ยูริ คอร์นีฟ เป็นคนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่จากกลุ่มคนที่ทำงานกะกลางคืนที่หน่วยที่ 4 ในคืนอุบัติเหตุเชอร์โนบิล เขาเป็นต้อกระจก แต่มองเห็นอีกครั้ง "นรกที่แท้จริงอยู่ที่โรงพยาบาลในมอสโคว ไม่ใช่ที่เชอร์โนบิล ผมเห็นเพื่อนหลายคนของผมเสียชีวิตที่นั่น"
พวกเขาทำลายและฝังหมู่บ้านที่ถูกปนเปื้อน ราดยางมะตอยใหม่ให้กับถนนในชนบท และ ฉีดพ่นหลังคาตึกรามบ้านช่องด้วยสารเคมีพิเศษ พวกเขาอพยพชาวบ้าน ขนย้ายวัวและหมูไปสู่คอกใหม่ และ ปฏิบัติงานอื่นๆ ที่ต้องทำให้เสร็จ บ่อยครั้งพวกเขาไม่มีสิ่งป้องกันรังสีที่ร้ายแรงถึงชีวิต
เขาเข้ากะตอนเที่ยงคืน ยูริ คอร์นีฟทำงานที่เครื่องปฏิกรณ์หน่วยที่ 4 เขามาทำงานตามปกติโดยไม่รู้ว่าในคืนวันที่ 26 เมษายน 2529 ทีมงานกะกลางคืนได้รับคำสั่งพิเศษจากมอสโควให้ดำเนินการทดสอบอย่างหนึ่ง
พวกเขาต้องทดสอบว่ากังหันจะสามารถให้กำลังไฟฟ้ามากพอเพื่อทำให้ระบบทำความเย็นทำงานเมื่อไฟฟ้าถูกตัดได้หรือไม่ ก่อนเริ่มการทดลอง ระบบความปลอดภัยทุกระบบถูกปิด ปฏิกิริยาลูกโซ่ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นไม่สามารถถูกควบคุมได้ "มีเสียงกระแทกดังมาก" คอร์นีฟทวนความจำ
"เราไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น" การระเบิดมีกำลังมากจนทำให้หลังคาน้ำหนัก 1,000 ตันของอาคารระเบิดออก วัสดุกัมมันตภาพรังสีปริมาณมากถูกพัดสูงขึ้นสู่บรรยากาศ และแพร่กระจายปกคลุมทางตอนเหนือ
คอร์นีฟยืนตะลึงงัน แน่นิ่งเพราะแสงสว่างอันน่าตื่นตะลึง "มันเป็นไฟที่สวย งดงามเหลือเชื่อ" ไฟนั้นทำลายตาของเขา แต่ในตอนแรกเขาไม่ทันสังเกตและทำงานต่อไปเหมือนนักบินอัตโนมัติที่ถูกกดปุ่มเปิดให้ทำงานเพื่อที่เขาจะสามารถรับมือกับวิกฤตการณ์นี้ได้ "เราต้องกำจัดก๊าซฮีเลียมออกจากอาคาร และป้องกันไม่ให้น้ำมันโดนไฟ"
เขารายงานอย่างถ่อมตัว แต่ผู้ร่วมงานหลายคนอธิบายวิธีที่คอร์นีฟป้องกันหายนะที่รุนแรงกว่านั้นโดยการดับไฟในขณะที่ท่อส่งน้ำมันที่นำไปสู่เชื้อเพลิง 38 ตันได้ลุกไหม้ขึ้นแล้ว มันลุกไหม้ไม่นานนัก "ผมแทบมองไม่เห็น และจากนั้นผมรู้สึกอ่อนแอมาก" เขาไปจบลงที่หน่วยแพทย์ที่กำลังยุ่งเหยิง
"ผู้คนอาเจียนเต็มไปหมด พวกเขาอาเจียนออกมาจนไม่มีอะไรเหลือในท้อง" นี่เป็นอาการของโรคร้ายแรงที่เกิดจากการได้รับรังสีแกมม่ามากเกินขนาด รถพยาบาลวิ่งไปมาไม่หยุดหย่อน คอร์นีฟรออย่างอดทนในเชอร์โนบิลจนเมื่อถึงตาเขาถูกเคลื่อนย้ายไปยังโรงพยาบาล คอร์นีฟพูดถึงเหตุการณ์ในคืนแห่งหายนะด้วยเสียงเบาๆ และคำพูดที่น้อยมากว่า "มีหมอ เขาฉีดยาให้ผม ผมถูกนำไปที่เตียง และหลับไป"
