกล่าโดยชนพื้นเมืองในปัจจุบันมีปริมาณมากเกินกว่าระดับปลอดภัยที่ควรบริโภค ระดับดังกล่าวนี้ยังเป็นภัยคุกคามเพิ่มขึ้นต่อสิ่งมีชีวิตที่ใกล้สูญพันธุ์อีกด้วย

สารพิษอินทรีย์ที่ตกค้างยาวนาน เช่น ดีดีที ดีดีอี และยาฆ่าแมลงต่างๆ ถูกพบอยู่ในอาร์กติกด้วยเช่นกันแม้ว่าพวกมันจะไม่เคยถูกใช้เลยเนื่องจากไม่มีการทำการเกษตรที่นั่นก็ตาม

โศกนาฏกรรมที่น่าเศร้าที่สุดในอาร์กติกคือความเสียหายที่เกิดจากภาวะโลกร้อนและมลพิษข้ามแดนมีสาเหตุมาจากสิ่งที่เกิดขึ้นห่างออกไปหลายพันกิโลเมตรโดยที่ชาวพื้นเมืองไม่มีอำนาจที่จะหยุดการทำลายล้างสิ่งแวดล้อมของพวกเขาได้เลย