อุตสาหกรรมถ่านหินกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน

“การปฏิวัติด้านอุตสาหกรรมจะเป็นการปฏิวัติที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าของประชาสังคมไปในเวลาเดียวกัน” เฟเดอริก แองเกล ผู้เป็นตำนานแห่งนักทฤษฎีสังคมศาสตร์

ปัจจุบันนั้นพลังงานถ่านหินเป็นเรื่องราวที่แตกต่างออกไป มันเป็นเรื่องที่มีการต่อต้านอยู่ตลอดตราบเท่าที่มันยังมีการใช้งานอยู่ การเติบโตของอุตสาหกรรมถ่านหินตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันยังคงผลักภาระผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องและเห็นได้ชัดเจนจากผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเนื่องจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หายนะจากธรรมชาติจึงกลับมาทวงคืนความพอดีในการจัดการพลังงาน  ประเทศไทยกำหนดการใช้เชื้อเพลิงถ่านหินไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศทุกฉบับจวบจนถึงปัจจุบัน การสูญเสียและหายนะที่ประเทศไทยต้องแบกรับเริ่มต้นตั้งแต่ความผิดพลาดในการวางแผนจัดการพลังงาน  เมื่อถ่านหินถูกระบุเป็นตัวเลือกหลักในการผลิตพลังงาน  เพื่อให้ได้ถ่านหินตามแผนที่วางไว้ ทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิตถ่านหินจึงเริ่มต้นตั้งแต่การขุดเหมืองถ่านหิน การขนส่ง การกักเก็บ การเผาไหม้และการกำจัดเถ้าถ่านหิน ถ่านหินแต่ละก้อนต้องแลกมาด้วยการถูกละเมิดของผู้คนและสิ่งแวดล้อมตลอดเส้นทาง

 

การไร้สิทธิในการดำรงชีวิตเพื่อความอยู่รอด การสูญเสียอาหารและทรัพยากรในพื้นที่ การขาดการมีส่วนร่วมในการจัดการพลังงาน ส่งผลให้ผู้คนหลายล้านคนต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อหลุดพ้นจากการถูกละเมิดและหลายชีวิตต้องจบลงหรือสูญเสียอิสรภาพกลายเป็นผู้กระทำความผิดจากการลุกขึ้นมาต่อสู้

ในขณะที่อุตสาหกรรมถ่านหิน อาชญากรสิ่งแวดล้อมตัวจริงกลับรุ่งเรืองจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้คนในหลายประเทศทั่วโลก

ทัศนะวิจารณ์ "การพัฒนาที่ยั่งยืนและการปกป้องคุ้มครองสิ่งแวดล้อม"

ในงานเปิดตัวการเดินทางรณรงค์ "ร่วมปกป้องสิ่งแวดล้อมกับเรนโบว์ วอร์ริเออร์" ในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


ความเป็นมา ก่อนถึงวันพิพากษาศาลฎีกา...คดีจินตนาล้มโต๊ะจีนบ.ยูเนี่ยน เพาเวอร์

13 ม.ค. 44 บริษัท ยูเนี่ยน เพาเวอร์ ดีเวลลอบเม้นท์  จำกัด เจ้าของโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินบ้านกรูด ขนาด 1,400 เมกกะวัตต์ ลงทุนประมาณ 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 50,000 ล้านบาท)  เนื้อที่ 1,200 ไร่ บริเวณบ้านโคกตาหอม หมู่ 9 ตำบลธงชัย อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้จัดเลี้ยงฉลองโครงการครบรอบ 3 ปี

ในวันนั้น กลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบ้านกรูด ที่รวมตัวกันจากชาวบ้านต.บ้านกรูดและพื้นที่ใกล้เคียง ได้ออกมาคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าแห่งนี้มาตั้งแต่ปี2540 เนื่องจากกังวลถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับชุมชนและทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนความไม่ชอบธรรมและโปร่งใสของนโยบายด้านพลังงาน ซึ่งการจัดงานเลี้ยงในวันนั้น กลุ่มคัดค้านฯได้ตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการสร้างภาพของความจริงที่ถูกบิดเบือนโดยบริษัทที่บอกว่า “สามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้” และอาจส่งผลให้กลุ่มทุนจากประเทศญี่ปุ่นตัดสินใจร่วมลงทุนโครงการนี้ ในขณะที่ชาวบ้านเชื่อว่า หากเกิดงานเลี้ยงสนุกสนานมีดนตรี อาหาร ตลกคาเฟ่ เพียง 3 ชั่วโมง ก็อาจทำลายอนาคตของคนบ้านกรูดไปตลอดได้     