เช้าวันรุ่งขึ้น ยูริ คอร์นีฟตื่นขึ้นในโรงพยาบาลพรีพริท "ผมรู้สึกดีขึ้นมาก อากาศดี ผู้คนดูมีความสุข และมีคนส่งเบียร์ให้พวกเราทางหน้าต่าง แต่เย็นวันนั้น ทีมงานกะกลางคืนที่ทำงานตอนเกิดระเบิดถูกเคลื่อนย้ายโดยรถบัสไปยังสนามบินบอริสพอล ในเมืองเคียฟ
"พวกเขาย้ายเราทางเครื่องบินไปยังมอสโคว เครื่องบินทูโพเลฟ 154 ถูกอัดแน่น" รอบๆ คอร์นีฟ ผู้คนคุยกันระงมเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นและอุทานว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไรกัน คอร์นีฟจำไม่ได้มากนัก เขาผลอยหลับตลอดเวลา "ผมเหนื่อย เหนื่อยมากเหลือเกิน"
"นรกที่แท้จริงไม่ได้เกิดขึ้นจนเมื่อเหตุการณ์ที่มอสโควเกิดขึ้น" ยูริ คอร์นีฟ แห่งเมืองเคียฟ กล่าวเมื่อ 20 ปีต่อมา "เพื่อนๆ ของผมเสียชีวิตอยู่รอบๆ ตัวผม ผมเคยทำงานกับพวกเขาหลายคนเป็นเวลาหลายปี บางคนถูกฝังในโลงศพที่หล่อจากตะกั่วเพื่อป้องกันรังสี ยูริ คอร์นีฟพยายามส่งข้อความไปหาภรรยาของเขาจากโรงพยาบาลหมายเลข 6 "แต่เธอถูกอพยพไปจากพรีพริทแล้ว มีคนบอกเธอว่าผมไม่รอดชีวิต"
คอร์นีฟได้รับการฝังเลนส์ตาใหม่หลังการมองเห็นของเขาเสื่อมถอยลงไปอีก
สหภาพทหารผ่านศึกระบุว่าคอร์นีฟเป็นคนเดียวที่รอดชีวิตจากกลุ่มคนงานที่ปฏิบัติหน้าที่ที่หน่วยที่ 4 ในขณะที่เกิดระเบิดขึ้น เขาได้รับปริมาณรังสีสูงเกินกว่าที่เขาจะกล้าก้าวเท้าลงไปยังโรงงานนิวเคลียร์ใดๆ ได้อีก "เพราะผมอาจได้รับอันตรายถึงชีวิต"
เขาพยายามหางานทำ แต่ทันทีที่ประวัติทางการแพทย์ของเขาถูกวางลงบนโต๊ะ การสัมภาษณ์ของเขาก็จบลงทันที ปัจจุบัน คอร์นีฟไม่เข้มแข็งพออีกต่อไปที่จะทำงานที่ใช้แรง เขาได้แต่ดำเนินชีวิตต่อไป โดยเฝ้ารอและสงสัยว่าระเบิดเวลาที่ถูกตั้งเวลาไว้ข้างในตัวเขาจะระเบิดเมื่อใด "ผมไปโรงนา ปลูกผัก และกินน้ำผึ้ง"
ในที่สุดเครื่องปฏิกรณ์นิวเ้คลียร์ที่เชอร์โนบิลถูกสั่งให้หยุดดำเนินการทั้งหมด ซึ่งทำให้บางครั้งยูริ คอร์นีฟสงสัยว่า "การสร้างมันขึ้นมาคุ้มค่าความพยายามของพวกเราแล้วหรือ"
-------------
เรื่องราวนี้เป็นบท คัดย่อจากหนังสือฉบับที่ 4 เรื่อง ประกาศนียบัตรหมายเลข 000358/หายนะจากนิวเคลียร์ในคาซัคสถาน ยูเครน เบลารุส อูรัลส์ และ ไซบีเรีย © (ภาพถ่าย) พ.ศ. 2549 โรเบิร์ต นอธ © (เรื่อง) 2549 อังตัวเน็ต เดอ ยอง