เกษตรกร - นายและนางสมียาน

หน้า - เมษายน 25, 2551
ในยูเครน พื้นที่เกษตรกรรม 18,000 ตารางกิโลเมตรถูกปนเปื้อน แต่ผืนป่าต่างๆ ได้รับผลกระทบมากที่สุด ป่า 40% ถูกปนเปื้อน คิดเป็นพื้นที่ทั้งหมด 35,000 ตารางกิโลเมตร ผู้อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวยังคงกินผักและผลไม้จากสวนของตน และยังคงตกปลาและเก็บเห็ดและลูกเบอร์รี่ เพราะมันเป็นสิ่งที่พวกเขาคุ้นเคย แม้ว่านั่นจะหมายความว่าอาหารของพวกเขามีสารกัมมันตภาพรังสีสูงกว่าขีดจำกัด 2-5 เท่าก็ตาม

หนึ่งในบ้านหลายพันหลังที่ถูกทิ้งร้างหลังเกิดหายนะที่เชอร์โนบิล

รัฐบาลยูเครนระบุว่ากรณีเช่นนี้เกิดขึ้นกับประชาชน 3.5 ล้านคน ในรัสเซีย 19 ภูมิภาคได้รับผลกระทบ โดยมีประชาชน 2.7 ล้านคนอาศัยอยู่ในพื้นที่ปนเปื้อน และในเบลารุส 1 ใน 4 ส่วนของประเทศถูกโจมตีจากการระเบิดที่เชอร์โนบิลซึ่งปล่อยกัมมันตภาพรังสีออกมา ในตอนนั้นประชาชน 2.2 ล้านคนอาศัยอยู่ที่นั่น โดยตัวเลขลดลงเหลือ 1.5 ล้านคนหลังเกิดเหตุ พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากเป็นพิเศษ คือ พื้นที่รอบๆ เมืองโกเมล ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของรัสเซีย

กรีกอรี่และมาเรีย สมียาน อายุ 71 และ 77 ปี ตามลำดับ ต้องพลัดถิ่นหลังเกิดอุบัติเหตุ พวกเขาอาศัยอยู่ฝั่งประเทศเบลารุสห่างจากเชอร์โนบิล 27 กิโลเมตร คนในหมู่บ้านของพวกเขาถูกอพยพในเดือนมิถุนายน 2529 นายสมียานกล่าวว่า "รถบรรทุกขนย้าย 2 หรือ 3 ครอบครัวต่อคัน เราได้รับอนุญาตให้นำเตียงไป 1 ตัว ถุงมันฝรั่งและอาหารสำหรับ 3 วัน พวกเขาแจกเนื้อสัตว์กระป๋อง ส้ม และ เงิน 1,500 รูเบิลต่อคน"

นางสมียานกล่าวว่า "เราใช้เงินนั้นซื้อเฟอร์นิเจอร์ใหม่ แต่เราต้องทิ้งสัตว์ของเราไว้ ได้แก่ วัว 2 ตัว ลูกวัว 1 ตัว และ หมูน้ำหนัก 280 กิโลกรัม 2 ตัว" พื้นที่นั้นถูกปิดกั้น และพวกเขาถูกห้ามไม่ให้เข้าไป "น้าของฉันเสียชีวิตและพวกเราต้องการฝังเธอไว้ที่บ้านเกิดของเธอ" แต่เมื่อพวกเขาถึงด่านตรวจ พวกเขาถูกสั่งให้หยุดและถูกส่งไปที่อื่น "พวกเราต้องฝังเธอในหมู่บ้านอื่น"

มาเรีย สมียานไม่สนใจที่จะกลับไปที่หมู่บ้านของเธออีก แต่กรีกอรี่ต้องการกลับไป "ถ้าฉันทำได้ ฉันจะกลับไป แม้ในวันนี้ฉันก็จะไป ที่นั่นมีนกไนติงเกลร้องเพลง แต่ที่นี่มีแต่อีกาส่งเสียง"

