ทวีปอาร์กติกและแอนตาร์กติกา

ทวีปอาร์กติกและบางส่วนของทวีปแอนตาร์กติกากำลังร้อนขึ้นในอัตราเร็วกว่าที่อื่นๆ ของโลก ในศตวรรษที่ 20 อุณหภูมิของอากาศในบางส่วนของอาร์กติกเพิ่มขึ้นประมาณ 5 องศาเซลเซียส (9 องศาฟาเรนไฮท์) ซึ่งสูงกว่าระดับเฉลี่ยของโลกถึง 10 เท่าในทวีปแอนตาร์กติกานั้นซับซ้อนมากกว่า แต่ การพังทลายของหิ้งน้ำแข็ง 2 ครั้งสำคัญ ในทศวรรษที่ผ่านมาอาจเป็นสัญญาณบ่งถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้น

สัญญาณของภาวะโลกร้อนอื่นๆ

• ในทวีปอาร์กติก ความหนาของน้ำแข็งได้ลดลงมากกว่า 40% และพื้นที่ที่กว้างกว่าประเทศเนเธอแลนด์ได้หายไปทุกๆ ปี นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าน้ำแข็งในทะเลอาร์กติกอาจละลายทั้งหมดภายใน 70 ปี

• พืดน้ำแข็งบนเกาะกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นปริมาตรน้ำแข็งที่มากที่สุดในซีกโลกเหนือ กำลัง สูญเสียมวลของมันเนื่องจากธารน้ำแข็งสลายตัว และละลายและไหลออกเพิ่มขึ้นในฤดูร้อน

• ชั้นดินเยือกแข็ง (Permafrost) ที่กำลังละลายทำให้ต้นไม้และอาคารต่างๆ ทลายลงในทางซีกโลกตอนเหนือ ที่ดินเกือบ 1 ใน 4 ส่วนของซีกโลกเหนือมีชั้นดินเยือกแข็งอยู่ข้างใต้ ในขณะที่มันละลาย คาร์บอนไดออกไซต์และมีเทนที่ถูกกักเก็บไว้ใต้พื้นดินได้ถูกปล่อยออกมา

• บางส่วนของแอนตาร์กติกาที่กำลังร้อนขึ้นได้ทำให้ประชากรนกเพนกวินพันธุ์อเดลีและพันธุ์จักพรรดิ์จำนวนหนึ่งลดลงไปแล้ว

ผลกระทบจากอุณหภูมิที่ร้อนขึ้น

ระบบนิเวศทางทะเลของทวีปอาร์กติกทั้งระบบเกี่ยวพันอย่างแนบแน่นกับการมีอยู่และพลวัตรของน้ำแข็งในทะเล ห่วงโซ่อาหารทางทะเลของอาร์กติกเริ่มต้นด้วยสาหร่ายน้ำแข็งที่ยึดเกาะกับด้านใต้ของแผ่นน้ำแข็งตลอดฤดูหนาว และสร้างผืนสาหร่ายที่แน่นหนาใต้น้ำแข็งในฤดูใบไม้ร่วง สัตว์บางสายพันธุ์ในอาร์กติกเดินทางไปครึ่งโลกไปยังแหล่งอาหารเหล่านี้ที่เจริญเติบโตไปตามขอบน้ำแข็งที่กำลังละลาย

หากความมีชีวิตชีวานี้สูญสิ้นไป จะก่อให้เกิดผลกระทบที่หยั่งรากลึกต่อเหล่าชีวิตในอาร์กติก หากน้ำแข็งในทะเลลดลงจำนวนมหาศาล หรือหากเวลาของฤดูกาลเปลี่ยนไป เราอาจจะต้องประสบกับการสูญพันธุ์ของสัตว์ต่างๆ ที่ต้องพึ่งพาสถานที่อยู่อาศัยอันพิเศษแห่งนี้

