อธิบายเกณฑ์การจัดอันดับ เกณฑ์การจัดอันดับสะท้อนถึง 2 ข้อเรียกร้องของงานรณรงค์ด้านสารพิษต่อบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำ คือ บริษัทอิเล็กทรอนิกส์ต้อง (1) เลิกใช้สารอันตรายในผลิตภัณฑ์ (2) รับผิดชอบต่อซากผลิตภัณฑ์ของตนโดยการรับคืนเพื่อนำไปรีไซเคิล ทั้ง 2 ประเด็นนั้นเกี่ยวโยงกัน โดยการไม่ใช้สารพิษในผลิตภัณฑ์จะช่วยให้สามารถรีไซเคิลซากผลิตภัณฑ์ได้อย่างปลอดภัย1. เกณฑ์ให้คะแนนด้านการใช้สารพิษ กรีนพีซต้องการให้บริษัทเลิกใช้สารพิษ การทดแทนสารอันตรายในกระบวนการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์จะช่วยป้องกันคนงานจาก
การสัมผัสสารเหล่านี้ ป้องกันการปนเปื้อนในชุมชนใกล้บริเวณโรงงานผลิต
และยังช่วยป้องกันการรั่วไหลออกมาของสารเคมี เช่น สารทนไฟโบรมีน (BFRs)
ระหว่างการใช้งาน
และช่วยให้สามารถนำซากผลิตภัณฑ์หรือขยะอิเล็กทรอนิกส์ไปรีไซเคิลได้อย่างปลอดภัย
การมีสารพิษในผลิตภัณฑ์จะทำให้สารพิษคงอยู่ในวงจรสารพิษโดยไม่สูญไป
จากการนำขยะอิเล็กทรอนิกส์มารีไซเคิลและการใช้วัสดุทุติยภูมิที่ปนเปื้อนมาผลิตสินค้าใหม่การรีไซเคิลไม่สามารถทำอย่าง ’ปลอดภัย’ ได้ นอกเสียจากว่าจะเลิกใช้สารพิษในผลิตภัณฑ์ ด้วยเหตุนี้
เกณฑ์ให้คะแนนบริษัทในด้านการใช้สารเคมี (มี 5 เกณฑ์ด้วยกัน
โดยบริษัทจะได้คะแนน คูณ2 ในกรณีที่มีผลิตภัณฑ์รุ่นที่ไร้สาร PVC และ BFRs
วางขายแล้ว) จึงมีน้ำหนักมากกว่าเกณฑ์ให้คะแนนด้านการรีไซเคิล 1.1 นโยบายด้านสารเคมีบนฐานของหลักการป้องกันไว้ก่อน (Precautionary Principle) กรีนพีซเชื่อว่าบริษัทควรนำหลักการป้องกันไว้ก่อนมาใช้สำหรับการตัดสินใจในการปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อม นโยบายด้านสารเคมีบนหลักการป้องกันไว้ก่อนหมายความว่า
บริษัทจะปฏิบัติการเพื่อทดแทน/เลิกใช้สารเคมีหรือกลุ่มสารเคมีที่เป็นที่สงสัย
แม้ว่ายังไม่มีการยืนยันทางวิทยาศาสตร์ว่าสารเคมีเหล่านี้ส่งผลอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมก็ตาม
การปฏิบัติตามนโยบายด้านสารเคมีบนหลักการป้องกันไว้ก่อนจำเป็นต้องมีระบบรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสารเคมีต้องสงสัย
และกลไกสำหรับบริษัทเพื่อริเริ่มปฏิบัติการลดละเลิกการใช้สารเคมีเหล่านั้น จากนั้นจึงเริ่มค้นคว้าวิจัยหาสารทดแทนที่ปลอดภัยกว่า เพื่อ
ให้ได้คะแนนเต็มในเกณฑ์นี้
หลักการป้องกันไว้ก่อนของบริษัทจะต้องระบุถึงการลงมือปฏิบัติเพื่อทดแทนสาร
เคมีแม้ว่าจะยังไม่มีการยืนยันทางวิทยาศาสตร์อย่างแน่นอนเกี่ยวกับผลกระทบ
ต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพก็ตามหลักการป้องกันไว้ก่อนคืออะไร หลักการป้องกันไว้ก่อนไม่ใช่แนวคิดใหม่
แต่ได้ถูกนำมาใช้โดยข้อตกลงระหว่างประเทศ สนธิสัญญา
และ การประกาศทางการเมืองหลายครั้ง แต่ว่าความหมายของมันคืออะไร ในแง่ของการจัดการสิ่งแวดล้อม หลักการป้องกันไว้ก่อนหมายถึง การลงมือปฏิบัติเพื่อเลิกใช้สารเคมีที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือสิ่งแวดล้อม
แม้ว่ายังไม่มีการยืนยันในทางวิทยาศาสตร์ถึงผลอันตรายทั้งหมดอย่างชัดเจนก็ตาม แต่การพิสูจน์ถึงอันตรายในลักษณะนี้อาจเป็นไปไม่ได้เลย
หรืออย่างน้อยกว่าจะพิสูจน์ได้มันก็สายไปแล้วที่จะหลีกเลี่ยงหรือแก้ไขความเสียหายที่เกิดขึ้นไปแล้วให้กลับสู่สภาพเดิมได้2. การจัดการสารเคมี การให้คะแนนในเกณฑ์นี้ขึ้นอยู่การจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)
ของบริษัทเพื่อให้ผู้จัดจำหน่ายสินค้าให้โรงงาน (Supplier)
เลิกใช้สารที่ถูกห้ามใช้หรือสารที่ถูกจำกัดการใช้
บริษัทต้องอธิบายว่ากำลังใช้ระบบอะไรอยู่เพื่อลดละเลิกการใช้สารอันตราย
ต่างๆ (เช่น PVC, BFRs)
และเพื่อให้สามารถปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ได้ 2.1 นโยบายสารเคมีที่นำหลักการป้องกันไว้ก่อนมาใช้ อย่างน้อยที่สุดจำเป็นต้องมีระบบรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสารเคมีต้องสงสัย
และกลไกสำหรับบริษัทเพื่อริเริ่มลงมือปฏิบัติการลดละเลิกการใช้สารเคมีเหล่านั้น จากนั้นจึงเริ่มค้นคว้าวิจัยหาสารทดแทนที่ปลอดภัยกว่า เพื่อให้ได้คะแนนเต็มในเกณฑ์นี้
สาธารณชนต้องสามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับรายชื่อสารที่ถูกกำจัดการใช้และสารต้องห้ามได้
รวมทั้งบริษัทต้องอธิบายว่ามีการบังคับใช้ข้อกำหนดเหล่านี้ในห่วงโซ่อุปทานของบริษัทอย่างไร
นอกจากนี้บริษัทจำเป็นต้องระบุรายชื่อสารที่กำลังถูกพิจารณาสำหรับการจำกัดหรือการยกเลิกใช้ในอนาคตด้วย 2.2 การกำหนดเวลาเลิกใช้สาร PVC ทั้งหมดในผลิตภัณฑ์ กรี
นพีซต้องการให้บริษัทยกเลิกการใช้สารอันตรายทั้งหมด
และนำหลักการป้องกันไว้ก่อนมาใช้
โดยเริ่มต้นที่สารอันตรายทั้งหมดตามที่ระบุในบัญชีรายชื่อ OSPAR+ หรือ
‘บัญชีรายชื่อสารเคมีสำหรับปฏิบัติการอันดับแรก’ พ.ศ.2541
ซึ่งได้ถูกร่างขึ้นโดยหลายรัฐบาลภายใต้คณะกรรมการออสโล-ปารีสเพื่อการคุ้ม
ครองสิ่งแวดล้อมทางน้ำของแอตแลนติกตะวันออกเฉียงเหนือ (Oslo-Paris
Commission for the Protection of the Marine Environment of the
North-East Atlantic; OSPAR) กรีนพีซได้ขยายบัญชีรายชื่อนี้โดยรวมเอาสาร
PVC เข้าไปด้วยและเรียกว่าบัญชีรายชื่อ OSPAR+สาร PVC (Polyvinyl Chloride) เป็น
พลาสติกคลอรีนถูกใช้ในผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์บางชนิดและใช้เพื่อเป็นฉนวน
ของสายไฟและเคเบิ้ล สาร PVC
เป็นหนึ่งในพลาสติกที่มีการใช้อย่างแพร่หลายมากที่สุด
แต่ก่อให้เกิดมลพิษได้จากการผลิต การใช้ และ การกำจัดทิ้ง
สารไดอ็อกซินคลอรีนและฟิวแรนจะถูกปล่อยออกมาระหว่างกระบวนการผลิตหรือการ
กำจัดทิ้งโดยการเผาในโรงเผาขยะ (หรือแม้แต่การเผาทิ้งธรรมดาทั่วไป)
สารไดอ็อกซินและฟิวแรนเป็นประเภทสารประกอบเคมีซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างแพร่
หลายว่าเป็นหนึ่งในสารพิษอันตรายที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยผลิตออกมา
แม้ในความเข้มข้นที่ต่ำมากก็ตาม เพื่อให้ได้คะแนนเต็มในเกณฑ์นี้ บริษัทต้องให้คำมั่นสัญญาว่าจะยกเลิกการใช้สาร PVC ทั้งหมด โดยต้องกำหนดเวลายกเลิกใช้ให้เหมาะสม 2.3 การกำหนดเวลาเลิกใช้สารทนไฟโบรมีนทั้งหมดในผลิตภัณฑ์ กรี
นพีซต้องการให้บริษัทเลิกใช้สารอันตรายทั้งหมด
และนำหลักการป้องกันไว้ก่อนมาใช้
โดยเริ่มต้นที่สารอันตรายทั้งหมดตามที่ระบุในบัญชีรายชื่อ OSPAR
ซึ่งรวมถึงสารทนไฟโบรมีน (Brominated Flame Retardants / BFRs)
ทุกชนิด ที่อยู่ใน ‘บัญชีรายชื่อสารเคมีสำหรับปฏิบัติการอันดับแรก’
ค.ศ.1998
ที่ร่างขึ้นโดยหลายรัฐบาลภายใต้คณะกรรมการออสโล-ปารีสเพื่อการคุ้มครอง
สิ่งแวดล้อมทางน้ำของแอตแลนติกตะวันออกเฉียงเหนือ (Oslo-Paris Commission
for the Protection of the Marine Environment of the North-East Atlantic
/ OSPAR) กรีนพีซคาดหวังว่าบริษัทที่มีความรับผิดชอบจะลดละเลิกใช้
สาร BFRs ทุกชนิด ไม่ใช่แค่ชนิดที่ถูกห้ามใช้ในข้อกำหนดการห้ามใช้สารอันตรายในชิ้นส่วนอุปกรณ์ทางไฟฟ้าและทางอิเล็กทรอนิกส์ (RoHS)
ของสหภาพยุโรปเท่านั้น BFRs
ซึ่งถูกนำมาใช้ในแผ่นวงจรและในเคสพลาสติก จะสลายตัวได้ยาก และสะสมในสิ่งแวดล้อม การได้รับ BFRs
เป็นเวลานานสามารถส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้และระบบความจำได้ BFRs
ยังสามารถไปแทรกแทรงการทำงานของระบบฮอร์โมนไธรอยด์และเอสโตรเจนได้ด้วย
การสัมผัส BFRs ของตัวอ่อนในครรภ์จะทำให้มีปัญหาพฤติกรรมในเด็กได้ TBBPA
ซึ่งเป็น BFR
ชนิดหนึ่งที่ถูกนำมาใช้ในแผงวงจรสามารถทำให้ระบบประสาทเป็นพิษได้ BFRs
ปริมาณมากที่ใช้อยู่ในผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ในปัจจุบันสามารถก่อให้เกิดได
อ็อกซิน โบรมีน และ ฟิวแรนได้
เมื่อกลายมาเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์และถูกนำไปหลอมและเผาในโรงเผาขยะ
หรือเผาในที่โล่ง
สารไดอ็อกซินและฟิวแรนเป็นประเภทสารประกอบเคมีซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างแพร่
หลายว่าเป็นหนึ่งในสารพิษอันตรายที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยผลิตออกมา
แม้ในความเข้มข้นที่ต่ำมากก็ตาม เพื่อให้ได้คะแนนเต็มในเกณฑ์นี้ บริษัทต้องให้คำมั่นสัญญาว่าจะเลิกใช้สาร BFRs ทั้งหมด โดยต้องกำหนดเวลายกเลิกใช้ให้เหมาะสม บริษัทที่ มีผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์รุ่นที่ไร้สาร PVC และ BFRs วางขายแล้ว
จะได้คะแนน คูณ2
เพื่อให้ได้คะแนนเต็มในเกณฑ์นี้
ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของบริษัทต้องไม่มีทั้งสาร PVC และ BFRs เป็นส่วนประกอบ
หากบริษัทมีส่วนประกอบที่มีสาร PVC และ/หรือ BFRs
ที่เป็นชนิดเดียวกับส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ซึ่งไร้สาร PVC และ/หรือ
BFRs จะไม่ได้คะแนนเต็ม เพราะไม่ถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ทั้งระบบ 2.4 การสนับสนุนความรับผิดชอบของผู้ผลิตแบบเฉพาะราย เป็นสิ่งสำคัญที่บริษัทควรสนับสนุนความรับผิดชอบของผู้ผลิตแบบเฉพาะราย
(Individual Producer Responsibility; IPR)
เพราะแสดงให้เห็นถึงการปฏิบัติการในทางบวก
โดยการรับซากผลิตภัณฑ์ยี่ห้อของตนคืนเพื่อนำไปใช้ซ้ำและรีไซเคิล
บริษัทที่สนับสนุน IPR เชื่อว่าตนควรได้รับรางวัลจากนวัตกรรมการออกแบบของตน บริษัทที่ต่อต้าน
IPR (หรือแม้แต่หลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต)
และเรียกร้องให้ใช้ความรับผิดชอบของผู้ผลิตแบบส่วนรวม (Collective
Producer Responsibility)
เป็นบริษัทที่ต้องการผลักภาระการจัดการซากผลิตภัณฑ์ของตนให้ตกอยู่กับผู้เสียภาษีทั้งหมด และ/หรือ ให้บริษัทอื่นร่วมแบกภาระไว้ด้วย เพื่อให้ได้คะแนนเต็มในเกณฑ์นี้ บริษัทต้องระบุถึงการสนับสนุนหลักการ IPR อย่างชัดแจ้ง 2.5 มีระบบอาสารับซากผลิตภัณฑ์กลับคืนในประเทศที่ไม่มีกฎหมายบังคับ การ
ให้คะแนนในเกณฑ์นี้
ขึ้นอยู่กับว่าบริษัทมีระบบอาสารับซากผลิตภัณฑ์กลับคืนและระบบรีไซเคิลใน
ประเทศ/รัฐที่ไม่มีกฎหมายบังคับให้ทำหรือไม่ สหภาพยุโรปมีระเบียบ WEEE
(Waste from Electrical and Electronic Equipment)
ซึ่งกำหนดให้ผู้ผลิตรับคืนและรีไซเคิลซากผลิตภัณฑ์ของตน
ประเทศญี่ปุ่นก็มีกฎหมายคล้ายกันโดยผู้ผลิตต้องรับผิดชอบต่อการรีไซเคิลซาก
เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านและซากคอมพิวเตอร์ เพื่อ
ให้ได้คะแนนเต็มในเกณฑ์นี้
บริษัทต้องมีบริการรับซากผลิตภัณฑ์กลับคืนและบริการรีไซเคิลทั้งสำหรับ
