การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล

"หมู่เกาะมัลดีฟเป็นหนึ่งในประเทศเล็กๆ เราไม่มีหน้าที่ที่จะเปลี่ยนวิถีทางของสภาพการณ์ต่างๆ ในโลก แต่สิ่งที่คุณทำหรือไม่ได้ทำที่นี่จะส่งผลกระทบต่อโชคชะตาของประชาชนของผม นอกจากนี้ยังสามารถเปลี่ยนวิถีทางของประวัติศาสตร์โลกได้อีกด้วย" - คำปราศัยของท่านโมมูน อับดุล กายูม (ประธานาธิบดีของมัลดีฟ) ในการประชุมประเทศภาคีสมาชิกครั้งที่ 3 ของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่เพียงแต่ประเทศที่เป็นเกาะเล็กๆ เท่านั้นที่ต้องวิตกเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล ประชากรมากกว่า 70% ของโลกอาศัยอยู่บนที่ราบลุ่มชายฝั่งทะเล และ 11 จาก 15 เมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลกตั้งอยู่บนชายฝั่งและปากแม่น้ำ ในศตวรรษที่ 20 ระดับน้ำทะเลได้เพิ่มสูงขึ้น10-20 เซ็นติเมตร (4-8 นิ้ว) IPCC คาดการณ์ว่าระดับน้ำทะเลในศตวรรษที่ 21 จะเพิ่มสูงขึ้น 9-88 ซม.  โดยมีตัวแปรหลายอย่าง ได้แก่ ปริมาตรของหิมะที่เพิ่มขึ้นจากปริมาณหิมะที่ตกเพิ่มขึ้น และที่สำคัญที่สุด คือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า สิ่งที่เรารู้แน่ๆ ก็คือ แม้แต่น้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยก็จะสร้างผลกระทบทางลบอย่างหยั่งรากลึก

สิ่งที่เราอาจประสบ

พืดน้ำแข็งกรีนแลนด์ที่กำลังหายไป

พืดน้ำแข็งในทวีปแอนอาร์กติกาตะวันตก

ผลกระทบต่างๆ

สิ่งที่เราอาจประสบ

คาดการณ์กันว่าระดับน้ำทะเลจะเพิ่มสูงขึ้นโดยเฉลี่ย 9-88 ซม. (3.5-34.6 นิ้ว) ในอีก 100 ปีข้างหน้า สาเหตุ คือ ก๊าซเรือนกระจกที่เราปล่อยออกมาจนถึงปัจจุบันและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต  สิ่งนี้จะเกิดขึ้นในรูปของน้ำแข็งที่กำลังละลาย และการขยายตัวทางความร้อนของมหาสมุทร (ปริมาตรน้ำที่ขยายตัวในขณะที่น้ำร้อนขึ้น) ซึ่งจะมีค่าเท่ากันโดยคร่าวๆ

แม้แต่ระดับน้ำทะเลที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในระดับพอเหมาะพอควรนี้ก็สามารถทำให้เกิดหายนะได้ น้ำท่วมใกล้ชายฝั่ง พายุที่รุนแรงขึ้นสร้างความเสียหาย ชายฝั่งที่ถูกกัดเซาะ น้ำอุปโภคบริโภคที่ถูกน้ำทะเลปนเปื้อน พื้นที่ใกล้พื้นที่ชุ่มน้ำและแนวเกาะที่ถูกน้ำท่วม และ การเพิ่มขึ้นของความเค็มที่ปากแม่น้ำ ทั้งหมดนี้เป็นความจริงที่จะเกิดขึ้นหากระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย นอกจากนี้ เมืองและหมู่บ้านตามชายฝั่งที่อยู่ในระดับต่ำจะได้รับผลกระทบด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ทรัพยากรที่สำคัญยิ่งต่อประชากรบนเกาะและตามชายฝั่ง เช่น ชายหาด น้ำจืด การประมง แนวปะการังและเกาะหินปะการัง และ ถิ่นที่อยู่ของสัตว์ป่า ก็กำลังตกอยู่ในภาวะเสี่ยง

