กรีนพีซประท้วงการค้าสารพิษของที่ประชุมสหประชาชาติ ว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD)
ขยายภาพ
โครงการพัฒนาสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Program; UNEP) ได้ประมาณการไว้ว่า 90% ของกากของเสียอันตรายทั้งหมดในโลก เกิดขึ้นจากกลุ่มประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นสมาชิกขององค์การเพื่อการร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organization for Economic Coorporation; OECD) และเพื่อหลีกเลี่ยงกฎข้อบังคับที่เข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย รวมทั้งเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการกำจัดของเสียภายในประเทศ ประเทศต่างๆ ในกลุ่มโออีซีดีจึงผลักภาระปัญหาเกี่ยวกับการกำจัดของเสียเหล่านี้มาให้ประเทศกำลังพัฒนาซึ่งยังไม่มีกฎข้อบังคับเกี่ยวกับเรื่องนี้ หรือกฎข้อบังคับยังมีช่องโหว่ และผู้ใช้แรงงานภายในประเทศก็ยังคงถูกขูดรีดกดขี่แรงงานอยู่
ในพ.ศ. 2535
สหราชอาณาจักรได้ส่งออกของเสียที่มีสารพิษเจือปนออกไปยังกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา และกลุ่มประเทศทางยุโรปตะวันออก มากกว่า 80,000 ตัน
ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 สหรัฐอเมริกา เยอรมนี เนเธอร์แลนด์
และ ญี่ปุ่น
ได้ลำเลียงของเสียที่เป็นอันตรายไปยังประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย
โดยอ้างว่าเป็นวัสดุที่นำไปรีไซเคิล ส่วนในพ.ศ. 2539
ประเทศออสเตรเลียก็ได้ส่งออกของเสียมีพิษกว่า 8,500 ตัน
ซึ่งรวมทั้งแบตเตอรี่รถยนต์เก่า และเศษสังกะสีและทองแดง
ไปยังประเทศฟิลิปปินส์และอินเดีย
สนธิสัญญาเมืองบาเซิลว่าด้วยการเคลื่อนย้ายและกำจัดกากของเสียที่เป็นพิษข้ามพรมแดน (Basel
Convention on the Transboundery Movements of Hazardous Wastes and Their
Disposal)
ได้จัดทำขึ้นเพื่อยุติการส่งออกของเสียที่เป็นอันตรายจากประเทศร่ำรวยในกลุ่มโอซีอีดี ไปยังกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ในพ.ศ. 2538
คณะกรรมการผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในสนธิสัญญาเมืองบเซิล
ได้ปรับปรุงแก้ไขสนธิสัญญาเพื่อห้ามการค้าของเสียที่เป็นอันตรายจากประเทศสมาชิกของโอซีอีดี ไปยังประเทศที่ไม่ใช่สมาชิก
รวมถึงของเสียที่มีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปรีไซเคิลด้วย ในระหว่างการเจรจา กรีนพีซได้ตีแผ่โครงการและแผนงานต่างๆ เกี่ยวกับการค้าของเสีย
โดยแสดงเอกสารการซื้อขายที่ผิดกฎหมาย
อีกทั้งยังตรวจสอบเรื่องการเปลี่ยนรูปแบบการค้าของเสีย
จากเดิมที่ส่งไปทิ้งยังประเทศกำลังพัฒนาโดยตรง เปลี่ยนเป็นอ้างว่าส่งไปเพื่อการรีไซเคิลแทน
ถึงแม้จะได้รับชัยชนะในครั้งนี้ แต่การค้าของเสียเป็นพิษก็ยังคงดำเนินต่อไป การให้การรับรองคำสั่งห้าม
และ การมีคำอธิบายที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วในสนธิสัญญาเมืองบาร์ล
เพื่อใช้บังคับเป็นกฎหมายนี้
ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงการเข้าแทรกแซงในระดับสูงเพื่อระงับการส่งออกของเสีย
จำนวนมากไปยังประเทศที่ยากจนกว่าเท่านั้น
กรีนพีซ
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมากในการรณรงค์เพื่อคุ้มครองภูมิภาคนี้จากการเป็นพื้นที่ทิ้งของเสีย ซึ่งได้แก่ วัสดุของเสียที่มีสารพิษและเป็นอันตราย
รวมถึงอุปกรณ์เทคโนโลยีเสื่อมสภาพที่ถูกทิ้ง
เนื่องจากส่งผลกระทบที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม