เกณฑ์การให้คะแนน

หน้า - มีนาคม 31, 2552

อธิบายเกณฑ์การจัดอันดับ

เกณฑ์การจัดอันดับสะท้อนถึง 2 ข้อเรียกร้องของงานรณรงค์ด้านสารพิษต่อบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำ คือ บริษัทอิเล็กทรอนิกส์ต้อง

(1) เลิกใช้สารอันตรายในผลิตภัณฑ์

(2) รับผิดชอบต่อซากผลิตภัณฑ์ของตนโดยการรับคืนเพื่อนำไปรีไซเคิล

ทั้ง 2 ประเด็นนั้นเกี่ยวโยงกัน โดยการไม่ใช้สารพิษในผลิตภัณฑ์จะช่วยให้สามารถรีไซเคิลซากผลิตภัณฑ์ได้อย่างปลอดภัย

1. เกณฑ์ให้คะแนนด้านการใช้สารพิษ

กรีนพีซต้องการให้บริษัทเลิกใช้สารพิษ

การทดแทนสารอันตรายในกระบวนการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์จะช่วยป้องกันคนงานจาก การสัมผัสสารเหล่านี้ ป้องกันการปนเปื้อนในชุมชนใกล้บริเวณโรงงานผลิต และยังช่วยป้องกันการรั่วไหลออกมาของสารเคมี เช่น สารทนไฟโบรมีน (BFRs) ระหว่างการใช้งาน และช่วยให้สามารถนำซากผลิตภัณฑ์หรือขยะอิเล็กทรอนิกส์ไปรีไซเคิลได้อย่างปลอดภัย การมีสารพิษในผลิตภัณฑ์จะทำให้สารพิษคงอยู่ในวงจรสารพิษโดยไม่สูญไป จากการนำขยะอิเล็กทรอนิกส์มารีไซเคิลและการใช้วัสดุทุติยภูมิที่ปนเปื้อนมาผลิตสินค้าใหม่

การรีไซเคิลไม่สามารถทำอย่าง ’ปลอดภัย’ ได้

นอกเสียจากว่าจะเลิกใช้สารพิษในผลิตภัณฑ์ ด้วยเหตุนี้ เกณฑ์ให้คะแนนบริษัทในด้านการใช้สารเคมี (มี 5 เกณฑ์ด้วยกัน โดยบริษัทจะได้คะแนน คูณ2 ในกรณีที่มีผลิตภัณฑ์รุ่นที่ไร้สาร PVC และ BFRs วางขายแล้ว) จึงมีน้ำหนักมากกว่าเกณฑ์ให้คะแนนด้านการรีไซเคิล

   1.1 นโยบายด้านสารเคมีบนฐานของหลักการป้องกันไว้ก่อน (Precautionary Principle)

กรีนพีซเชื่อว่าบริษัทควรนำหลักการป้องกันไว้ก่อนมาใช้สำหรับการตัดสินใจในการปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อม

นโยบายด้านสารเคมีบนหลักการป้องกันไว้ก่อนหมายความว่า บริษัทจะปฏิบัติการเพื่อทดแทน/เลิกใช้สารเคมีหรือกลุ่มสารเคมีที่เป็นที่สงสัย แม้ว่ายังไม่มีการยืนยันทางวิทยาศาสตร์ว่าสารเคมีเหล่านี้ส่งผลอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมก็ตาม การปฏิบัติตามนโยบายด้านสารเคมีบนหลักการป้องกันไว้ก่อนจำเป็นต้องมีระบบรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสารเคมีต้องสงสัย และกลไกสำหรับบริษัทเพื่อริเริ่มปฏิบัติการลดละเลิกการใช้สารเคมีเหล่านั้น จากนั้นจึงเริ่มค้นคว้าวิจัยหาสารทดแทนที่ปลอดภัยกว่า

เพื่อ ให้ได้คะแนนเต็มในเกณฑ์นี้ หลักการป้องกันไว้ก่อนของบริษัทจะต้องระบุถึงการลงมือปฏิบัติเพื่อทดแทนสาร เคมีแม้ว่าจะยังไม่มีการยืนยันทางวิทยาศาสตร์อย่างแน่นอนเกี่ยวกับผลกระทบ ต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพก็ตาม