ควรระลึกไว้ว่าการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเลจะไม่เกิดขึ้นเหมือนกันทั้งหมดทั่วโลก โดยระดับน้ำทะเลจะแตกต่างกันพอสมควรของในหลายๆ ส่วนของโลก เพราะแบบแผนการไหลเวียนของน้ำในมหาสมุทรและแรงกดดันของลมต่างกัน นอกจากนี้พายุรุนแรงและกระแสน้ำขึ้นน้ำลงที่สูงและต่ำมากต้องเป็นสิ่งที่ระลึกไว้เมื่อประเมินผลกระทบของระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น

กลับสู่ด้านบน

พืดน้ำแข็งกรีนแลนด์ที่กำลังหายไป

ใน 100 ปีที่ผ่านมา ระดับน้ำทะเลเพิ่มเร็วขึ้น 10 เท่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 2,000 ปี และในอีก 100 ปีข้างหน้า ระดับน้ำทะเลอาจอาจเพิ่มสูงขึ้นในอัตราที่น่าวิตก เรื่องน่ากลัวที่เป็นไปได้จริง คือ พืดน้ำแข็งกรีนแลนด์ที่จะละลาย โดย IPCC ได้กล่าวไว้ว่า

"แบบจำลองสภาพภูมิอากาศบ่งชี้ว่าอุณหภูมิในเกาะกรีนแลนด์ที่กำลังร้อนขึ้นมีแนวโน้มที่จะสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลก 1-3 เท่า แบบจำลองพืดน้ำแข็งคาดการณ์ว่าหากกรีนแลนด์มีอุณหภูมิเพิ่มขึ้น 3 องศาเซลเซียส (5.4 องศาฟาเรนไฮท์) และยังคงอยู่ในระดับนี้ต่อไปเป็นเวลาหนึ่งพันปี จะทำให้พืดน้ำแข็งกรีนแลนด์ละลายทั้งหมด ซึ่งจะส่งผลให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นประมาณ 7 เมตร (23 ฟุต)" - การประเมินครั้งที่ 3 ในรายงานการสังเคราะห์ (บทสรุปสำหรับผู้กำหนดนโยบาย) ฉบับที่ 3  ของ IPCC

ภาวะโลกร้อนที่คาดการณ์โดย IPCC ในอีก 100 ปีข้างหน้า คือ 1.4-5.8 องศาเซลเซียส (2.5-10.4 องศาฟาเรนไฮท์) และความร้อนแถบกรีนแลนด์มีแนวโน้มที่จะสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก 3 เท่า ในขณะนี้พืดน้ำแข็งกรีนแลนด์ได้กำลังหดตัวและละลายลงแล้ว

กลับสู่ด้านบน

พืดน้ำแข็งในทวีปแอนตาร์กติกาตะวันตก

เมื่อเพียง 4 ปีที่แล้ว เป็นที่ยอมรับกันว่าพืดน้ำแข็งของแอนตาร์กติกาตะวันตกนั้นคงตัว แต่น้ำแข็งที่ละลายอย่างไม่คาดมาก่อนทำให้นักวิทยาศาสตร์กำลังคิดทบทวนสมมติฐานนี้ใหม่

