บันทีก 25 ปี เชอร์โนบิล

สรุปสาระสำคัญ

เช้าวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2529 เกิดอุบัติภัยนิวเคลียร์ครั้งสำคัญในเตาปฏิกรณ์หมายเลข 4 ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลในประเทศยูเครน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตในสมัยนั้น มีการปลดปล่อยกัมมันตรังสีขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งนับว่ามีปริมาณมากกว่าการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ในจังหวัดฮิโรชิมาและนางาซากิของประเทศญี่ปุ่นนับพัน ๆ เท่า การระเบิดของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์นี้นับว่าเป็นอุบัติภัยนิวเคลียร์พลเรือนครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ และยังคงส่งผลกระทบมาจนถึงปัจจุบัน แม้ว่าเหตุการณ์นั้นจะผ่านพ้นไปเป็นเวลา 25 ปีแล้ว


26 เมษายน พ.ศ. 2529 เวลา 1.23 น.
ในชั่วพริบตา ระบบทดสอบเตาปฏิกรณ์กลายเป็นภัยพิบัติ

การเกิดระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลเริ่มจากการทดสอบ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานได้ทดสอบว่ากังหันไฟฟ้าจะผลิตพลังงานได้เพียงพอหรือไม่ที่จะทำให้ปั๊มหล่อเย็นทำงาน หากเกิดกรณีไฟฟ้าตกในช่วงเวลาก่อนที่เครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซลฉุกเฉินจะเริ่มทำงาน ตารางเวลาการทดสอบได้ถูกเลื่อนจากช่วงเวลากลางวันเป็นกลางคืนเนื่องจากต้องการทดสอบว่าเตาปฏิกรณ์จะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้เพียงพอกับความต้องการในช่วงกลางคืนซึ่งเป็นช่วงที่มีอัตราการใช้ไฟฟ้าสูงได้หรือไม่

ก่อนที่การทดสอบจะเริ่มขึ้นเมื่อเวลา 1.23 น. ไม่มีเจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญการเข้าเวรในช่วงเวลาดังกล่าว อีกทั้งระบบรักษาความปลอดภัยถูกปิดโดยเจตนา หลังจากการทดสอบเริ่มขึ้น เตาปฏิกรณ์ก็เริ่มอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถควบคุมได้ แกนเชื้อเพลิงในเตาปฏิกรณ์ปะทุออกทำให้เกิดการระเบิดอย่างรุนแรง ฝาครอบน้ำ หนัก 1,000 ตันที่คลุมอาคารเตาปฏิกรณ์ระเบิดออก อุณหภูมิกว่า 2,000 องศาเซลเซียสทำให้แท่งเชื้อเพลิงหลอมละลาย แท่งกราไฟต์ที่หุ้มเตาปฏิกรณ์ติดไฟและลุกไหม้เป็นเวลา 9 วัน


มีความพยายามในการดับไฟนานหลายวัน และได้มีการสร้าง
“โลงหินโบราณ” เพื่อปกคลุมเตาปฏิกรณ์ที่ได้รับความเสียหาย

หลังจากใช้เวลาก่อสร้าง 10 ชั่วโมงเจ้าหน้าที่ก็ละทิ้งพื้นที่โดยทันที จากวันที่ 27 เมษายนถึงวันที่ 5 พฤษภาคม เฮลิคอปเตอร์ของกองทัพบินอยู่เหนือบริเวณที่เกิดการเผาไหม้ เพื่อโปรยตะกั่วปริมาณ 2,400 ตัน และทรายปริมาณ 1,800 ตันลงสู่เปลวไฟที่ลุกโชนเพื่อดูดซับกัมมันตรังสี ความพยายามครั้งนั้นกลับไม่เป็นผลสำเร็จ แต่กลับยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงเนื่องจากเกิดการสะสมของความร้อนภายใต้กองวัสดุที่ทิ้งลงไป อุณหภูมิในเตาปฏิกรณ์พุ่งสูงขึ้น อีกทั้งยังมีกัมมันตรังสีพวยพุ่งออกมาจำนวนมาก ในระยะสุดท้ายของการผจญเพลิง แกนเชื้อเพลิงของเตาปฏิกรณ์ถูกทำให้เย็นลงด้วยสารไนโตรเจน กว่าเจ้าหน้าที่จะสามารถควบคุมไฟและการปล่อยกัมมันตรังสีไว้ได้ก็ล่วงเลยเข้าวันที่ 6 พฤษภาคมแล้ว

