อาสาสมัครกรีนพีซฉายเลเซอร์ข้อความ เช่น "ภาวะโลกร้อนเริ่มต้นที่นี่" "COAL KILLS" (ถ่านหินฆ่าสภาพภูมิอากาศ) "ประชาชน 30,000 คนพลัดที่อยู่" "กี่คนที่เป็นเหยื่อโลกร้อน" ฯลฯ ไปยังบริเวณหน้าโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ ในจังหวัดลำปาง เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2548 และถ่ายทอดภาพสดๆ ของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ต้นเหตุของภาวะโลกร้อนจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ส่งตรงไปถึงที่ประชุมภาวะโลกร้อนที่เมืองมอนทรีออล ประเทศแคนาดา ในฐานะที่เป็นโรงไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดและอันตรายมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ขยายภาพ
มายาคติ : เทคโนโลยีการเผาไหม้ที่มีประสิทธิภาพสามารถเพิ่มประสิทธิผล และลดการปล่อยก๊าซเสียได้
การเผาไหม้ถ่านหินแบบ Supercritical Pulverised (PCC) หรือ การใช้ความดันและอุณหภูมิสูงในการเผาไหม้
วิธีนี้จะเพิ่มประสิทธิภาพให้กับอุณหภูมิในการเผาไหม้ของโรงไฟฟ้าถ่านหิน จากร้อยละ 35 เป็นร้อยละ 45
ด้วยวิธีนี้จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเสียได้เนื่องจากใช้ถ่านหินน้อยลง (8)
การเผาไหม้ถ่านหิน แบบ Fluidised Bed (FBC)
เป็นการเผาถ่านหินด้วยอุณหภูมิต่ำ ซึ่งจะลดการเกิดไนโตรเจนออกไซด์ได้
และใช้น้ำยาซอร์เบนท์ในการดูดซึมซัลเฟอร์ (9)
Coal Gasification
เป็นการทำให้ถ่านหินทำปฏิกิริยากับไอน้ำและอากาศหรือออกซิเจนโดยใช้ความดัน
และอุณหภูมิสูงเพื่อสร้าง Syngas (คาร์บอนมอนอกไซด์และไฮโดรเจน) Syngas
สามารถนำไปเผาเพื่อผลิตไฟฟ้าหรือนำไปผ่านกระบวนการเพื่อผลิตเชื้อเพลิง
เช่น น้ำมันดีเซลได้ (10)
ข้อเท็จจริง
มาตรฐานโลกด้านประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้าที่ใช้เทคโนโลยี Pulverised
อยู่ที่ร้อยละ 37.5 (11) ส่วนเทคโนโลยี Pulverised
ขั้นสูงนั้นจะเพิ่มประสิทธิภาพได้เพียงร้อยละ 41-44
และอาจจะได้รับการพัฒนาให้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 50 ในอีก 100 ปีข้างหน้า
เทคโนโลยีการเผาไหม้ถ่านหินสะอาดวิธีอื่นยังคงอยู่ในขั้นตอนการเริ่มพัฒนา
และไม่มีแนวโน้มที่จะพัฒนาประสิทธิภาพได้เกินร้อยละ 43 (12)
มายาคติที่ 2 : การทำความสะอาดถ่านหินจะช่วยลดระดับซัลเฟอร์ และ แร่ธาตุในถ่านหิน (13)
ข้อเท็จจริง
ผลจากการทำความสะอาดถ่านหินทำให้เกิดสารอันตรายจำนวนมาก
โดยการนำถ่านหินไปกองไว้รวมกัน และให้น้ำฝนเป็นตัวชะล้าง
โดยน้ำฝนจะชะเอาสารพิษออกจากถ่านหินและน้ำเสียเหล่านั้นก็จะไหลลงสู่แม่น้ำ
และลำธารน้ำเสียจะเต็มไปด้วยกรดและโลหะหนักต่างๆ (14)
มายาคติที่ 3 : การเผาไหม้โดยใช้เทคโนโลยีถ่านหินสะอาดจะควบคุมมลพิษให้กับโรงไฟฟ้าด้วยการลดการปล่อยก๊าซที่ปนสารพิษ (15)
การปล่อยอนุภาคขนาดเล็ก - สามารถลดได้ด้วยวิธี Electrostatic
Precipatators (ESPs) และ Fabric filters (ESPs)
