เกษตรกรรมพืชตัดต่อพันธุกรรมและมลพิษทางพันธุกรรม

นักกิจกรรมกรีนพีซแต่งชุดป้อง​กัน​ใน​ขณะที่​เคลื่อนย้ายผลมะละกอตัดต่อพันธุกรรม​จาก​ต้น​ ​และ​ใส่​ใน​กล่องวัสดุอันตรายอย่างมิดชิด​ใน​สถานที่ทดลองปลูกมะละกอตัดต่อพันธุกรรม​ ที่สถานีวิจัยการเกษตรขอนแก่น ของกรมวิชาการเกษตร

การปล่อยสิ่งมีชีวิตตัดต่อพันธุกรรมออกสู่ระบบนิเวศอันซับซ้อนถือเป็นการทดลองที่เป็นอันตรายต่อธรรมชาติและวิวัฒนาการนักวิทยาศาสตร์ด้านพันธุกรรมกำลังดัดแปลงชีวิตโดยการตัดต่อพันธุกรรม ผลผลิตที่ได้ คือ สิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถมีวิวัฒนาการโดยธรรมชาติ และไม่สามารถอาศัยในถิ่นที่อยู่ธรรมชาติ

สิ่งมีชีวิตที่มนุษย์สร้างขึ้นเหล่านี้สามารถผสมพันธุ์และผสมข้ามสายพันธุ์กับสิ่งมีชีวิตธรรมชาติ ดังนั้นจึงแพร่กระจายไปยังสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ และสิ่งมีชีวิตรุ่นต่อไป ในวิธีที่คาดการณ์และควบคุมไม่ได้ เรามีความรู้เพียงเล็กน้อยว่าสิ่งมีชีวิตใหม่เหล่านี้จะมีปฏิกิริยาในสิ่งแวดล้อมใหม่อย่างไร และสิ่งมีชีวิตเหล่านี้สามารถเพิ่มทวีคูณและแพร่กระจายออกไป ดังนั้นเราอาจพบผลกระทบอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากสิ่งมีชีวิตตัดต่อพันธุกรรมเหล่านี้เมื่อสายเกินไป

ด้วยเหตุผลดังกล่าว สิ่งมีชีวิตตัดต่อพันธุกรรม (GMOs; Genetically Modified Organisms) จึงต้องไม่ถูกปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อม เนื่องจากเป็นอันตรายอย่างยอมรับไม่ได้ต่อระบบนิเวศ และคุกคามความหลากหลายทางชีวภาพ พืชและสัตว์ป่า และ การเกษตรแบบยั่งยืน

สิ่งมีชีวิตตัดต่อพันธุกรรมเป็นภัยคุกคามต่อความหลากหลายของพืชผล

ความหลากหลายทางพันธุกรรมของพืชผลสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของพืชผลสายพันธุ์ต่างๆ ที่สามารถต้านทานแมลงรบกวนและโรคชนิดใหม่ๆ และสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมที่กำลังเปลี่ยนแปลง ดังนั้นความหลากหลายทางพันธุกรรมของพืชผลจึงจำเป็นอย่างยิ่งต่อความมั่นคงทางอาหารทั่วโลก อันที่จริงการขาดความหลากหลายทางพันธุกรรมได้เคยทำให้เกิดโรคระบาดในพืชผลครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์

พืชจีเอ็มโอถูกใส่ยีนต่างๆ เข้าไปอย่างผิดธรรมชาติ เช่น ยีนต้านทานยาปฏิชีวนะ ยีนจากเชื้อโรคที่ผลิตสารพิษ ยีนซึ่งทำให้พืชต้านทานยาปราบวัชพืช ยีนในไวรัสโรคด่างในพืช (cauliflower mosaic virus; CaMV) ฯลฯ ซึ่งสามารถแพร่กระจายไปสู่พืชพื้นเมืองอื่นๆ ที่เป็นพืชชนิดเดียวกัน หรือพืชชนิดอื่นที่มีลักษณะทางพันธุกรรมใกล้เคียงกัน โดยที่เราไม่สามารถควบคุมได้