สัตว์ในทวีปอาร์กติกที่ต้องพึ่งพาน้ำแข็งในทะเล

• วอลรัสอาจเป็นสัตว์ที่เปราะบางมากเป็นพิเศษ วอลรัสเดินทางเป็นระยะทางไกลบนน้ำแข็งในทะเลที่ลอยอยู่ ที่ช่วยให้พวกมันหาอาหารได้บนพื้นที่กว้างขวาง ในอนาคตอุณหภูมิอาจร้อนขึ้น ทำให้น้ำแข็งอาจละลายอย่างรวดเร็วในฤดูใบไม้ร่วง และพื้นที่ที่เป็นหิ้งน้ำแข็งในทวีปลดปริมาณลงอย่างรวดเร็ว และไหลลงสู่ทะเลลึกของอาร์กติกตอนกลาง สิ่งนี้อาจเป็นหายนะต่อวอลรัส เพราะวอลรัสเพศเมียใช้น้ำแข็งในทะเลเป็นสถานที่เลี้ยงลูกและสอนให้ลูกๆ หาอาหารจากด้านใต้พื้นที่หิ้งน้ำแข็งตื้นๆ ในทวีป โดยเฉพาะสัตว์ที่มีเปลือก

• แมวน้ำหลายสายพันธุ์ต้องพึ่งพาน้ำแข็ง ซึ่งได้แก่ แมวน้ำลายจุด ซึ่งแยกออกไปผสมพันธุ์ที่ขอบน้ำแข็งในฤดูใบไม้ร่วง แมวน้ำลายพิณ (Harp Seal) ซึ่งอาศัยอยู่บนขอบน้ำแข็งตลอดปี แมวน้ำวงแหวน (Ringed Seal) ซึ่งให้กำเนิดและเลี้ยงดูลูกแมวน้ำบนทะเลน้ำแข็ง แมวน้ำริบบอน (Ribbon Seal) และ แมวน้ำเครา (Bearded Seal)

• หมีขั้วโลกจะถูกคุกคามจากการลดลงของประชากรแมวน้ำวงแหวน ซึ่งเป็นแหล่งอาหารหลักของพวกมัน นอกจากนี้หมีขั้วโลกต้องพึ่งพาน้ำแข็งในทะเลสำหรับการล่าสัตว์และการนำอาหารกลับสู่ที่อาศัย ปัจจุบันหมีขั้วโลกในอ่าวฮัดสันเบย์และอ่าวเจมส์เบย์อดอาหารในช่วงฤดูร้อน 4 เดือนที่ปราศจากน้ำแข็ง ทำให้ต้องขึ้นฝั่ง และหมีตัวเมียที่ตั้งท้องอดอาหารเป็นเวลา 8 เดือน ช่วงที่ปราศจากน้ำแข็งได้ขยายเวลานานขึ้น ซึ่งมีผลให้อัตราการเกิดลดลง และในไม่ช้าจะนำไปสู่การอดอยาก และสุดท้าย คือ การสูญพันธุ์ของประชากรหมีขั้วโลก

• นอกจากนี้น้ำแข็งในทะเลยังมีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศของทวีปแอนตาร์กติกา ที่สำคัญ คือ เป็นที่อยู่อาศัยของสาหร่ายในทะเลน้ำแข็ง ซึ่งเป็นแหล่งอาหารหลักสำหรับตัวอ่อนสัตว์ทะเลเล็กๆ ในฤดูหนาว สัตว์ทะเลเล็กๆ สำคัญยิ่งต่อห่วงโซ่อาหารของทวีปแอนตาร์กติกา เพนกวิน ปลา สิงโตทะเล แมวน้ำ และ สัตว์ที่อาศัยอยู่อย่างถาวรในแอนตาร์กติกาต้องพึ่งพาระบบนิเวศน้ำแข็งนี้ ส่วนวาฬมิงค์เดินทางไปครึ่งโลกเพื่อไปกินสัตว์ทะเลเล็กๆ ทุกฤดูใบไม้ร่วง

น้ำแข็งที่ลดปริมาณลงคุกคามประชาชนและชุมชนต่างๆ

"ในหลายปีมานี้ ผมได้เห็นน้ำแข็งในมหาสมุทรแตกแยกก่อนเวลา ซึ่งกำลังทำให้สัตว์ออกล่าเหยื่อได้ยากกว่าที่เคยเป็นมา"

