วิถีชีวมวล

© ธัชกร กิจไชยภณ/กรีนพีซ

อย่างที่ทราบกันดีว่า พลังงานชีวมวล เป็นหนึ่งในพลังงานหมุนเวียนที่สะอาด แต่ในความเป็นจริงยังเป็นประเด็นข้อกังขาในสังคม เรื่องของระบบการจัดการของโรงไฟฟ้าที่ผลักภาระผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมให้ชุมชน ทั้งๆที่เข้าข่ายพลังงานสะอาด ในขณะเดียวกันมีกลุ่มบริษัทพลังงานหนึ่งที่ดำเนินธุรกิจด้านพลังงานชีวมวลโดยคำนึงถึงผลประโยชน์เพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ที่ต้านกระแสความไม่ไว้วางใจในความสะอาดของพลังงานชีวมวลโดยมุ่งผลิตพลังงานชีวมวลขนาด 8x 666 กิโลวัตต์ ซึ่งขณะนี้แผนการสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลยังอยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่ออนุมัติให้ก่อสร้าง

พลังงานชีวมวลของทางบริษัทที่เข้าร่วมงานมหกรรมพลังงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดปริมาณขยะจากการเกษตรและเศษวัสดุเหลือทิ้งในท้องถิ่นซึ่งใช้เชื้อเพลิงจากไม้ยางพาราที่น้ำยางหมดแล้ว ซึ่งต้นยางพาราที่มีอายุเกิน 25 ปี รวมถึงใช้ประโยชน์จากขี้เลื่อย รากไม้และกิ่งไม้และยืนยันว่าเป็นพลังงานชีวมวลที่นำเข้าเทคโนโลยีจากประเทศอินเดียซึ่งเป็นพลังงงานที่สะอาดและปลอดภัย พร้อมกับเป็นระบบที่ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีการใช้น้ำระบบหมุนเวียน ในระบบปิด โดยไม่มีการปล่อยน้ำทิ้ง และมีการออกแบบเครื่องยนต์ตามมาตรฐานยุโรปและติดตั้งระบบควบคุมให้อัตราการปล่อยมวลสารอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่กฏหมายกำหนดเพื่อควบคุมคุณภาพอากาศ และมีเสียงที่ไม่เป็นอันตรายต่อผู้ปฏิบัติงานและรบกวนบริเวณใกล้เคียง

แต่อย่างไรก็ตามโครงการการสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่ออนุมัติ และเนื่องด้วยพลังงานชีวมวลยังเป็นข้อกังขาของสังคม และขนาดของโรงไฟฟ้าเป็นระบบขนาดเล็กน้อยกว่า 10 เมกะวัตต์ ที่ไม่ต้องผ่านการประเมินสิ่งแวดล้อมและสังคม แต่ทางบริษัทได้เล่าให้ฟังว่า เพื่อความโปร่งใสและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ได้มีการจัดทำประชาวิจารณ์และทำการวิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment: EIA) อีกทั้งสร้างความเข้าใจให้แก่ชุมชนและหัวหน้าชุมชนผ่านรถสาธิตการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลเพื่อสร้างการยอมรับในชุมชน แม้ว่ากฎหมายจะไม่ได้ระบุไว้ก็ตาม

จากงานมหกรรมพลังงานครั้งนี้ สิ่งที่ปรากฎชัดเจนคือ ความตั้งใจจริงของหลากหลายธุรกิจพลังงาน ที่เล็งเห็นความสำคัญของคำว่า “พลังงานยั่งยืน” ที่จะต้องพิจารณาในมุมของชุมชนและผลกระทบที่เกิดขึ้นเช่นกัน การผุดขึ้นของโรงไฟฟ้าชีวมวลกำลังส่อเค้าปัญหาโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสานและภาคตะวันออก เนื่องจากมาตรฐานในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเหล่านี้กำลังตกอยู่ในขั้นวิกฤต การก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าขนาดเล็กของอุตสาหกรรมพลังงานหลายแห่งกำลังอาศัยช่องว่างของกฎหมายที่กำหนดไว้ว่า การก่อสร้างโรงไฟฟ้าขนาดต่ำกว่า 10 เมกะวัตต์ ไม่ต้องทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ดังนั้นการหลบเลี่ยงความยุ่งยากและความรับผิดชอบต่อสังคมจึงกลายเป็นดอกเห็ด เมื่อหลายบริษัทการลงทุนก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลที่ขนาด 9.9 เมกะวัตต์ลงมา เราจึงพบว่า เมื่อโรงไฟฟ้าได้มาด้วยความง่าย ความมักง่ายจึงตามมาในที่สุด ประเทศไทยจะต้องจัดการกับสิ่งเหล่านี้อย่างไร นี่คือข้อสอบที่รัฐบาลใหม่ต้องเข้ามาแก้โจทย์อย่างเอาจริงเอาจังเสียที