ในพ.ศ. 2548 หิ้งน้ำแข็ง Larsen B ขนาด 5 แสนล้านตัน ซึ่งครอบคลุมพื้นที่กว้างกว่าเขตการปกครองเกรทเทอร์ ลอนดอน 2 เท่า ได้พังทลายลงภายในเวลาน้อยกว่า 1 เดือน สิ่งนี้ไม่ได้ทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นเนื่องจากหิ้งน้ำแข็งนี้ลอยอยู่ก่อนแล้ว แต่เป็นเครื่องเตือนถึงผลกระทบของอุณหภูมิที่ร้อนขึ้นในพื้นที่ดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีผู้คิดเห็นว่าหิ้งน้ำแข็งนี้ช่วยกักเก็บน้ำแข็งที่อยู่แต่ในเฉพาะผืนดินให้ไม่กระจายออกไป แต่ปัจจุบันหิ้งน้ำแข็งนี้ได้ทลายลงไปแล้ว ทำให้น้ำแข็งบนแผ่นดินมากขึ้นจะถล่มลงไปในทะเลภายในระยะเวลาหนึ่ง ส่วนหิ้งน้ำแข็ง Larsen A ได้พังทลายลงในพ.ศ. 2538 โดยมีขนาดใหญ่ 2 ใน 3 ส่วน ของ หิ้งน้ำแข็ง Larsen B

ต่อมากในพ.ศ. 2548 British Antarctic Survey ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยด้านสิ่งแวดล้อมของแอนตาร์กติกาได้เผยแพร่การค้นพบที่ระบุว่า 87% ของธารน้ำแข็งบนคาบสมุทรแอนตาร์กติกานั้นได้ลดปริมาณลงใน 50 ปีที่ผ่านมา และใน 5 ปีที่ผ่านมา ธารน้ำแข็งที่ลดลงได้สูญเสียปริมาตรไป 50 เมตร (164 ฟุต) ต่อปี 

เป็นไปได้ว่าพืดน้ำแข็งในแอนตาร์กติกาตะวันตกอาจทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้น 6 เมตร (20 ฟุต) ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีโอกาสเป็นไปได้ "ต่ำ" ดังที่รายงานการประเมินฉบับที่ 3 ของ IPCC ระบุไว้ แต่การวิจัยเมื่อเร็วๆ นี้ บ่งชี้ถึงหลักฐานว่าน้ำแข็งปริมาตรมหาศาลได้พังทลายลงแล้วจากพืดน้ำแข็งในแอนตาร์กติกาตะวันตก

พืดน้ำแข็งแอนตาร์กติกากักเก็บน้ำไว้มากพอที่จะเพิ่มระดับน้ำทะเลขึ้น 62 เมตร (203 ฟุต)   

กลับสู่ด้านบน

ผลกระทบต่างๆ

ถ้าเราไม่ควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ลดลงมากที่สุด ทั้งพืดน้ำแข็งกรีนแลนด์และพืดน้ำแข็งแอนตาร์กติกาตะวันตกอาจทำให้โลกต้องประสบกับระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น 13 เมตร (43 ฟุต) ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นแม้เพียงเล็กน้อยจะเป็นหายนะต่อเศรษฐกิจและมนุษยชาติ ต่อไปนี้เป็นผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น:

•    จะต้องใช้จ่ายเงินหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับการปรับตัว สหรัฐอเมริกามีพื้นที่ใกล้ชายฝั่งประมาณ 20,000 กิโลเมตร (12,400 ไมล์) และพื้นที่ชุ่มน้ำมากกว่า 32,000 กิโลเมตร (19,900 ไมล์) การศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้ประมาณการการปรับตัวให้เข้ากับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นเพียง 1 เมตร ในสหรัฐ จะต้องใช้เงิน 156 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ) ซึ่งประเทศส่วนใหญ่ไม่มีเงินมากเท่านี้

•    น้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นเพียง 1 เมตรจะทำให้ประเทศที่เป็นเกาะ เช่น มัลดีฟ จมลงใต้น้ำ ในขณะนี้เกาะ 2 เกาะในหมู่เกาะที่รวมเป็นคิริบาติ (ประเทศที่เป็นเกาะในมหาสมุทรแปซิฟิค) ได้จมหายไปกับคลื่น และในต้นพ.ศ. 2548 เกาะอื่นๆ ในคิริบาติ ได้ถูกน้ำขึ้นน้ำลงที่สูงและต่ำมากไหลบ่าท่วมพื้นที่ไร่นา ปนเปื้อนบ่อน้ำด้วยน้ำเค็ม และท่วมบ้านหลายหลังและโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง

•    ถ้าความร้อนยังคงอยู่ในระดับนี้ต่อไป เมืองต่างๆ เช่น ลอนดอน กรุงเทพมหานคร และ นิวยอร์ก จะจมอยู่ใต้ระดับน้ำทะเล ทำให้ผู้คนหลายล้านคนไร้ที่อยู่ และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล เมืองอเล็กซานเดรีย ประเทศอียิปต์อาจเป็นเป็นเมืองหนึ่งที่จะถูกน้ำไหลบ่าท่วมจากน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้น 1 เมตร เมื่อถึงจุดหนึ่ง การสร้างกำแพงกั้นทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จะปฏิบัติไม่ได้อีกต่อไป และแม้แต่ประเทศที่ร่ำรวยที่สุดก็จะต้องประสบกับน้ำท่วมในเมืองต่างๆ

•    ประชากรและไร่นาในชนบท (โดยเฉพาะนาข้าว) บนบางชายฝั่งจะถูกน้ำท่วม ตัวอย่างเช่น สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งชาติอังกฤษ หรือ  UK Royal Society ระบุว่าน้ำทะเลที่สูงขึ้น 1 เมตรอาจท่วมพื้นที่ 17% ของบังคลาเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุด ทำให้ประชาชนหลายสิบล้านคนไร้ที่อยู่ และทำให้พื้นที่ปลูกข้าวลดลง 50%

กลับสู่ด้านบน

ข้อมูลเพิ่มเติม

UNFCCC (2548) ภาวะโลกร้อนกับประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นเกาะเล็กๆ

กุมภาพันธุ์ 2548: กระแสน้ำขนาดยักษ์โจมตีหมู่เกาะคิริบาติ

ข้อมูลล่าสุด

 

การลงทุนโรงไฟฟ้าถ่านหินของประเทศไทย และทางออกของพลังงานที่ชุมชนเลือก

รายการบล็อก จาก รัตนศิริ กิตติก้องนภางค์ | พฤศจิกายน 19, 2558

จากรายงาน “ต้นทุนชีวิต: โรงไฟฟ้าถ่านหินกับภัยคุกคามต่อสุขภาพของคนไทย”  โรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศไทย แผนพีดีพียังไม่ได้รวมโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดเล็ก มีเพียงแค่ขนาดใหญ่ที่มีกำลังผลิตมากกว่า 50 เมกะวัตต์ และฐานข้อมูลที่ประเทศไทยบนฐานข้อมูลโลกค...

ต้นทุนชีวิตโรงไฟฟ้าถ่านหิน ราคาที่แท้จริงของถ่านหินกับภัยต่อสุขภาพ

รายการบล็อก จาก รัตนศิริ กิตติก้องนภางค์ | พฤศจิกายน 19, 2558

ถ่านหินคือพลังงานที่มีต้นทุนถูกที่สุดจริงหรือ? แล้วต้นทุนที่แลกมาด้วยการสูญเสียชีวิตก่อนวัยอันควร สิ่งแวดล้อมที่ถูกทําลาย สภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน และผลกระทบต่อการท่องเที่ยว ซึ่งเราต้องจ่ายให้กับการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินที่คุ้มกับการเสียแ...

รายงาน “ต้นทุนชีวิต: โรงไฟฟ้าถ่านหินกับภัยคุกคามต่อสุขภาพของคนไทย”

สิ่งพิมพ์ | พฤศจิกายน 19, 2558 ที่ 13:30

ผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ชี้จนถึงปี พ.ศ. 2554 โรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีอยู่ในประเทศไทยเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของประชากรประมาณ 1,550 คนต่อปี อัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรอาจเพิ่มขึ้นถึง 5,300...