8 เดือนหลังเกิดเหตุระเบิด ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2529 ได้มีการสร้าง “โลงหินโบราณ” หรือสิ่งปกคลุมขนาดใหญ่ที่ทำจากเหล็กกล้าหนัก 7, 000 ตัน และคอนกรีต 410,000 ลูกบาศก์เมตร เพื่อปกคลุมเตาปฏิกรณ์ที่ระเบิด และเพื่อเป็นการหยุดการปลดปล่อยกัมมันตรังสีขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ หลังจากเหตุอุบัติภัยนิวเคลียร์ครั้งนี้ผ่านพ้นไป 3 ปี รัฐบาลสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตก็หยุดการก่อสร้างเตาปฏิกรณ์ที่ 5 และ 6 ที่เชอร์โนบิล หลังการเจรจาต่อรองในระดับนานาชาติซึ่งกินเวลามายาวนาน มีมติให้ปิดพื้นที่นั้น ในวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2543 นับเป็นเวลา 14 ปีหลังเกิดอุบัติเหตุ 


ผลลัพธ์จากอุบัติภัยนิวเคลียร์ที่เกิดจากมนุษย์ครั้งร้ายแรงที่สุดนี้ ก่อให้เกิดการปนเปื้อนของกัมมันตรังสีในวงกว้าง เกิดการอพยพย้ายถิ่นฐาน รวมถึงผลกระทบต่อสุขภาพระยาว ที่ยังคงส่งผลมาจนถึงปัจจุบัน

มีการประเมินว่าอุบัติเหตุครั้งนี้ปล่อยรังสีออกมามากกว่าการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ในจังหวัดฮิโรชิมาและนางาซากิของประเทศญี่ปุ่นหลายพันเท่า กัมมันตรังสีส่วนใหญ่แพร่กระจายออกไปในช่วง 10 วันแรก ก่อให้เกิดการปนเปื้อนในบริเวณกว้างใหญ่มหาศาล ส่งผลกระทบต่อประชากรนับล้าน ๆ คน อากาศที่แปรปรวนในช่วงเวลานั้นทำให้การปนเปื้อนกัมมันตรังสีแพร่กระจายไปอย่างกว้างขวางในหลาย ๆ ภาคส่วนของประเทศแถบสแกนดิเนเวีย กรีซ ยุโรปกลางและตะวันออก เยอรมันตะวันตก สวิสเซอร์แลนด์ ตอนเหนือของฝรั่งเศส และ สหราชอาณาจักร พื้นที่กว่า 125,000 - 150,000 ตารางกิโลเมตรในประเทศเบลารุส รัสเซีย และยูเครน ก็ได้รับการปนเปื้อนของกัมมันตรังสีในระดับสูงมากจนต้องอพยพผู้คน และมีการตั้งกฎระเบียบอย่างเข้มงวด เช่น ข้อกำหนดในการใช้พื้นที่และการใช้พื้นที่ผลิตอาหาร พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมีขนาดเท่า ๆ กับประเทศบังคลาเทศ หรือใหญ่เป็น 5 เท่าของประเทศเนเธอร์แลนด์ ในช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์นั้น ประชากรจำนวน 7 ล้านคน (3 ล้านคนเป็นเด็ก) อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าว มีเพียง 350,000 คนเท่านั้นที่ได้อพยพย้ายถิ่นออกไป

สิ่งที่น่าเป็นห่วงในระยะยาวก็คือการปนเปื้อนของสารกัมมันตรังสีที่ชื่อว่าซีเซียม 137 ซึ่งถ้าหากซีเซียมมีครึ่งชีวิต (half-life) อยู่ที่ 30 ปี ก็นับว่าต้องใช้เวลาหลายศตวรรษกว่าระดับการปนเปื้อนของกัมมันตรังสีจะสลายตัวไป ระดับของกัมมันตรังสีซีเซียมมีระดับสูงมากจนจำเป็นต้องมีการแทรกแซงจากรัฐบาล กัมมันตรังสียังแพร่กระจายจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลไปไกลถึงประเทศสก๊อตแลนด์ แลปแลนด์ และกรีซ ก่อให้เกิดการผลกระทบต่อสุขภาพที่เรื้อรังมาเป็นเวลาหลายทศวรรษแล้ว จากการศึกษาโดยกรีนพีซในปี พ.ศ. 2549 เพื่อรำลึกในการครบรอบ 20 ปีเหตุการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล ซึ่งทำการประเมินโดยใช้ข้อมูลจากสถิติโรคมะเร็งแห่งชาติเบลารุส เปิดเผยว่าจะมีผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งจำนวน 270,000 คน และจะมีกรณีที่เจ็บป่วยร้ายแรงจากโรคมะเร็งถึง 97,000 ราย ทั้งหมดนี้ล้วนแต่มีสาเหตุมาจากเหตุการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล[1]


25 ปีหลังเกิดเหตุระเบิด – สถานการณ์ในบริเวณรอบ ๆ เตาปฏิกรณ์ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลเป็นอย่างไรในปัจจุบัน?

มีสัญญาณเพียงน้อยนิดที่บ่งบอกว่าสถานการณ์ได้พัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น แม้ว่าเมื่อแรกเห็นจะพบว่าธรรมชาติรอบ ๆ เตาปฏิกรณ์ดูเหมือนว่าจะฟื้นฟูแล้ว แต่จากการวิจัยทางวิทยาศาสตร์พบว่ายังคงมีผลกระทบต่อดอกไม้และบรรดาสัตว์ส่วนใหญ่ในท้องถิ่นที่ได้รับการปนเปื้อนของกัมมันตรังสี ประชาชนเริ่มที่จะย้ายกลับไปอยู่ในหมู่บ้านและทุ่งหญ้าที่ตนเองได้ละทิ้งมา ทั้ง ๆ ที่มีหลักฐานอย่างชัดเจนว่าสถานที่เหล่านั้นยังคงเป็นสถานที่อันตรายต่อการพักอาศัยอยู่ ในปีพ.ศ. 2549 กรีนพีซเก็บตัวอย่างจากหมู่บ้านโบเบอร์ (Bober) ซึ่งตั้งอยู่นอกพื้นที่เสี่ยงอันตราย จากการวิเคราะห์พบว่าระดับการปนเปื้อนของกัมมันตรังสีมีค่าสูงกว่าระดับมาตรฐานของสหภาพยุโรปถึง 20 เท่า

ได้มีแผนการที่จะใช้พื้นที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลเป็นสถานที่ “ชั่วคราว” เพื่อเก็บเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้ว (กากกัมมันตรังสีที่ยังคงมีรังสีอยู่ในปริมาณที่สูงอยู่) อุตสาหกรรมนิวเคลียร์ได้ให้คำนิยามบริเวณดังกล่าวว่าเป็น “พื้นที่เสียสละ” โดยมีการวางแผนที่จะทิ้งกากกัมมันตรังสีที่มีอันตรายสูงไว้ที่นั่น ทั้ง ๆ ที่เป็นบริเวณที่ยังคงมีผู้คนอยู่อาศัย และคนเหล่านี้ยังคงทนทุกข์ทรมานจากผลกระทบที่เกิดจากเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล

นักวิทยาศาสตร์ชาวโซเวียตประเมินว่า “โลงหินโบราณ” ที่ปกคลุมเตาปฏิกรณ์นี้จะมีอายุได้ประมาณ 20-30 ปี แต่เนื่องจากมีการผุกร่อนอย่างรวดเร็ว อาจทำให้เกิดการพังทลายลงไปสู่แกนเชื้อเพลิงที่หลอมละลายได้ และอาจก่อให้เกิดการรั่วไหลของกัมมันตรังสีครั้งใหญ่เป็นหนที่สองได้อีก 

ขณะนี้ได้มีการเตรียมสร้าง “โลงหินโบราณ” ใหม่ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายราว 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่โครงการนี้ได้ประสบปัญหาบางประการ  ซึ่งคณะกรรมาธิการยุโรปได้ยอมรับว่าโครงการนี้ประสบปัญหาในการดำเนินการ อันเนื่องมาจากต้นทุนที่เพิ่มสูงจากเดิมเป็นสองเท่า ซึ่งเกิดจากความล่าช้าในการก่อสร้าง รัฐบาลทั่วโลกได้ถูกร้องขอให้ระดมหาเงินทุนจำนวน 750 ล้านยูโรเพื่อสนับสนุนการก่อสร้าง แต่เนื่องจากวิกฤตทางการเงินและงบประมาณแห่งชาติที่จำกัด ทำให้หลายประเทศเกิดความลังเลใจ ธนาคารเพื่อการบูรณะและพัฒนายุโรปซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบค่าใช้จ่ายของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลถึงกับยอมรับว่าการที่จะระดมหาเงินทุนเพิ่มขึ้นในช่วงเวลานี้นับเป็น “ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่”