จากเหตุล้มเลิกงานเลี้ยงครั้งนี้ได้นำไปสู่การฟ้องร้องคดีอาญากับ นางจินตนา  แก้วขาว ประธานกลุ่มอนุรักษ์ฯบ้านกรูด ข้อหา บุกรุก โดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันสมควร เข้าไปในบริเวณงานของบริษัท แล้วนำของโสโครกไปขว้างปาและเทลงบนโต๊ะอาหาร ถังน้ำแข็ง และเวทีจัดงานเลี้ยง อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุข

วันที่ 20 ก.ย.46 ศาลชั้นต้นได้ติดสินยกฟ้องคดี ซึ่ง ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้เคยสรุปประเด็นคำพิพากษา ไว้ว่า

....“คำพิพากษาของศาลชั้นต้นเริ่มปรารภเหตุของความขัดแย้งระหว่างจำเลย และโรงไฟฟ้า ถ้าพูดอย่างภาษาวิชาการก็คือ แสดงบริบทของกรณีที่เกิดขึ้นว่าฝ่ายผู้ประท้วงคัดค้านการตั้งโรงไฟฟ้านั้น มีความห่วงใยผลกระทบของโรงไฟฟ้า ที่อาจมีต่อสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตการทำมาหากินของชาวบ้านตำบลหินกรูด ถ้าพูดภาษาชาวบ้านก็คือ กรณีดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นโดดๆ โดยปราศจากปูมหลัง 

ถัดจากนั้น คำพิพากษาของศาลชั้นต้นก็อ้างถึงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันว่า ในหมวด 3 มาตรา 39 อันว่าด้วยเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เช่น การพูด, การเขียน, การพิมพ์ ฯลฯ โดยคำพิพากษาไม่ลืมประโยคท้ายสุดของวรรคนี้ด้วยคือ "และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น" นอกจากนี้ คำพิพากษายังอ้างถึงมาตรา 44 วรรคหนึ่งที่ให้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ และมาตรา 46 นั่นก็คือสิทธิของชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมในการอนุรักษ์จารีตประเพณี, ภูมิปัญญา, ศิลปวัฒนธรรมอันดี และการจัดการ, บำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล

ประเด็นท้ายสุดของคำพิพากษาคือ การวินิจฉัยข้อเท็จจริง พบว่าคำให้การของพยานโจทก์ขัดแย้งกันเอง เช่น ในเวลาเดียวกันพยานบางคนเห็นคุณจินตนานำพรรคพวกประมาณ 10 คน เดินเข้าไปในบริเวณงาน ในขณะที่พยานบางคนกลับให้การว่าเห็นแต่ฝูงคนเดินเข้าไป แต่ไม่ได้เห็นคุณจินตนา ทั้งๆ ที่พยานทุกคนต่างรู้จักคุณจินตนามาก่อนทั้งสิ้น พยานบางคนให้การว่า เห็นคุณจินตนายกมือขึ้นชี้นิ้วออกคำสั่งให้เอาน้ำปลาวาฬเทราดลงไป บางปากไม่เห็น

นอกจากนี้ คำพิพากษาศาลชั้นต้นยังตั้งข้อสงสัยในความเที่ยงแท้ของคำให้การพยานอีกด้วย เช่น พยานทุกปากทำงานหรือได้รับประโยชน์จากบริษัทโรงไฟฟ้า ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม พยานบางปากยอมรับว่ามีเรื่องขัดแย้งกับคุณจินตนาในเรื่องโรงไฟฟ้า บางปากมีคดีฟ้องร้องอยู่ในศาลด้วยซ้ำ จึงล้วนมีเหตุให้ไม่อาจฟังความได้แน่นอนทั้งสิ้น(ขอให้ย้อนกลับไปดูเหตุผลข้างต้นเรื่องของความละเอียดอ่อนของคดี) 

และด้วยเหตุดังนั้นจึงพิพากษาว่า "พยานหลักฐานของโจทก์ก็เท่าที่นำสืบมาทั้งหมดยังไม่พอฟังว่า จำเลยกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง"....... ”

วันที่ 1 สิงหาคม 2548 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กลับมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยให้จำคุกเป็นเวลา 6 เดือน ไม่รอลงอาญา โทษฐานมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 365 (2) ประกอบด้วยมาตรา 362 และ 83 ..... ซึ่งรศ.สมชาย  ปรีชาศิลปกุล ได้ตั้งข้อสังเกตุไว้ ดังนี้

