การซักผ้า

หน้า - มีนาคม 23, 2553
เพียงเพราะคุณต้องการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพและไม่ใช้สารพิษไม่ได้หมายความว่าคุณจะไม่มีวิธีที่ดีในการซักเสื้อผ้า ให้ทำตามคำแนะนำต่อไปนี้เพื่อรักษาความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของการซักผ้าคุณเอาไว้ในขณะที่ทำให้ยีนส์ตัวโปรดของคุณยังดูดีอยู่ด้วย

เครื่องซักผ้า

o    ซื้อเครื่องซักผ้าที่มีประสิทธิภาพสูงที่กินพลังงานน้อยกว่า 0.9 กิโลวัตต์ต่อ 1 รอบการซัก

o    มองหาดาวประสิทธิภาพ ดาวประสิทธิภาพหมายความว่าผลิตภัณฑ์นั้นตรงตามแนวทางประสิทธิภาพทางพลังงานที่กำหนดโดยหน่วยงานปกป้องสิ่งแวดล้อม

o    ให้พิจารณาเลือกใช้เครื่องซักผ้ารุ่นที่มี "การเติมน้ำร้อน" ซึ่งเชื่อมต่อโดยตรงกับเครื่องทำน้ำร้อนที่ใช้แก๊สที่มีประสิทธิภาพ การใช้แก๊สเพื่อทำให้น้ำเดือดลดการใช้พลังงานได้เกือบครึ่งหนึ่ง การติดตั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีการเติมน้ำร้อนต้องทำอย่างถูกต้อง ดังนั้นคุณจึงต้องมีคำแนะนำที่ดี

เครื่องซักผ้าที่มีประสิทธิภาพที่สุดประหยัดน้ำได้ประมาณ 1,497 ลิตรต่อปี

เครื่องอบผ้า

เครื่องอบผ้าทั่วไปใช้พลังงานมาก และเครื่องอบผ้ารุ่นที่ "ไอน้ำจับตัว" ที่ไม่มีท่อระบายยิ่งใช้พลังงานมากกว่า

o    ลองพิจารณาการทำให้ผ้าแห้งโดยวิธีธรรมชาติ (นั่นคือตากผ้าบนราวตากผ้า/นอกบ้าน) ถ้าเป็นไปได้ ซึ่งจะช่วยประหยัดไฟได้ 3-4 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อ 1 รอบการซัก

o    ถ้าการตากผ้าบนราวเป็นทางเลือกที่เป็นไปไม่ได้ ก่อนอื่นให้แน่ใจว่าเครื่องซักผ้าของคุณสามารถหมุนที่ความเร็ว 1,600 หรือถึง 1,800 รอบต่อนาที ซึ่งนี่จะลดพลังงานที่ใช้ในการทำให้ผ้าแห้งได้ครึ่งหนึ่ง การทำให้ผ้าแห้งโดยการปั่นนั้นใช้พลังงานน้อยกว่าการใช้ความร้อน 20 เท่า

o    มีเทคโนโลยีการทำให้ผ้าแห้ง 2 อย่างที่ใช้พลังงานน้อยกว่านี้มาก นั่นคือ เครื่องอบผ้าแบบใช้แก๊สและเครื่องอบผ้าแบบใช้ปั๊มความร้อนไฟฟ้า เครื่องอบผ้าแบบใช้แก๊สนั้นเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด โดยเฉพาะสำหรับการใช้งานที่หนัก โดยใช้พลังงานน้อยกว่าถึง 60% (รวมพลังงานแก๊ส) และทำให้ผ้าแห้งเร็วกว่า 40%

o    ถ้าไม่มีแก๊ส ให้พิจารณาใช้เครื่องอบผ้าที่ใช้ปั๊มความร้อน ซึ่งจะใช้ไฟฟ้าน้อยกว่าเครื่องอบผ้าทั่วไปครึ่งหนึ่ง อย่างไรก็ตามปั๊มความร้อนอาจมีราคาค่อนข้างแพง

น้ำยาซักผ้า

ให้เติมโซดาซักล้าง 1/3 ถ้วย (80 มล.) ลงในน้ำในขณะที่เครื่องซักผ้ากำลังเติมน้ำยาซักผ้า ใส่ผ้า และเติมสบู่ 1 ½ ถ้วย (375 มล.) ถ้าน้ำน้อยเกินไปให้เติมโซดา ¼ ถ้วย (60 มล.) หรือน้ำส้มสายชู 1/4 ถ้วย (60 มล.) ในการล้างด้วยน้ำรอบแรก สำหรับผ้าที่มีสกปรกมาก ลองใช้น้ำร้อน ผสมกับโซดาซักล้าง ½ ถ้วย (125 มล.) เป็นเวลา 30 นาที  ให้ถูตรงที่มีสกปรกด้วยสบู่เหลวหรือด้วยโซดาซักล้าง 2 ช้อนโต๊ะ (30 มล.) ในน้ำร้อน 1 ถ้วย (250 มล.)