ซึ่งเป็นที่นิยมใช้อย่างกว้างขวาง โดยการส่งก๊าซไปตามท่อที่ตั้งอยู่ระหว่างแผ่นดักจับ ซึ่งจะดูดเอาอนุภาคขนาดเล็กด้วยการใช้ไฟฟ้าสถิต (16)
การปล่อยไนโตรเจนออกไซด์ – สามารถลดได้ด้วยวิธี Low-NOx Burners (LNB)
วิธีนี้จะลดสารไนโตรเจนออกไซด์ด้วยการควบคุมอุณหภูมิความร้อน
และสภาพแวดล้อมทางเคมีระหว่างการเผาไหม้ (17) Selective catalytic or
non-catalytic reduction (SCR/SNCR) เป็นวิธีที่มีราคาแพง และไม่นิยมใช้
การปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ – สามารถลดได้ด้วยวิธี Fule Gas
Desulphurisation
(FGD) ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้ทั่วไปในการดูดซับก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์
โดยการใช้สารประกอบในการดูดซับเช่น ปูนขาว (19)
การปล่อยโลหะหนัก เช่น ปรอท แคดเมียม และสารหนู -
โลหะหนักที่ปล่อยออกมากับก๊าซเสียสามารถลดได้โดยการใช้วิธีควบคุมอนุภาคขนาดเล็ก หรือการเผาไหม้แบบ fluidized bed และ อุปกรณ์ FGD (20)
ส่วนการพ่นผงถ่านกัมมันต์ (Activated Carbon Injection)
กำลังอยู่ในระหว่างการทดลองเพื่อแยกสารปรอท (21)
ข้อเท็จจริง
ถ่านหินประกอบด้วยวัสดุที่ไม่สามารถเผาไหม้ประมาณร้อยละ 7-30
และจะต้องมีการกำจัดขั้นสุดท้ายในที่สุด
เทคโนโลยีถ่านหินสะอาดพยายามดักจับกากของเสียเหล่านี้ก่อนที่จะถูกปล่อยออกทางปล่องของโรงไฟฟ้า กากของเสียที่ถูกดักจับเหล่านี้จะถูกนำไปใช้
(ทั้งที่มีสารพิษตกค้างจำนวนมาก) ทิ้งกองไว้บนดิน หรือนำไปฝังกลบ
การใช้ถ่านหินที่มีคุณภาพสูงขึ้น
ซึ่งมีปริมาณเถ้าและซัลเฟอร์ต่ำกว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเสียออกทางปล่อง และเพิ่มประสิทธิภาพให้มากขึ้นได้
แต่ประสิทธิภาพด้านความร้อนจะเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 1 เท่านั้น
หากรัฐบาลเลือกถ่านหินสะอาดในการผลิตไฟฟ้าเพื่อสนองความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นแทนการใช้พลังงานสะอาด
แน่นอนว่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะเพิ่มสูงตามไปด้วย (23)
จากรายงานของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ระบุว่า
ปรอทและสารประกอบของปรอทมีความเป็นพิษอย่างสูง
และเป็นภัยคุกคามด้านสิ่งแวดล้อมต่อมนุษยและสัตว์ป่า (24)
การรับเอาสารปรอทเข้าไปจะก่อให้เกิดให้เกิดผลกระทบต่อระบบประสาทส่วนกลาง
และเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อสุขภาพของมนุษย์ รายงานยังระบุอีกว่า
โรงไฟฟ้าถ่านหินและการผลิตความร้อนที่ใช้ถ่านหินเป็นแหล่งกำเนิดสำคัญของสารปรอทที่ปล่อยออกสู่บรรยากาศ (25)
ข้อมูลของสภาวิจัยการใช้ประโยชน์จากถ่านหินระบุว่า
ยังไม่มีเทคโนโลยีใดที่จะใช้ดักจับปรอทที่ปล่อยออกมาจากโรงไฟฟ้าถ่านหินได้
(26) ยิ่งไปกว่านั้นรายงานของคณะกรรมาธิการด้านพลังงานของสหรัฐฯชี้ว่า
ยังไม่มีการจัดทำผลกระทบของการควบคุมปรอทในระยะยาวอย่างต่อเนื่องและจริงจัง
(27) การทดลองแยกปรอทออกจากก๊าซเสียของโรงไฟฟ้าถ่านหินมีราคาแพงมาก