กระบวนการยุติธรรมกับคดีความกรณีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

รายการบล็อก จาก จริยา เสนพงศ์ | ตุลาคม 16, 2558

หลังจาก การยื่นฟ้องการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2557   เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงข้อมูลสำคัญในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม  (EIA) ของโครงการท่าเรือขนส่งถ่านหิน โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่...

ปิดฉากคดี “ฆ่า เจริญ วัดอักษร” ความริบหรี่ของกระบวนการยุติธรรมเพื่อยืนหยัดปกป้องสิ่งแ...

รายการบล็อก จาก รัตนศิริ กิตติก้องนภางค์ | ตุลาคม 13, 2558

“ตายสิบ จักเกิดแสน” ไม่แน่ใจว่าคำนี้จะกลายเป็นเพียงคำปลุกปลอบของการต่อสู้เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมและสิทธิชุมชนของนักอนุรักษ์หรือไม่ ในเมื่อวันนี้เป็นอีกครั้งที่บทสรุปของคดี “ฆ่า เจริญ วัดอักษร” ตัดสินออกมาว่า  ยกฟ้องคดีจ้างวานฆ่า เจริญ...

การปฏิวัติพลังงานสู่ยุคพลังงานแสงอาทิตย์กำลังเริ่มต้น

รายการบล็อก จาก Joanna Mills | ตุลาคม 8, 2558

ชาวอินเดียราว 2,000 คน ที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้าน Dharnai ของเมือง Bihar ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองที่จนที่สุดของอินเดีย และเคยชินกับวิถีชีวิตที่ปราศจากไฟฟ้า แต่ใช่ว่าพวกเขาจะชอบวิถีชีวิตเช่นนี้ ในบริเวณหมู่บ้านมีสายไฟฟ้าแรงสูงเช...

วิกฤตหมอกควันพิษข้ามพรมแดนจากอินโดนีเซีย ใครรับผิดชอบ?

รายการบล็อก จาก ธารา บัวคำศรี แปลและเรียบเรียง | ตุลาคม 7, 2558

หมอกควันพิษหนาทึบจากจุดเกิ ดไฟนับพันบนเกาะสุมาตราและกะลิ มันตันของอินโดนีเซียเป็นบททดสอบความล้ มเหลวอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลอิ นโดนีเซีย ในการปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาเพื่ อยุติการทำลายป่าไม้และพื้นที่ ป่าพรุ การวิเคราะห์โดยหน่วยแผนที่...

ถึงเวลาปลดระวางถ่านหิน หลังจากครองอันดับมานานหลายร้อยปี

รายการบล็อก จาก Joanna Mills | กันยายน 28, 2558

แม้จะในอดีตถ่านหินจะมีความสำคัญต่อยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม และนำพาซึ่งประโยชน์ต่างๆ ให้กับมวลมนุษยชาติ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยมูลค่าที่สูงเช่นกันทั้งในด้านสุขภาพ และก๊าซเรือนกระจกประมาณสูง ยังไม่รวมถึงอุบัติเหตุจากเหมืองถ่านหิน ผู้คนในท้องถิ่นที...

พืชพลังงาน บทเรียนที่คนไทยไม่เคยเรียนรู้

รายการบล็อก จาก วริษา สี่หิรัญวงศ์ อาสาสมัครกรีนพีซ | กันยายน 25, 2558

คงไม่มีใครปฏิเสธประโยชน์จากเชื้อเพลิงชีวภาพ แต่เราจะได้คุ้มเสียหรือไม่หรือหากจะเปลี่ยนให้บ้านเราหันมาปลูกพืชพลังงาน และพืชเพื่อป้อนโรงงานอุตสาหกรรมแทนพืชอาหาร ในวันที่ 7 สิงหาคม 2558 ที่ผ่านมา บริษัทมอนซานโต้และสภาธุรกิจสหรัฐ...

51 - 60 ของ 960 ผล