หลักการป้องกันไว้ก่อนคืออะไร

หลักการป้องกันไว้ก่อนไม่ใช่แนวคิดใหม่ แต่ได้ถูกนำมาใช้โดยข้อตกลงระหว่างประเทศ สนธิสัญญา และ การประกาศทางการเมืองหลายครั้ง แต่ว่าความหมายของมันคืออะไร

ในแง่ของการจัดการสิ่งแวดล้อม หลักการป้องกันไว้ก่อนหมายถึง การลงมือปฏิบัติเพื่อเลิกใช้สารเคมีที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือสิ่งแวดล้อม แม้ว่ายังไม่มีการยืนยันในทางวิทยาศาสตร์ถึงผลอันตรายทั้งหมดอย่างชัดเจนก็ตาม แต่การพิสูจน์ถึงอันตรายในลักษณะนี้อาจเป็นไปไม่ได้เลย หรืออย่างน้อยกว่าจะพิสูจน์ได้มันก็สายไปแล้วที่จะหลีกเลี่ยงหรือแก้ไขความเสียหายที่เกิดขึ้นไปแล้วให้กลับสู่สภาพเดิมได้

2. การจัดการสารเคมี

การให้คะแนนในเกณฑ์นี้ขึ้นอยู่การจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของบริษัทเพื่อให้ผู้จัดจำหน่ายสินค้าให้โรงงาน (Supplier) เลิกใช้สารที่ถูกห้ามใช้หรือสารที่ถูกจำกัดการใช้ บริษัทต้องอธิบายว่ากำลังใช้ระบบอะไรอยู่เพื่อลดละเลิกการใช้สารอันตราย ต่างๆ (เช่น PVC, BFRs) และเพื่อให้สามารถปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ได้

   2.1 นโยบายสารเคมีที่นำหลักการป้องกันไว้ก่อนมาใช้

อย่างน้อยที่สุดจำเป็นต้องมีระบบรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสารเคมีต้องสงสัย และกลไกสำหรับบริษัทเพื่อริเริ่มลงมือปฏิบัติการลดละเลิกการใช้สารเคมีเหล่านั้น จากนั้นจึงเริ่มค้นคว้าวิจัยหาสารทดแทนที่ปลอดภัยกว่า

เพื่อให้ได้คะแนนเต็มในเกณฑ์นี้ สาธารณชนต้องสามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับรายชื่อสารที่ถูกกำจัดการใช้และสารต้องห้ามได้ รวมทั้งบริษัทต้องอธิบายว่ามีการบังคับใช้ข้อกำหนดเหล่านี้ในห่วงโซ่อุปทานของบริษัทอย่างไร นอกจากนี้บริษัทจำเป็นต้องระบุรายชื่อสารที่กำลังถูกพิจารณาสำหรับการจำกัดหรือการยกเลิกใช้ในอนาคตด้วย

   2.2 การกำหนดเวลาเลิกใช้สาร PVC ทั้งหมดในผลิตภัณฑ์

กรี นพีซต้องการให้บริษัทยกเลิกการใช้สารอันตรายทั้งหมด และนำหลักการป้องกันไว้ก่อนมาใช้ โดยเริ่มต้นที่สารอันตรายทั้งหมดตามที่ระบุในบัญชีรายชื่อ OSPAR+ หรือ 'บัญชีรายชื่อสารเคมีสำหรับปฏิบัติการอันดับแรก' พ.ศ.2541 ซึ่งได้ถูกร่างขึ้นโดยหลายรัฐบาลภายใต้คณะกรรมการออสโล-ปารีสเพื่อการคุ้ม ครองสิ่งแวดล้อมทางน้ำของแอตแลนติกตะวันออกเฉียงเหนือ (Oslo-Paris Commission for the Protection of the Marine Environment of the North-East Atlantic; OSPAR) กรีนพีซได้ขยายบัญชีรายชื่อนี้โดยรวมเอาสาร PVC เข้าไปด้วยและเรียกว่าบัญชีรายชื่อ OSPAR+