อยู่ที่ 761,000 เหรียญสหรัฐต่อปรอทหนึ่งกิโลกรัม
และแม้กระนั้นก็ยังเหลือสารปรอทตกค้างอยู่อีกร้อยละ 10 (28)
มายาคติที่ 4 : การดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS)
สามารถจับคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล และกักเก็บมันไว้ในทะเล หรือใต้ผิวโลก (29)
ข้อเท็จจริง
CCS มี ราคาแพง โดยที่ต้นทุนการผลิตพลังงานจะเพิ่มจากร้อยละ 40 เป็น 80
เมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าทั่วไป ขึ้นอยู่กับสถานที่ตั้งและสถานที่จัดเก็บ
รวมถึงการขนส่งและเทคโนโลยีที่ใช้ดักจับที่นำมาใช้ด้วย (30)
CCS จะทำให้เกิดรายจ่ายมากขึ้นในระยะยาว
การเฝ้าระวังและการตรวจสอบที่กินเวลานานนับทศวรรษเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นกับคาร์บอนไดออกไซด์ที่เก็บไว้
แม้กระนั้นก็ยังมีข้อจำกัดในการเข้าไปแทรกแซงเพื่อป้องกันหรือควบคุมเหตุการณ์รั่วไหลที่อาจเกิดขึ้นได้ (31)
CCS ไม่ใช่เทคโนโลยีสำหรับวันนี้หรือในอนาคต
เพราะความไม่แน่นอนของเทคโนโลยีว่ามันจะสามารถใช้งานได้หรือไม่
การหันมาใช้พลังงานสะอาดจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
ธุรกิจเสี่ยง
แม้จะมีการลงทุนเฉพาะในสหรัฐ ถึง 5,200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (32)
แต่การวิจัยถ่านหินสะอาดก็ยังพบกับอุปสรรคมากมาย เช่น ในจำนวนโครงการวิจัย
13 โครงการที่อยู่ภายใต้การดูแลของสำนักงานตรวจบัญชี (US General
Accounting) ปรากฏว่า โครงการวิจัย 8 โครงการ เกิดความล่าช้า หรือ
ปัญหาด้านการเงิน อีก 6 โครงการล่าช้ากว่ากำหนด 2-7 ปี และ อีก 2
โครงการนั้นล้มละลาย และ ไม่ประสบความสำเร็จ (33)
โครงการ Healy Clean Coal ใน สหรัฐ ที่มีเงินทุน 297 ล้านเหรียญสหรัฐ
ตั้งใจที่จะนำเอาเทคโนโลยีแบบดั้งเดิมมาใช้กับโรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาด
แต่ในที่สุดก็ปิดตัวไปในเดือนมกราคม ปี 2543
เนื่องจากเป็นไปไม่ได้ที่จะดำเนินการให้เกิดความปลอดภัย
เชื่อถือได้ และประหยัด ด้วยเทคโนโลยีดังกล่าว (34)
ต้นทุนทางสังคมและสิ่งแวดล้อม
ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการใช้ถ่านหินเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เหมือง
คนงานในเหมืองเสี่ยงต่อการเสียชีวิต ได้รับบาดเจ็บ และความเจ็บป่วย
ชุมชนท้องถิ่นต้องได้รับผลกระทบจากปัญหาดินเสื่อมคุณภาพและมลพิษ
ทำให้หลายต่อหลายครั้งต้องมีการอพยพย้ายถิ่นฐานใหม่
ที่โรงไฟฟ้าถ่านหิน ถ่านหินจะถูกนำมาบดละเอียดและนำไปเผาในเตาอุณหภูมิสูง
ก๊าซพิษและอนุภาคขนาดเล็กจำนวนมากจะถูกปล่อยออกมากระบวนการเผาไหม้ออกสู่ปล่องระบาย
ก๊าซเสีย การใช้ประโยชน์จากเถ้าหนักและกากของเสียที่เหลือจากการเผาไหม้
และ
เถ้าลอยที่สะสมจากการดักจับก๊าซและอนุภาคขนาดเล็กที่ปล่อยออกทางปล่องของโรงไฟฟ้า
ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างสูงต่อระบบนิเวศทั้งทางบกและน้ำ และสุขภาพของมนุษย์