- พีท แชฟเฟอร์ เมืองคอทเชบู รัฐอลาสก้า สหรัฐอเมริกา

สุสานพังทลายจากดินเยือกแข็งละลายในรัฐอลาสก้า

สุสานพังทลายจากดินเยือกแข็งละลายในรัฐอลาสก้า

ผู้คนที่อาศัยอยู่ด้านในและนอกวงจรอาร์กติก (Arctic Circle) อยู่ในภาวะเสี่ยงต่อภาวะโลกร้อน แต่ผู้ที่แบกรับผลกระทบหนักที่สุด คือ ประชากรพื้นเมืองของซีกโลกเหนือ ภาวะโลกร้อนรบกวนพลวัตรของระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งที่ชาวพื้นเมืองและวัฒนธรรมของพวกเขาต้องพึ่งพา ชาวพื้นเมืองเหล่านี้เกี่ยวพันอย่างแนบแน่นโดยตรงกับระบบนิเวศทะเลน้ำแข็ง เพราะพวกเขาต้องพึ่งปลาและสัตว์ต่างๆ สำหรับการยังชีพทั้งทางวัฒนธรรมและทางกายภาพ นอกจากนี้พวกเขายังต้องพึ่งพาน้ำแข็งเยือกแข็งและทุ่งหญ้าทุนดราสำหรับการเดินทางและการล่าสัตว์

นอกจากนี้ น้ำแข็งในทะเลยังเป็นกันชนป้องกันชาวบ้านจากพายุ และน้ำแข็งที่มั่นคงบนผืนดินช่วยปกป้องชายฝั่งต่างๆ จากการถูกกัดเซาะ บ่อยครั้งที่หมู่บ้านชาวพื้นเมืองตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำ ผาชันใกล้ชายฝั่ง และ แนวเกาะที่สามารถใช้เข้าถึงทรัพยากรทางทะเล ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น น้ำแข็งที่ลดลง การกัดเซาะที่เพิ่มขึ้น แล ะพายุรุนแรงที่มากขึ้น จะทำลายหมู่บ้านต่างๆ ทำให้ชาวพื้นเมืองอาร์กติกไร้ที่อยู่อาศัย และทำให้พวกเขาจำต้องย้ายถิ่นออกไปจากพื้นที่ที่พวกเขาใช้ล่าสัตว์ที่สืบทอดมานาน

ข้อมูลล่าสุด

 

ก่อนค.3: ความล้มเหลวของการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการท่าเรือขนถ่ายถ่านหินกระบี่

รายการบล็อก จาก รัตนศิริ กิตติก้องนภางค์ | กันยายน 27, 2557

“ คนกระบี่ถูกสอนมาให้คิดว่า ‘คุณจะมีความสุขได้อย่างไรถ้าคนรอบข้างไม่มีความสุข’ ผลประโยชน์ที่ได้มาจึงต้องเป็นผลประโยชน์ที่ยั่งยืนไปถึงลูกหลานอย่างแท้จริง กระบี่ไม่ค่อยมีพฤติกรรมทะเลาะเบาะแว้ง เหมือนคำขวัญที่ว่ากระบี่เมืองน่าอยู่...

1 ปีที่ญี่ปุ่นไม่ใช้พลังงานนิวเคลียร์

รายการบล็อก จาก Kendra Ulrich | กันยายน 12, 2557

อนาคตของพลังงานนิวเคลียร์ดูจะไม่ปลอดโปร่งสดใสอีกต่อไป ตัวอย่างที่เด่นชัดก็คือ การตัดสินใจเกี่ยวกับการเปิดใช้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์เซ็นไดอีกครั้ง ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับดูแลด้านนิวเคลียร์ หรือ Nuclear Regulation Authority...

โซ่มนุษย์กว่า 7,500 คน ปกป้องยุโรปจากโครงการเหมืองถ่านหินที่ใหญ่ที่สุด

รายการบล็อก จาก รัตนศิริ กิตติก้องนภางค์ | สิงหาคม 27, 2557

เพราะเหตุใดกว่า 7,500 คน จาก 28 ประเทศ ถึงมารวมตัวกันจับมือคล้องแขนเป็นทางยาว 8 กิโลเมตร ข้ามพรมแดนประเทศเยอรมนีและโปแลนด์ อะไรทำให้คนจำนวนมากขนาดนี้พร้อมใจกันมายืนหยัดร่วมกันเช่นนี้? ขณะที่ชาวกระบี่และชาวไทยกำลังต่อสู้กับโครงการโรงไ...