ตัวอย่างเช่น รายงานการแพร่กระจายของเกสรข้าวโพด โดย ดร.จีน เอ็มเบอร์ลิน ที่นำเสนอต่อ ปฐพีสมาคม (Soil Association) ประเทศอังกฤษ พบว่าเกสรของข้าวโพดนั้นสามารถแพร่กระจายไปได้ไกลมากกว่าที่เราคาดคิด เช่น ในสภาพอากาศปกติสามารถพบละอองเกสรของข้าวโพดส่วนมากตกอยู่ในระยะ 1 เมตรจากแปลง และห่างจากแปลง 60 เมตรพบละอองเกสร 2% ไกลออกไป 200 เมตร พบเกสร 1.1% และแม้แต่ที่ซึ่งไกลออกไปถึง 500 เมตร ยังพบละอองเกสรมากถึง 0.5 % - 0.75 % ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้เกิดการผสมข้ามพันธุ์ได้โดยง่าย

ยิ่งไปกว่านั้น ในวันที่ลมแรง ซึ่งทำให้เกสรข้าวโพดปลิวไปกับพาหะต่างๆ อาจพบว่าเกสรข้าวโพดสามารถเดินทางไปได้ไกลถึง 180 กิโลเมตร (อายุของเกสรข้าวโพดที่มีขีดความสามารถในการผสมพันธุ์ได้ คือ 24 ชั่วโมง) งานศึกษาของเครือข่ายองค์กรสิ่งแวดล้อม "เพื่อนโลก" (Friends of the Earth) ร่วมกับ สำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งรัฐบาลกลางออสเตรีย ซึ่งศึกษาพืชน้ำมันเรพ (oilseed rape) พบละอองเกสรของพืชดังกล่าวตั้งแต่ระยะ 500 เมตรจนถึง 4.5 กิโลเมตร ทั้งๆ ที่รัฐบาลกำหนดระยะห่างระหว่างการปลูกเรพตัดต่อพันธุกรรมกับเรพทั่วไปที่เพียง 50 เมตรเท่านั้น

การอนุญาตให้นำพืชตัดต่อพันธุกรรม เช่น ข้าวโพดและฝ้าย เข้ามาปลูกในประเทศ ถือเป็นการทำลายพืชพันธุ์ท้องถิ่นของไทยอย่างยากที่จะควบคุมได้ พันธุ์พืชพื้นเมืองที่เกษตรกรได้คัดเลือก พัฒนา และใช้ประโยชน์มายาวนานนับร้อยนับพันปีหลายชนิด จะไม่หลงเหลือให้เห็นอีกต่อไป ข้าวโพดเทียนจะกลายเป็นข้าวโพดบีที ข้าวโพดราวด์อั๊พ ข้าวพื้นเมืองพันธุ์ดีของไทยก็จะมียีนบีที ซึ่งเป็นยีนต้านทานราวด์อั๊พ เข้าไปผสมอยู่ นี่เป็นการทำลายความหลากหลายทางชีวภาพของเรา

ข้าวโพดตัดต่อพันธุกรรมพันธุ์ซีบ้าเกกี้

เมื่อพ.ศ. 2513 ผลิตผลข้าวโพดในตอนใต้สหรัฐอเมริกาถูกคุกคามโดยโรคที่เรียกว่าการเหี่ยวแห้งตายของใบข้าวโพดตอนใต้ และเนื่องจากข้าวโพดพันธุ์ต่างๆ มีลักษณะทางพันธุกรรมเหมือนกันทั่วทั้งสหรัฐอเมริกา ทำให้ความสูญเสียจากโรคนี้รุนแรงมาก โดยสูญเสียการเก็บเกี่ยวไป 15% ซึ่งในขณะนั้นมีมูลค่าประมาณ 1 พันล้านบาท

แจ็ค ฮาร์ลาน นักพฤกษศาสตร์ กล่าวว่า "ความหลากหลายทางพันธุกรรมเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่ท่ามกลางพวกเรา ซึ่งหากปราศจากมันเราจะต้องประสบกับหายนะแห่งความอดอยากหิวโหยในระดับที่เราไม่สามารถจินตนาการได้"

บริษัทจำหน่ายเมล็ดพืชตัดต่อพันธุกรรมคุกคามชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกร

นอกจากความหลากหลายทางชีวภาพจะถูกคุกคามแล้ว บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพยักษ์ใหญ่ยังทำให้เกษตรกรต้องจ่ายเงินค่าสิทธิพิเศษในการใช้สิ่งมีชีวิตที่มนุษย์สร้างขึ้นเหล่านี้ เกษตรกรในทางเหนือของสหรัฐอเมริกาและในละติน อเมริกา ที่ซึ่งมีการทำเกษตรกรรมพืชตัดต่อพันธุกรรมมากที่สุดในโลก ต้องลงนามในสัญญาที่กำหนดว่าหากพวกเขาเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้เพื่อปลูกในปีถัดไป หรือใช้ยากำจัดวัชพืชที่ไม่ใช่ของบริษัทนั้นๆ เกษตรกรเหล่านั้นมีแนวโน้มที่จะถูกฟ้องร้อง

ตัวอย่างของประเทศไทย เช่น การที่กรมวิชาการเกษตรลงนามในบันทึกความเข้าใจเรื่องมะละกอจีเอ็มโอร่วมกับมหาวิทยาลัยคอร์แนลของสหรัฐอเมริกา เพื่อตกลงเรื่องส่วนแบ่งผลกำไรจากการค้ามะละกอจีเอ็มโอ ซึ่งอาจทำให้เกิดการปนเปื้อนมะละกอจีเอ็มโอขึ้น ส่งผลให้ประเทศไทยสูญเสียตลาดส่งออกทั่วโลกที่ไม่ยอมรับผลผลิตจีเอ็มโอ นอกจากนี้สิทธิบัตรมะละกอจีเอ็มโอนั้น เป็น​สิทธิบัตรร่วมกันกับมหาวิทยาลัย ทำให้เกษตรกรจะต้องจ่ายค่าสิทธิบัตรให้แก่สถาบันต่างชาติ ทั้งๆ ที่ไม่ควรจะจ่าย

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ผู้บริโภคและเกษตรกรได้ตระหนักเพิ่มขึ้นและเคลื่อนไหวทั่วทั้งโลก ภัยคุกคามจากพืชตัดต่อพันธุกรรมและเกษตรกรรมเชิงอุตสาหกรรมก็สามารถถูกหยุดยั้งได้

ข้อมูลล่าสุด

 

อาหาร-ถ่านหิน จุดตัดการพัฒนาบนพื้นที่เกษตรกรรม พนมสารคาม-สนามชัยเขต

สิ่งพิมพ์ | ตุลาคม 17, 2556 ที่ 9:20

หนังสือ "อาหาร-ถ่านหิน จุดตัดการพัฒนาบนพื้นที่เกษตรกรรม พนมสารคาม-สนามชัยเขต" เล่มนี้ มาจากกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของกลุ่มคนที่มีความห่วงกังวลว่าจะได้รับผลกระทบจากการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื่อเพลิง 600 เมกะวัตต์...

คู่มืออาหารปลอดจีเอ็มโอ 2551

สิ่งพิมพ์ | มิถุนายน 27, 2551 ที่ 5:00

กรีนพีซจัดทำคู่มือ "อาหารปลอดจีเอ็มโอ" แจกฟรีให้แก่ผู้บริโภคทั่วไป เพื่อให้ผู้บริโภคมีสิทธิ์ัรับรู้ว่าอาหารที่ตนบริโภคอยู่ทุกวันนั้นมีส่วนประกอบของจีเอ็มโอหรือไม่ และมีสิทธิ์ที่จะเลือกปฏิเสธอาหารจีเอ็มโอเหล่านั้น โดยกรีนพีซได้ส่งแบบสอบถามไปยังผู้ผ...

เผยโฉมเคมีเกษตร: การใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงในประเทศไทย และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

สิ่งพิมพ์ | กุมภาพันธ์ 1, 2551 ที่ 6:00

ระบบเกษตรอุตสาหกรรมในปัจจุบันส่งเสริมการพึ่งพาเคมีเกษตรทั้งปุ๋ยสังเคราะห์และยาฆ่าแมลง โดยที่ไม่ใส่ใจถึงผลกระทบด้านลบที่มีต่อเศรษฐกิจของชุมชนท้องถิ่น สุขภาพมนุษย์ และสิ่งแวดล้อม การใช้สารเคมีในการเกษตรปริมาณมากในระยะยาวเพื่อเพิ่มผลผลิตของพืชผล...

Agrochemicals unmasked: fertilizer and pesticide use in Thailand and its consequences...

สิ่งพิมพ์ | กุมภาพันธ์ 1, 2551 ที่ 6:00

The current industrial agriculture system promotes the reliance on agrochemicals, both synthetic fertilizers and pesticides, while neglecting to consider their negative effects on the economy of local communities, the human health and the...

ลดโลกร้อนด้วยเกษตรเชิงนิเวศ

สิ่งพิมพ์ | มกราคม 25, 2551 ที่ 6:00

ภาคเกษตรกรรมมีส่วนอย่างมากในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ โดยดินที่ใช้ในภาคเกษตรและการปศุสัตว์ได้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกปริมาณมากออกมาโดยตรง นอกจากนี้ยังมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากภาคการเกษตร และการแปลงผันที่ดินเพื่อนำไปใช้ในภาคเกษตรกรร...

Risky Business: Economic and regulatory impacts from the unintended release of...

สิ่งพิมพ์ | พฤศจิกายน 7, 2550 ที่ 6:00

รายงานตลาดข้าวโลก - ข้อเท็จจริงและรายละเอียด

สิ่งพิมพ์ | กุมภาพันธ์ 6, 2550 ที่ 6:00

ในปี 2549 มีเรื่องอื้อฉาวจากการปนเปื้อนสองเรื่องใหญ่เกิดขึ้น เมื่อแหล่งข้าวโลกปนเปื้อนข้าวจีเอ็มโอผิดกฏหมายจากสหรัฐอเมริกาและจีน

สถานการณ์พืชจีเอ็มโอโลก: ผู้บริโภคและเกษตกรยัง “ไม่เอา” จีเอ็มโอ

สิ่งพิมพ์ | มกราคม 19, 2550 ที่ 6:00

ปี 2549 – ปีแห่งการ “ไม่เอา” จีเอ็มโอของผู้บริโภค เกษตรกร และรัฐบาลทั่วโลก ภาพสวยงามที่ไอซ่า (ISAAA : International Service for the Acquisition of Agri-Biotech Application ) พยายามแต่งแต้มเกี่ยวกับพืชจีเอ็มโอและผลประโยชน์ของพืชจีเอ็มโอที่มีต่อเกษ...

เอกสารประกอบใบแถลงข่าวเรื่อง “ข้าวจีเอ็มโอผิดกฎหมายจากจีน โผล่ยุโรป”

สิ่งพิมพ์ | กันยายน 6, 2549 ที่ 5:00

รายงานผลการตรวจสอบพบข้าวจีเอ็มโอผิดกฎหมายในผลิตภัณฑ์ข้าวจากจีนที่วางขายในฝรั่งเศส เยอรมนี และ สหราชอาณาจักร ข้าวจีเอ็มโอที่พบคือข้าวบีที ที่ถูกตัดต่อยีนให้ต้านทานแมลงได้ ข้าวชนิดนี้มีการปลูกทดลองอยู่ที่ประเทศจีน

1 - 10 ของ 23 ผล