ลูกค้าที่เป็นบริษัทและลูกค้าทั่วไป ในทุกประเทศที่มีผลิตภัณฑ์วางขาย 2.6 ให้ข้อมูลแก่ลูกค้าทั่วไปเกี่ยวกับบริการรับซากผลิตภัณฑ์กลับคืน การให้คะแนนในเกณฑ์นี้
ขึ้นอยู่กับการที่บริษัทให้ข้อมูลแก่ลูกค้าทั่วไปของบริษัทว่าจะส่งคืนซากผลิตภัณฑ์ได้อย่างไร เช่น บริการส่งคืนทางไปรษณีย์ฟรี
การมีจุดรวบรวมซากผลิตภัณฑ์ เป็นต้น เพื่อให้ได้คะแนนเต็มในเกณฑ์นี้
บริษัทต้องให้ข้อมูลที่เข้าถึงได้ง่ายต่อลูกค้าทั่วไปเกี่ยวกับการส่งคืน
(จะทำอย่างไรกับ) ซากผลิตภัณฑ์ยี่ห้อของตน
ในทุกประเทศที่มีผลิตภัณฑ์ของตนวางขาย 2.7 การรายงานปริมาณซากผลิตภัณฑ์ที่รวบรวมและนำไปรีไซเคิลได้ การให้คะแนนในเกณฑ์นี้ ขึ้นอยู่กับการรายงานของบริษัทเกี่ยวกับปริมาณซากผลิตภัณฑ์ที่นำไปรีไซเคิลได้ บริษัท
จะรายงานเกี่ยวกับการรีไซเคิลซากผลิตภัณฑ์โดยการให้ข้อมูลปริมาณซาก
ผลิตภัณฑ์ที่ถูกนำไปรีไซเคิลต่อปีหรือปริมาณสะสม เป็นน้ำหนักหรือจำนวนชิ้น
ซึ่งระบบเมตริกนี้ไม่สามารถประเมินค่าได้หากเทียบกับยอดขาย (ในอดีต)
อีกทั้งยังไม่สามารถเปรียบเทียบอัตราการรีไซเคิลของแต่ละบริษัทได้
เพราะแต่ละบริษัทมีประเภทผลิตภัณฑ์และน้ำหนักที่ต่างกัน เช่น
บริษัทที่ผลิตโทรศัพท์มือถือเพียงอย่างเดียว
เทียบกับบริษัทที่ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านหลายชนิด ทางที่ดีที่สุด กรีนพีซต้องการให้บริษัทรายงานปริมาณ/จำนวนชิ้นที่รีไซเคิลได้ เปรียบเทียบกับยอดขายในปี X
(อายุการใช้งานเฉลี่ยของผลิตภัณฑ์ตอนที่กลายมาเป็นซากขยะอิเล็กทรอนิกส์)
เช่น
ถ้าอายุการใช้งานเฉลี่ยของคอมพิวเตอร์เอชพีตอนที่กลายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์
คือ 6 ปี กรีนพีซต้องการให้เอชพี รายงานว่ามีคอมพิวเตอร์ปริมาณเท่าไร
(เป็นจำนวนเครื่องหรือน้ำหนัก) ที่นำไปรีไซเคิลได้ในปี พ.ศ. 2549
เมื่อเทียบกับยอดขายที่ คิดเป็น % ใน พ.ศ.2543 เอชพีได้คิดค้นการรายงาน % การรีไซเคิลซากผลิตภัณฑ์เทียบกับยอดขายเป็นระบบเมตริก รายงาน
Global Citizenship พ.ศ.2549
ของเอชพีระบุว่าอัตราปริมาณการรีไซเคิล/การนำไปใช้ซ้ำ
ซากผลิตภัณฑ์ของเอชพีเมื่อเทียบกับยอดขาย คือ 10.3%
ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: http://www.hp.com/hpinfo/globalcitizenship/gcreport/products/recycling.html หากว่า
ทุกบริษัทนำระบบเมตริกนี้มาใช้ จะทำเราให้สามารถเปรียบเทียบ %
การรีไซเคิลซากผลิตภัณฑ์ของเอชพีในปี พ.ศ. 2549 (10.3%)
กับอัตราการีไซเคิลกับบริษัทอื่นได้เอชพีได้คะแนนเต็มในเกณฑ์นี้ เพราะว่าเป็นบริษัทเดียวที่นำระบบเมตริกที่เทียบกับ % ยอดขายมาใช้