  1. คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่าจำเลยเป็นคนร้ายคนหนึ่งที่ร่วมกันบุกรุกเข้าไปในที่ดินของบริษัทหรือไม่
  2. พยานโจทก์เบิกความว่าขณะที่พยานกำลังจัดเตรียมอาหารและตั้งโต๊ะเพื่อเลี้ยงแขกที่จะมาร่วมงาน จำเลยซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าหินกรูดได้เดินนำพวกของจำเลยอีกหลายสิบคนเข้ามาบริเวณที่เกิดเหตุที่มีการตั้งเวทีดนตรีและโต๊ะอาหาร เมื่อจำเลยกับพวกเดินไปถึงบริเวณโต๊ะอาหาร จำเลยพูดว่าพวกเราเอาน้ำปลาวาฬใส่เลยพร้อมกับชี้นิ้วไปบริเวณโต๊ะ หลังจากนั้น พวกของจำเลยก็ได้เทน้ำปลาวาฬและขว้างปาสิ่งปฏิกูลในบริเวณงานเลี้ยง
  3. มีพยานจำนวน 4 คน ให้ปากคำในชั้นสอบสวนต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าเห็นจำเลยเป็นผู้สั่งการ แต่ในชั้นศาลกลับเบิกความแตกต่างไป บางคนเห็นว่าเดินผ่านไปเฉยๆ ไม่ได้ชี้นิ้วหรือพูดอะไร บางคนเห็นว่าจำเลยไม่ได้สั่ง
  4. ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า แม้พยาน 4 คน จะเบิกความแตกต่างกับคำให้การในชั้นสอบสวน "ก็อาจเนื่องจากพยานโจทก์เหล่านี้เกรงกลัวต่ออิทธิพลของจำเลย หรือมิฉะนั้น อาจกลับใจเบิกความเพื่อช่วยเหลือให้จำเลยพ้นจากความผิด" ซึ่งเมื่อได้พิจารณาคำให้การของจำเลยทั้ง 4 คนแล้วเห็นว่าสอดคล้องเชื่อมโยงกับคำเบิกความของพยานโจทก์ปากอื่นๆ จึงเชื่อว่าทั้ง 4 คน "ให้การต่อพนักงานสอบสวนตามความเป็นจริงยิ่งกว่าคำเบิกความของพยานโจทก์เหล่านี้ในชั้นพิจารณา"
  5. อีกทั้งพยานโจทก์เหล่านี้ก็ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ทั้งบางคนก็ปฏิบัติการตามหน้าที่ ไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งปรักปรำให้ร้ายจำเลย
  6. ที่จำเลยนำสืบว่าไม่ได้เข้าไปในบริเวณที่เกิดเหตุก็คงมีเฉพาะตัวจำเลยเบิกความลอยๆ เป็นพยานปากเดียว จำเลยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนในข้อนี้ ทั้งๆ ที่อ้างว่าขณะเกิดเหตุมีพวกของจำเลยอยู่ด้วย พยานจำเลยจึงมีน้ำหนักน้อยไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้
  7. ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยกับพวกอีกหลายคนได้เข้าไปในบริเวณที่เกิดเหตุซึ่งเป็นของผู้เสียหาย แล้วจำเลยกับพวกใช้ของเน่าเสียและสิ่งปฏิกูลขว้างปาใส่เวทีแสดงดนตรี โต๊ะอาหาร อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นโดยปกติสุข การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามที่ฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง ให้จำคุก 6 เดือน

จะเห็นได้ว่าการพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีการให้ความสำคัญ และการให้ความหมายต่อข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงที่แตกต่างกันไป อย่างน้อยในประเด็นดังต่อไปนี้ ประการแรก สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ประการที่สอง ความน่าเชื่อถือของพยาน ประการที่สาม การให้ปากคำในชั้นศาลกับชั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ อันนำมาซึ่งผลของการตัดสินที่แตกต่างกัน 

                ไม่ว่าคำพิพากษาของศาลฎีกาจะวินิจฉัยและมีคำพิพากษาไปในลักษณะเช่นใด ระหว่างการลงโทษตามศาลอุทธรณ์หรือยกฟ้องตามศาลชั้นต้น แต่ก็จะเป็นคดีที่เป็นบทเรียนอย่างสำคัญทั้งกับกระบวนการยุติธรรมและการเคลื่อนไหว เพื่อปกป้องสิทธิของชุมชนท้องถิ่นในสังคมไทย ถึงวันนี้โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินบ้านกรูดได้ถูกยกเลิกออกจากพื้นที่ไปตั้งแต่ปี 2547 จากการลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิชุมชน