กรีนพีซได้ต่อสู้มาโดยตลอด และจะเดินหน้าต่อสู้อย่างแข็งขันเพื่อต่อต้านพลังงานนิวเคลียร์ เนื่องจากมันสร้างความเสี่ยงที่ยอมรับไม่ได้ต่อสิ่งแวดล้อมและต่อมนุษยชาติ วิธีแก้ปัญหาวิธีเดียว คือ การหยุดการขยาย และการปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในปัจจุบันทั้งหมด
เราจำเป็นต้องมีระบบพลังงานที่สามารถต่อสู้กับภาวะโลกร้อน ซึ่งมีพื้นฐานอยู่บนพลังงานหมุนเวียน และประสิทธิภาพทางพลังงาน พลังงานนิวเคลียร์ผลิตพลังงานทั่วโลกได้น้อยกว่าพลังงานหมุนเวียน และปริมาณการผลิตพลังงานจะยังคงลดลงต่อไปในอีกหลายปีที่กำลังจะมาถึง
ตรงกันข้ามกับสิ่งที่อุตสาหกรรมนิวเคลียร์บอกกับเรา การสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงจนเห็นความเปลี่ยนแปลงจะมีค่าใช้จ่ายหลายสิบล้านล้านบาท ก่อให้เกิดกากกัมมันตภาพรังสีในระดับสูงที่ทำให้เสียชีวิตได้ ทำให้ส่วนประกอบของอาวุธนิวเคลียร์เพิ่มอย่างรวดเร็ว และส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุครั้งร้ายแรงเท่ากับที่เชอร์โนบิลทุกๆ ทศวรรษ สิ่งที่สำคัญที่สุดอาจเป็นการที่นิวเคลียร์จะผลาญทรัพยากรที่จำเป็นต้องใช้สำหรับการดำเนินวิธีแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนที่เห็นความเปลี่ยนแปลงได้ (บทสรุป: นิวเคลียร์ไม่ใช่ทางออกของปัญหา)
"พลังงานนิวเคลียร์ถูกปฏิเสธมากเป็นพิเศษ เพราะมีความเสี่ยงมหาศาล (การเพิ่มอย่างรวดเร็วของอาวุธนิวเคลียร์ การก่อการร้าย การจัดการกากนิวเคลียร์ และ ความล้มเหลวของเครื่องปฏิกรณ์) และความเสียหายทางเศรษฐหิจ และเพราะภายในไม่กี่ศตวรรษ มันจะกลายเป็นตัวการปล่อยคาร์บอนไดออกไซต์ปริมาณมาก โดยเฉพาะจากเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ใช้สำหรับทำเหมืองและผ่านกระบวนการแร่ยูเรเนียมคุณภาพต่ำ เมื่อพิจารณาเทคโนโลยีที่มีอยู่ พลังงานนิวเคลียร์ไม่เป็นวิธีแก้ปัญหาทั้งระยะยาวและระยะสั้นของภาวะโลกร้อน"
- ดร.มาร์ค ไดเซนดอร์ฟ 2550
ยุคนิวเคลียร์เริ่มต้นในเดือนกรกฎาคม 2488 เมื่อสหรัฐอเมริกาทดลองระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรกใกล้เมืองอาลาโมกอร์โด รัฐนิวเม็กซิโก และไม่กี่ปีต่อมาในพ.ศ. 2496 ประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์เปิดตัวโครงการ "ปรมาณูเพื่อสันติภาพ" (Atoms for Peace) ที่องค์การสหประชาชาติ ท่ามกลางกระแสการสนับสนุนพลังงานปรมาณูที่โหมกระหน่ำ
แต่ก็เหมือนกับที่เรารู้ คือ ทุกอย่างที่เป็นนิวเคลียร์ไม่ก่อให้เกิด "สันติภาพ" มากกว่าครึ่งศตวรรษหลังการปราศรัยของไอเซนฮาวร์ โลกเป็นสถานที่ทิ้งกากนิวเคลียร์มาหลายยุคหลายสมัย ช่วงเวลาอันยาวนานนี้ทำให้ผู้คนเริ่มรับรู้ถึงความหมายที่แท้จริงของมัน
ทุกอย่างกำลังเคลื่อนช้าๆ ไปสู่ทิศทางที่ถูกต้อง ในเดือนพฤศจิกายน 2543 โลกตระหนักรู้ว่าพลังงานนิวเคลียร์เป็นเทคโนโลยีที่สกปรก อันตราย และ ไม่จำเป็น โดยได้ปฏิเสธว่าเป็นเครื่องมือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในการเจรจาเรื่องภาวะโลกร้อนของสหประชาชาติในเมืองฮ๊าก เนเธอแลนด์ ในเดือนเมษายน 2544 พลังงานนิวเคลียร์ถูกแรงซัดต่อไปอีก เมื่อที่ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืนปฏิเสธที่จะระบุว่านิวเคลียร์เป็นเทคโนโลยีที่ยั่งยืน
ภัยเสี่ยงต่างๆ จากพลังงานนิวเคลียร์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เป็นของคู่กันเสมอ และ คงอยู่ยาวนาน
ความปลอดภัย
ในโลกนี้ไม่มีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ใดที่ปลอดภัย เครื่องปฏิกรณ์ทุกเครื่องมีข้อบกพร่องด้านความปลอดภัยเป็นของคู่กัน ซึ่งไม่สามารถกำจัดไปได้โดยการเพิ่มคุณภาพความปลอดภัย เชื้อเพลิงที่เป็นกัมมันตภาพรังสีสูงต้องใช้ระบบทำความเย็นตลอดเวลา ซึ่งหากผิดพลาดอาจนำไปสู่หายนะจากการปล่อยสารกัมมันตภาพรังสี นอกจากนี้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ยังมีความเสี่ยงสูงต่อการนำไปใช้ก่อวินาศกรรมโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งรวมถึงการก่อการร้าย
กากนิวเคลียร์
ตั้งแต่วินาทีแรกที่มีการทำเหมืองแร่ยูเรเนียม จะเกิดการผลิตกากนิวเคลียร์ในปริมาณมหาศาล ไม่มีวิธีที่ปลอดภัยและปราศจาความเสี่ยงสำหรับการจัดเก็บกากนิวเคลียร์ ไม่มีประเทศใดในโลกที่มีวิธีแก้ปัญหากากนิวเคลียร์ในปริมาณสูงที่เป็นกัมมันตภาพรังสีเป็นเวลาหลายแสนปี ทางเลือกที่สร้างความเสียหายน้อยที่สุดในปัจจุบันก็คือการจัดเก็บกากนิวเคลียร์ไว้เหนือพื้นดิน ในที่จัดเก็บที่แห้ง ณ แหล่งกำเนิดกากนิวเคลียร์ อย่างไรก็ตาม ทางเลือกนี้มีปัญหาที่สำคัญหลายข้อ และมีภัยคุกคามดังที่กล่าวมา
การเพิ่มอย่างรวดเร็วของอาวุธนิวเคลียร์
การมีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครองของสหรัฐอเมริกา รัสเซีย ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร และ จีน กระตุ้นให้เทคโนโลยีและวัสดุนิวเคลียร์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทุกๆ รัฐที่มีความสามารถในการผลิตพลังงานนิวเคลียร์มีวิธีการที่จะจัดหาวัสดุนิวเคลียร์ที่ใช้ได้กับอาวุธนิวเคลียร์ นี่หมายความว่าประเทศที่มีพลังงานนิวเคลียร์ 44 ประเทศ สามารถกลายเป็นประเทศติดอาวุธนิวเคลียร์ 44 ประเทศ
หลายประเทศที่มีโครงการพลังงานนิวเคลียร์
เพื่อการค้าที่ปฏิบัติการอยู่ได้เริ่มการวิจัยที่มีวัตถุประสงค์ 2 ข้อ ได้แก่ การผลิตไฟฟ้า และเพื่อเป็นทางเลือกในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ นอกจากนี้โครงการนิวเคลียร์ที่มีพื้นฐานบนการแปรรูปแร่พลูโตเนียมซ้ำจากเชื้อเพลิงใช้แล้ว ได้เพิ่มความเสี่ยงของการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของอาวุธนิวเคลียร์ เนื่องจากการสร้างพลูโตเนียมเพิ่มขึ้นทำให้เกิดกากนิวเคลียร์เพิ่มขึ้น ซึ่งนำไปสู่วัสดุที่เพิ่มขึ้นสำหรับการสร้างระเบิดสกปรก
ดูแผนที่ 'ซูมดูความหายนะ' เพื่อดูประเทศที่มีโครงการอาวุธนิวเคลียร์หรือมีอาวุธนิวเคลียร์
ข้อมูลเพิ่มเิติม
รายงาน "เศรษฐศาสตร์พลังงานนิวเคลียร์"
เว็บไซต์ก้าวสู่การปฏิวัติพลังงานในประเทศไทย"
เว็บไซต์ก้าวสู่การปฏิวัติพลังงานในประเทศไทย : พลังงานนิวเคลียร์