การเคลื่อนไหวของพลังสร้างสรรค์เพื่อปกป้องกระบี่

รายการบล็อก จาก รัตนศิริ กิตติก้องนภางค์ | กรกฎาคม 17, 2557 1 ความคิดเห็น

“พลังงานเราสามารถหามาทดแทนได้ แต่จังหวัดอย่างกระบี่ คงหาอะไรมาทดแทนไม่ได้” ป๊อด ธนชัย อุชชิน หลายๆ คนอาจมีคำถามว่าทำไมกรีนพีซจึงต้องผลักดันปกป้องกระบี่จากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ถ่านหินไม่ดีอย่างไร และกระบี่เองมีดีอย่างไรถึงต้องเรียกร้องให...

สิบเหตุผลที่ถ่านหินไม่มีวันสะอาด

รายการบล็อก จาก รัตนศิริ กิตติก้องนภางค์ | เมษายน 26, 2557

ท่ามกลางม่านหมอกควันมลพิษในพื้นที่ใกล้เคียงกับโรงไฟฟ้าถ่านหิน สิ่งที่โรงไฟฟ้าถ่านหินกำลังบิดเบือนความจริงก็คือ มายาคติที่ว่า “ถ่านหินสะอาด” อันที่จริงแล้ว ถ่านหินสะอาดคือความพยายามของภาคอุตสาหกรรมเพื่อลบล้างภาพลักษณ์ที่สกปรก...

ดับกระหายคลายร้อนด้วยน้ำ … หรือถ่านหิน?

รายการบล็อก จาก รัตนศิริ กิตติก้องนภางค์ | เมษายน 11, 2557

ประเพณีสงกรานต์ถือเป็นภูมิปัญญาไทยอันล้ำค่าอย่างหนึ่งในการดับร้อนในช่วงเดือนเมษายนที่อุณหภูมิทะยานขึ้นสูงกว่าเดือนไหนๆ น้ำเป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ ดังเช่นภาพของโอเอซิสท่ามกลางผืนทะเลทรายอันแห้งแล้ง ไม่ใช่ทุกประเทศ...

ผลของถ่านหินกับแหล่งน้ำ

แกลเลอรี่ภาพ | มีนาคม 22, 2557

โลกแห่งพลังงานหมุนเวียนในมหกรรมพลังงาน 2557

รายการบล็อก จาก อานันท์ นาคนงนุช | มีนาคม 18, 2557

ในวันที่ 27 ก.พ. – 1 มี.ค. 57 ได้มีการจัดงานมหกรรมพลังงานขึ้น ที่ จ.กาญจนบุรี ผม มังกร ในฐานะอาสาสมัคร กรีนพีช เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทย ได้มีส่วนร่วมกับกรีนพีชในงานนี้ด้วยครับ ซึ่งในวันดังกล่าวเราได้ไปแนะนำเกี่ยวกับ...

แม่เมาะและกระบี่ เงาสะท้อนการปฏิรูประบบผลิตไฟฟ้าและการปฏิวัติพลังงานหมุนเวียนในประเทศไทย

รายการบล็อก จาก ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์ กรีนพีซ เอเชีย | มีนาคม 11, 2557

ในขณะที่การประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการกำหนดขอบเขตและแนวทางการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ ค.1 โครงการท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้วซึ่งเป็นส่วนที่ขาดไม่ได้ของการผลักดัน โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กระบี่โดยการ...

ลานตา ลันตา สรวงสวรรค์อันดามันไม่เอาถ่านหิน

รายการบล็อก จาก รัตนศิริ กิตติก้องนภางค์ | มีนาคม 8, 2557

เคยลองถามตัวเองดูไหมคะว่า ดินแดนพักผ่อนริมทะเลของเรา คือเมืองที่มีแต่อากาศบริสุทธิ์ อาหารอร่อย ทะเลสวย หรือเมืองที่มีแต่สารพิษปนเปื้อนอยู่ทุกหนทุกแห่งจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน  ฉันเชื่อว่าคงไม่มีใครอยากให้กระบี่ สรวงสวรรค์แห่งอันดามันต้องถู...

1 - 10 ของ 691 ผล