เรื่องราวที่ถูกอ้างถึงบ่อยๆ กล่าวอ้างว่า เพื่อที่จะป้องกันการปนเปื้อนของกัมมันตภาพรังสีไม่ให้่แพร่ขยายไปสู่มอสโคว เมฆได้ถูกเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ฝนตกทางตอนตะวันออกเฉียงใต้ของเบลารุส อย่างไรก็ตามเมืองเว็ตก้าก็ยังถูกปนเปื้อน "คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ เมืองเว็ตก้าจะรอดพ้นอันตรายหรือไม่" วาสิลี บาฮาจีฟ นักเศรษฐศาสตร์ และรองผู้นำของสภาท้องถิ่น กล่าว "ในท้ายที่สุดไม่มีการอพยพ เพราะผู้คนที่นั่นจะไปอยู่ที่ไหนได้ล่ะ ก่อนเหตุการณ์เชอร์โนบิล 37,000 คนอาศัยอยู่ที่นั่น แต่ปัจจุบันเหลือประมาณ 20,000 คน"

แทนที่จะอพยพประชาชน รัฐบาลเบลารุสพยายามปรับปรุงบริการทางสังคมและการแพทย์ "บริการน้ำมันและน้ำอุปโภมบริโภคถูกติดตั้งทั่วทั้งพื้นที่ เด็กๆ ได้รับอาหารพิเศษและหญิงมีครรภ์ได้รับวิตามิน" คลินิกสร้างใหม่และโรงเรียนถูกดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ที่จบใหม่จากมหาวิทยาลัย เป็นข้อบังคับสำหรับพวกเขาที่ต้องทำงานในภาคตะวันออกเฉียงใต้หลายปีเพื่อชดใช้เงินกู้เพื่อการศึกษา

ในเว็ตก้า ลูคาเชนโค ประธานาธิบดีของเบลารุส ได้ทำพิธีเปิดผ้าคลุมอนุสาวรีย์เชอร์โนบิล "เพื่อที่ผู้คนจะไม่ต้องไปยังหมู่บ้านของพวกเขาที่ปนเปื้อนด้วยรังสีอีกต่อไปในยามที่ต้องการทำพิธีรำลึกถึงหายนะในครั้งนี้" บาฮาจีฟกล่าว หมู่บ้านส่วนต่างๆ พื้นที่เกษตรกรรม และ ผืนป่า ถูกกำหนดให้เป็นเขตแดนปิด แต่แทบจะไม่มีการควบคุมดูแล ใกล้ๆ กับเขตที่พักอาศัยต่างๆ คือ พื้นที่ที่ถูกปนเปื้อนซึ่งเริ่มจากในเขตเทศบาลต่างๆ และขยายออกไปหลายกิโลเมตร

พื้นที่เหล่านั้นส่วนมากถูกทิ้งร้าง แต่วัวยังกินหญ้าในทุ่งหญ้าที่เติบโตเกินขนาด" บาฮาจีฟกล่าวว่า "เกษตรกรที่ชื่อนายสมียานไม่ต้องการออกจากพื้นที่ อย่างไรก็ตามมีคนบอกว่าถ้าวัวถูกย้ายไปยังทุ่งหญ้าที่ปราศจากมลพิษเป็นเวลา 2 สัปดาห์ก่อนถูกฆ่า เนื้อของพวกมันจะสะอาดและกินได้"

-------------

 

เรื่องราวนี้เป็นบท คัดย่อจากหนังสือฉบับที่ 4 เรื่อง ประกาศนียบัตรหมายเลข 000358/หายนะจากนิวเคลียร์ในคาซัคสถาน ยูเครน เบลารุส อูรัลส์ และ ไซบีเรีย © (ภาพถ่าย) พ.ศ. 2549 โรเบิร์ต นอธ © (เรื่อง) 2549 อังตัวเน็ต เดอ ยอง