ปกป้องแม่น้ำเจ้าพระยา ก่อนจะสายเกินไป

เรื่องราว - พฤษภาคม 29, 2552
นักกิจกรรมกรีนพีซบนเรือแคนูกางป้ายผ้าที่มีข้อความว่า “ร่วมปกป้องเจ้าพระยา” บริเวณหน้าวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร เพื่อส่งข้อความรณรงค์ หลังจากแถลงสรุปกิจกรรมพายเรือสร้างรอยยิ้มให้เจ้าพระยาในโครงการ “คืนรอยยิ้มสู่สายน้ำ เจ้าพระยาปลอดมลพิษ” ทั้งนี้นักกิจกรรมของกรีนพีซได้พายเรือแคนูยางเป็นระยะทาง 350 กิโลเมตร จากจังหวัดนครสวรรค์ ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม มายังกรุงเทพมหานคร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนให้ความสำคัญในการแก้ใขปัญหามลพิษที่มีมากกว่าที่ผ่านมาในแม่น้ำเจ้าพระยา เนื่องจากการปล่อยน้ำทิ้งปนเปื้อนสารพิษจากภาคอุตสาหกรรม และมลพิษจากแหล่งต่างๆ ลงในแม่น้ำอย่างไม่หยุดหย่อน

นักกิจกรรมกรีนพีซบนเรือแคนูกางป้ายผ้าที่มีข้อความว่า “ร่วมปกป้องเจ้าพระยา” บริเวณหน้าวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร เพื่อส่งข้อความรณรงค์ หลังจากแถลงสรุปกิจกรรมพายเรือสร้างรอยยิ้มให้เจ้าพระยาในโครงการ “คืนรอยยิ้มสู่สายน้ำ เจ้าพระยาปลอดมลพิษ” ทั้งนี้นักกิจกรรมของกรีนพีซได้พายเรือแคนูยางเป็นระยะทาง 350 กิโลเมตร จากจังหวัดนครสวรรค์ ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม มายังกรุงเทพมหานคร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนให้ความสำคัญในการแก้ใขปัญหามลพิษที่มีมากกว่าที่ผ่านมาในแม่น้ำเจ้าพระยา เนื่องจากการปล่อยน้ำทิ้งปนเปื้อนสารพิษจากภาคอุตสาหกรรม และมลพิษจากแหล่งต่างๆ ลงในแม่น้ำอย่างไม่หยุดหย่อน

กิจกรรมพายเรือสร้างรอยยิ้มให้เจ้าพระยามีวัตถุประสงค์เพื่อจุดประกายให้ทุกภาคส่วนทั้งรัฐบาล โรงงานอุตสาหกรรม ผู้ก่อมลพิษ และ ชุมชนที่ได้รับผลกระทบ รวมพลังเพื่อพยายามหาวิธี​แก้ปัญหามลพิษ​ เพื่อปกป้องแม่น้ำ​เจ้าพระยา​

นักกิจกรรมกรีนพีซบนเรือแคนูกางป้ายผ้าที่มีข้อความว่า “ร่วมปกป้องเจ้าพระยา” บริเวณหน้าวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร เพื่อส่งข้อความรณรงค์ หลังจากแถลงสรุปกิจกรรมพายเรือสร้างรอยยิ้มให้เจ้าพระยาในโครงการ “คืนรอยยิ้มสู่สายน้ำ เจ้าพระยาปลอดมลพิษ” ทั้งนี้นักกิจกรรมของกรีนพีซได้พายเรือแคนูยางเป็นระยะทาง 350 กิโลเมตร จากจังหวัดนครสวรรค์ ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม มายังกรุงเทพมหานคร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนให้ความสำคัญในการแก้ใขปัญหามลพิษที่มีมากกว่าที่ผ่านมาในแม่น้ำเจ้าพระยา เนื่องจากการปล่อยน้ำทิ้งปนเปื้อนสารพิษจากภาคอุตสาหกรรม และมลพิษจากแหล่งต่างๆ ลงในแม่น้ำอย่างไม่หยุดหย่อน

กิจกรรมพายเรือสร้างรอยยิ้มให้เจ้าพระยามีวัตถุประสงค์เพื่อจุดประกายให้ทุกภาคส่วนทั้งรัฐบาล โรงงานอุตสาหกรรม ผู้ก่อมลพิษ และ ชุมชนที่ได้รับผลกระทบ รวมพลังเพื่อพยายามหาวิธี​แก้ปัญหามลพิษ​ เพื่อปกป้องแม่น้ำ​เจ้าพระยา​

"แม่น้ำเจ้าพระยาได้กลายเป็นแหล่งรองรับของเสียที่เกิดจากความไม่ใส่ใจ จากกิจกรรมมนุษย์และอุตสาหกรรมต่างๆ น้ำทิ้งจากครัวเรือนมีความสกปรกในรูปบีโอดีหรือสารอินทรีย์ แต่ที่น่ากังวลมากกว่าคือน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมที่ปนเปื้อนด้วยสารเคมีอันตราย ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตและระบบนิเวศในแม่น้ำและริมฝั่งน้ำในระดับที่สูงกว่ามาก" นายพลาย ภิรมย์ ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านสารพิษ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว "แม่น้ำเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตของประเทศ หากขาดดำเนินการแก้ไขปัญหามลพิษอย่างคลอบคลุมและเร่งด่วนแล้ว ประชาชนชาวไทยจะได้รับผลกระทบจากปัญหาดังกล่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้"

กิจกรรมพายเรือสร้างรอยยิ้มให้เจ้าพระยามีวัตถุประสงค์เพื่อจุดประกายให้ทุกภาคส่วนทั้งรัฐบาล โรงงานอุตสาหกรรม ผู้ก่อมลพิษ และ ชุมชนที่ได้รับผลกระทบ รวมพลังเพื่อพยายามหาวิธี​แก้ปัญหามลพิษ​ ​เพื่อปกป้องแม่น้ำ​เจ้าพระยา

จากการสังเกตและเก็บรวบรวมข้อมูลตลอดการรณรงค์ของกรีนพีซ พบในทิศทางเดียวกับข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ นั่นคือ คุณภาพของแม่น้ำเจ้าพระยาเสื่อมโทรมลงตามลำดับจากช่วงต้นแม่น้ำจนถึงปลายแม่น้ำ โดยค่าดัชนีคุณภาพน้ำเบื้องต้น เช่น ค่าออกซิเจนละลาย (DO) พบว่าในบริเวณต้นแม่น้ำจะมีค่าไม่ต่ำกว่า 6 มิลลิกรัมต่อลิตร แต่จะเริ่มลดลงเรื่อยๆ เมื่อผ่านจังหวัดพระนครศรีอยุธยาลงไป จะเหลือต่ำกว่า 4 ถึง 2 มิลลิกรัมต่อลิตรในบริเวณตอนล่างของแม่น้ำ สีและความขุ่นของน้ำก็เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ยังพบเห็นขยะ จุดปล่อยน้ำทิ้ง และ ปลาตาย มากขึ้นเรื่อยๆ ตลอดเส้นทางการรณรงค์

ข้อมูลจากสถาบันสิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรมในปี 2550 ระบุว่าโรงงานอุตสาหกรรมที่ระบายน้ำทิ้งออกนอกโรงงานในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา มีจำนวนทั้งสิ้น 1,720 โรงงาน (ไม่รวมโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าจำนวน 5 โรงงาน) มีปริมาณน้ำทิ้งรวม 346,425.8 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ส่วนใหญ่เป็นโรงงานอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ในจังหวัดสมุทรปราการ กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี และ อยุธยา ตามลำดับ โดยกรุงเทพมหานครมีโรงงานอุตสาหกรรม 1,122 โรงงาน ที่ปล่อยน้ำเสีย มีปริมาณน้ำทิ้งรวม 76,082.1 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ทั้งนี้โรงงานบางประเภทหลายแห่งในบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยายังคงใช้สารเคมีอันตรายในกระบวนการผลิต

ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา กรีนพีซเปิดเผยรายงาน " พื้นที่และแหล่งน้ำที่เสี่ยงต่อการเกิดมลพิษทางน้ำในประเทศไทย" ซึ่งระบุว่าประเทศไทยมีพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดมลพิษทางน้ำมากกว่าร้อยละ 92.68 ของพื้นที่ทั้งหมด โดยเป็นพื้นที่เสี่ยงในระดับสูงร้อยละ 6.87 ของพื้นที่เสี่ยงทั้งหมด ซึ่งหากขาดการลงมือป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษทางน้ำอย่างจริงจัง อาจส่งผลกระทบต่อประชากรไทยมากถึง 4,440,049 คน

"การเดินทางครั้งนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่าปัญหามลพิษในแม่น้ำเจ้าพระยายังอยู่ในระดับที่น่าห่วง ซึ่งบ่งชี้อย่างแจ่มชัดว่าได้ว่ามาตรการควบคุมมลพิษในปัจจุบันล้มเหลวในการปกป้องแหล่งน้ำของเรา และเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อม สุขภาพของประชาชน และ แม่น้ำเจ้าพระยา อันเป็นสมบัติอันมีค่าของประเทศ กรีนพีซจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลปรับปรุงมาตรการและข้อกฎหมาย และบังคับใช้อย่างจริงจังในทันที นอกจากนี้ควรเน้นให้ความสำคัญในประเด็นด้านสารเคมีอันตรายหรือสารพิษในน้ำทิ้งมากกว่านี้ ซึ่งเป็นมลพิษที่มองไม่เห็นและเป็นอันตรายมาก" นายพลาย ภิรมย์กล่าวสรุป

ข้อเรียกร้องของกรีนพีซต่อการรณรงค์เพื่อปกป้องแหล่งน้ำ

1. ตรวจหา ลงโทษ และ ปิด โรงงานอุตสาหกรรม ที่ปล่อยน้ำทิ้งปนเปื้อนสารเคมีอันตรายลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา

2. ดำเนินโครงการฟื้นฟูแม่น้ำเจ้าพระยา โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน

3. ปิดหลุมฝังกลบขยะจากครัวเรือนทุกแห่ง บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา

4. สร้างแรงจูงใจทางการเงินสำหรับการทำเกษตรกรรมอินทรีย์ปลอดสารเคมี และการใช้เทคโนโลยีการผลิตที่สะอาดในภาคอุตสาหกรรม

  

ลงมือทำเพื่อหยุดมลพิษทางน้ำ

ร่วมกิจกรรมง่ายๆ ทางอินเตอร์​เน็ต​ 4 ​อย่าง​ ​เพื่อเรียกร้อง​ให้​รัฐบาล​และอุตสาหกรรม​ ​หยุดปล่อยน้ำ​เสียปนเปื้อนสารพิษลงสู่​แหล่งน้ำ​ทั่ว​ประ​เทศ

บริจาค

เพื่อ​ให้​กรีนพีซทำ​งานกดดันรัฐบาล​และ​เอกชน เพื่อหยุดมลพิษในแหล่งน้ำเช่นนี้ต่อไป​ได้​ เรา​ไม่​รับเงินบริจาค​จาก​ทั้ง​สองฝ่าย​ ​แต่​ใช้​เงินบริจาค​จาก​ประชาชนเช่นคุณ​ ​โปรด​ช่วย​เรา​เท่า​ที่ทำ​ได้