สาร PVC (Polyvinyl Chloride)

เป็น พลาสติกคลอรีนถูกใช้ในผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์บางชนิดและใช้เพื่อเป็นฉนวน ของสายไฟและเคเบิ้ล  สาร PVC เป็นหนึ่งในพลาสติกที่มีการใช้อย่างแพร่หลายมากที่สุด แต่ก่อให้เกิดมลพิษได้จากการผลิต การใช้ และ การกำจัดทิ้ง สารไดอ็อกซินคลอรีนและฟิวแรนจะถูกปล่อยออกมาระหว่างกระบวนการผลิตหรือการ กำจัดทิ้งโดยการเผาในโรงเผาขยะ (หรือแม้แต่การเผาทิ้งธรรมดาทั่วไป) สารไดอ็อกซินและฟิวแรนเป็นประเภทสารประกอบเคมีซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างแพร่ หลายว่าเป็นหนึ่งในสารพิษอันตรายที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยผลิตออกมา แม้ในความเข้มข้นที่ต่ำมากก็ตาม

เพื่อให้ได้คะแนนเต็มในเกณฑ์นี้ บริษัทต้องให้คำมั่นสัญญาว่าจะยกเลิกการใช้สาร PVC ทั้งหมด โดยต้องกำหนดเวลายกเลิกใช้ให้เหมาะสม

   2.3 การกำหนดเวลาเลิกใช้สารทนไฟโบรมีนทั้งหมดในผลิตภัณฑ์

กรี นพีซต้องการให้บริษัทเลิกใช้สารอันตรายทั้งหมด และนำหลักการป้องกันไว้ก่อนมาใช้ โดยเริ่มต้นที่สารอันตรายทั้งหมดตามที่ระบุในบัญชีรายชื่อ OSPAR ซึ่งรวมถึงสารทนไฟโบรมีน (Brominated Flame Retardants / BFRs) ทุกชนิด ที่อยู่ใน  'บัญชีรายชื่อสารเคมีสำหรับปฏิบัติการอันดับแรก' ค.ศ.1998 ที่ร่างขึ้นโดยหลายรัฐบาลภายใต้คณะกรรมการออสโล-ปารีสเพื่อการคุ้มครอง สิ่งแวดล้อมทางน้ำของแอตแลนติกตะวันออกเฉียงเหนือ (Oslo-Paris Commission for the Protection of the Marine Environment of the North-East Atlantic / OSPAR)

กรีนพีซคาดหวังว่าบริษัทที่มีความรับผิดชอบจะลดละเลิกใช้ สาร BFRs ทุกชนิด ไม่ใช่แค่ชนิดที่ถูกห้ามใช้ในข้อกำหนดการห้ามใช้สารอันตรายในชิ้นส่วนอุปกรณ์ทางไฟฟ้าและทางอิเล็กทรอนิกส์ (RoHS) ของสหภาพยุโรปเท่านั้น

BFRs ซึ่งถูกนำมาใช้ในแผ่นวงจรและในเคสพลาสติก จะสลายตัวได้ยาก และสะสมในสิ่งแวดล้อม การได้รับ BFRs เป็นเวลานานสามารถส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้และระบบความจำได้ BFRs ยังสามารถไปแทรกแทรงการทำงานของระบบฮอร์โมนไธรอยด์และเอสโตรเจนได้ด้วย การสัมผัส BFRs ของตัวอ่อนในครรภ์จะทำให้มีปัญหาพฤติกรรมในเด็กได้  TBBPA ซึ่งเป็น BFR ชนิดหนึ่งที่ถูกนำมาใช้ในแผงวงจรสามารถทำให้ระบบประสาทเป็นพิษได้

BFRs ปริมาณมากที่ใช้อยู่ในผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ในปัจจุบันสามารถก่อให้เกิดได อ็อกซิน โบรมีน และ ฟิวแรนได้ เมื่อกลายมาเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์และถูกนำไปหลอมและเผาในโรงเผาขยะ หรือเผาในที่โล่ง สารไดอ็อกซินและฟิวแรนเป็นประเภทสารประกอบเคมีซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างแพร่ หลายว่าเป็นหนึ่งในสารพิษอันตรายที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยผลิตออกมา แม้ในความเข้มข้นที่ต่ำมากก็ตาม

เพื่อให้ได้คะแนนเต็มในเกณฑ์นี้ บริษัทต้องให้คำมั่นสัญญาว่าจะเลิกใช้สาร BFRs ทั้งหมด โดยต้องกำหนดเวลายกเลิกใช้ให้เหมาะสม

บริษัทที่มีผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์รุ่นที่ไร้สาร PVC และ BFRs วางขายแล้ว จะได้คะแนน คูณ2  เพื่อให้ได้คะแนนเต็มในเกณฑ์นี้ ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของบริษัทต้องไม่มีทั้งสาร PVC และ BFRs เป็นส่วนประกอบ หากบริษัทมีส่วนประกอบที่มีสาร PVC และ/หรือ BFRs ที่เป็นชนิดเดียวกับส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ซึ่งไร้สาร PVC และ/หรือ BFRs จะไม่ได้คะแนนเต็ม เพราะไม่ถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ทั้งระบบ

   2.4 การสนับสนุนความรับผิดชอบของผู้ผลิตแบบเฉพาะราย

เป็นสิ่งสำคัญที่บริษัทควรสนับสนุนความรับผิดชอบของผู้ผลิตแบบเฉพาะราย (Individual Producer Responsibility; IPR) เพราะแสดงให้เห็นถึงการปฏิบัติการในทางบวก โดยการรับซากผลิตภัณฑ์ยี่ห้อของตนคืนเพื่อนำไปใช้ซ้ำและรีไซเคิล บริษัทที่สนับสนุน IPR เชื่อว่าตนควรได้รับรางวัลจากนวัตกรรมการออกแบบของตน  บริษัทที่ต่อต้าน IPR (หรือแม้แต่หลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต) และเรียกร้องให้ใช้ความรับผิดชอบของผู้ผลิตแบบส่วนรวม (Collective Producer Responsibility) เป็นบริษัทที่ต้องการผลักภาระการจัดการซากผลิตภัณฑ์ของตนให้ตกอยู่กับผู้เสียภาษีทั้งหมด และ/หรือ ให้บริษัทอื่นร่วมแบกภาระไว้ด้วย

เพื่อให้ได้คะแนนเต็มในเกณฑ์นี้ บริษัทต้องระบุถึงการสนับสนุนหลักการ IPR อย่างชัดแจ้ง

   2.5 มีระบบอาสารับซากผลิตภัณฑ์กลับคืนในประเทศที่ไม่มีกฎหมายบังคับ

การ ให้คะแนนในเกณฑ์นี้ ขึ้นอยู่กับว่าบริษัทมีระบบอาสารับซากผลิตภัณฑ์กลับคืนและระบบรีไซเคิลใน ประเทศ/รัฐที่ไม่มีกฎหมายบังคับให้ทำหรือไม่ สหภาพยุโรปมีระเบียบ WEEE (Waste from Electrical and Electronic Equipment) ซึ่งกำหนดให้ผู้ผลิตรับคืนและรีไซเคิลซากผลิตภัณฑ์ของตน ประเทศญี่ปุ่นก็มีกฎหมายคล้ายกันโดยผู้ผลิตต้องรับผิดชอบต่อการรีไซเคิลซาก เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านและซากคอมพิวเตอร์

เพื่อ ให้ได้คะแนนเต็มในเกณฑ์นี้ บริษัทต้องมีบริการรับซากผลิตภัณฑ์กลับคืนและบริการรีไซเคิลทั้งสำหรับ ลูกค้าที่เป็นบริษัทและลูกค้าทั่วไป ในทุกประเทศที่มีผลิตภัณฑ์วางขาย

   2.6 ให้ข้อมูลแก่ลูกค้าทั่วไปเกี่ยวกับบริการรับซากผลิตภัณฑ์กลับคืน

การให้คะแนนในเกณฑ์นี้ ขึ้นอยู่กับการที่บริษัทให้ข้อมูลแก่ลูกค้าทั่วไปของบริษัทว่าจะส่งคืนซากผลิตภัณฑ์ได้อย่างไร เช่น บริการส่งคืนทางไปรษณีย์ฟรี การมีจุดรวบรวมซากผลิตภัณฑ์ เป็นต้น

เพื่อให้ได้คะแนนเต็มในเกณฑ์นี้ บริษัทต้องให้ข้อมูลที่เข้าถึงได้ง่ายต่อลูกค้าทั่วไปเกี่ยวกับการส่งคืน (จะทำอย่างไรกับ) ซากผลิตภัณฑ์ยี่ห้อของตน ในทุกประเทศที่มีผลิตภัณฑ์ของตนวางขาย

   2.7 การรายงานปริมาณซากผลิตภัณฑ์ที่รวบรวมและนำไปรีไซเคิลได้

การให้คะแนนในเกณฑ์นี้ ขึ้นอยู่กับการรายงานของบริษัทเกี่ยวกับปริมาณซากผลิตภัณฑ์ที่นำไปรีไซเคิลได้

บริษัท จะรายงานเกี่ยวกับการรีไซเคิลซากผลิตภัณฑ์โดยการให้ข้อมูลปริมาณซาก ผลิตภัณฑ์ที่ถูกนำไปรีไซเคิลต่อปีหรือปริมาณสะสม เป็นน้ำหนักหรือจำนวนชิ้น ซึ่งระบบเมตริกนี้ไม่สามารถประเมินค่าได้หากเทียบกับยอดขาย (ในอดีต) อีกทั้งยังไม่สามารถเปรียบเทียบอัตราการรีไซเคิลของแต่ละบริษัทได้ เพราะแต่ละบริษัทมีประเภทผลิตภัณฑ์และน้ำหนักที่ต่างกัน เช่น บริษัทที่ผลิตโทรศัพท์มือถือเพียงอย่างเดียว เทียบกับบริษัทที่ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านหลายชนิด

ทางที่ดีที่สุด กรีนพีซต้องการให้บริษัทรายงานปริมาณ/จำนวนชิ้นที่รีไซเคิลได้ เปรียบเทียบกับยอดขายในปี X (อายุการใช้งานเฉลี่ยของผลิตภัณฑ์ตอนที่กลายมาเป็นซากขยะอิเล็กทรอนิกส์) เช่น ถ้าอายุการใช้งานเฉลี่ยของคอมพิวเตอร์เอชพีตอนที่กลายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ คือ 6 ปี กรีนพีซต้องการให้เอชพี รายงานว่ามีคอมพิวเตอร์ปริมาณเท่าไร (เป็นจำนวนเครื่องหรือน้ำหนัก) ที่นำไปรีไซเคิลได้ในปี พ.ศ. 2549 เมื่อเทียบกับยอดขายที่คิดเป็น % ใน พ.ศ.2543

เอชพีได้คิดค้นการรายงาน % การรีไซเคิลซากผลิตภัณฑ์เทียบกับยอดขายเป็นระบบเมตริก รายงาน Global Citizenship พ.ศ.2549 ของเอชพีระบุว่าอัตราปริมาณการรีไซเคิล/การนำไปใช้ซ้ำ ซากผลิตภัณฑ์ของเอชพีเมื่อเทียบกับยอดขาย คือ 10.3% ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: http://www.hp.com/hpinfo/globalcitizenship/gcreport/products/recycling.html

หากว่า ทุกบริษัทนำระบบเมตริกนี้มาใช้ จะทำเราให้สามารถเปรียบเทียบ % การรีไซเคิลซากผลิตภัณฑ์ของเอชพีในปี พ.ศ. 2549 (10.3%) กับอัตราการีไซเคิลกับบริษัทอื่นได้

เอชพีได้คะแนนเต็มในเกณฑ์นี้ เพราะว่าเป็นบริษัทเดียวที่นำระบบเมตริกที่เทียบกับ % ยอดขายมาใช้

หมวด