Dangerous Chemicals in the home accumulate in the human body.

สารเคมีอันตรายในบ้าน สะสมในร่างกายมนุษย์

การทำให้ผ้านุ่มขึ้น (รวมถึงผ้าขนสัตว์): ให้เติมน้ำส้มสายชูขาว ¼ ถ้วย (60 มล.) ในน้ำที่ใช้ล้าง

การทำให้ผ้าขนสัตว์ไม่หดตัว: ละลายเกลือ 2 ถ้วย (500 มล.) ในน้ำร้อนและปล่อยให้อุ่นพอประมาณ จากนั้นจึงแช่ผ้าไว้ 3 ชั่วโมง

ผ้าไหม: ให้แช่ในสบู่บริสุทธิ์ประมาณ 1 ถ้วย (250 มล.) และในเบกกิ้ง โซดา 2-3 ช้อนโต๊ะ (30-45 มล.) บิดผ้าเบาๆ และล้างน้ำให้สะอาด

ทางเลือกสำหรับการฟอกขาว: ลองเติมโซดาซักล้าง ½ ถ้วย (125 มล.) ลงในการซักแต่ละครั้งเพื่อทำให้ผ้าขาวขาวขึ้นและสีสดใสขึ้น หรือเติมน้ำมะนาวลงในการปั่นล้างน้ำและตากผ้าข้างนอกกลางแสงอาทิตย์ ซึ่งจะทำให้ผ้าแห้งโดยธรรมชาติและประหยัดพลังงานด้วย นอกจากนี้คุณสามารถหาซื้อสารฟอกขาวที่ไม่มีคลอรีนได้ในร้านอาหารสุขภาพหลายแห่ง

การซักแห้ง

ตัวทำละลายของน้ำยาซักแห้งส่วนมากเป็นพิษ ซึ่งได้แก่ คลอรีนและฟอร์มาลดีไฮด์ซึ่งมีพิษมากและเป็นสารก่อมะเร็ง สารเคมีเหล่านี้สามารถตกค้างบนเสื้อผ้าของคุณแม้หลังจากที่คุณนำมันกลับบ้านแล้ว ลองซื้อเสื้อผ้าที่สามารถซักน้ำแทนการซักแห้ง เสื้อผ้าที่สามารถ "ซักแห้งได้อย่างเดียว" สามารถซักมือได้ด้วยสบู่และน้ำเย็น หรืออาจเพียงแค่ใช้เครื่องอัดรีดหรือเตารีด

หากผ้าไม่สามารถซักด้วยมือ ให้โทรเรียกบริการซักผ้าที่ซักผ้าแบบใช้น้ำหรือ "เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม" การซักผ้าแบบใช้น้ำใช้ความร้อน ไอน้ำ สุญญากาศ น้ำ และสบู่ธรรมชาติเพื่อทำความสะอาดผ้า นอกจากนี้การซักผ้าด้วยน้ำยังตอกย้ำถึงคนงานที่มีทักษะผู้ซึ่งตรวจสอบและทำความสะอาดผ้าแต่ละชิ้นด้วย

เคล็ดลับง่ายๆ

o    ซักผ้าเมื่อผ้าเต็มเครืองเท่านั้น และใช้น้ำให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

o    พลังงานสูงสุด 90% ที่ใช้สำหรับซักผ้าเสียไปกับการทำให้น้ำร้อน การซักผ้าด้วยน้ำร้อนและการล้างด้วยน้ำเย็นจะได้ผลดีกับผ้าทุกชนิดเช่นเดียวกับการซักด้วยน้ำร้อนและล้างด้วยน้ำร้อน

o    ให้ซักผ้าที่จำเป็นต้องซักเท่านั้น ผ้าที่สวมทับข้างนอกเช่น เสื้อเชิ้ต เสื้อกันหนาว และกางเกงสามารถใส่ได้มากกว่า 1 ครั้งโดยไม่ต้องซัก

o    ตากผ้าข้างนอกให้แห้งหรือข้างในห้องที่แห้ง อุ่น เพื่อประหยัดพลังงาน

o    ถ้าคุณต้องใช้เครื่องซักแห้ง ให้ทำความสะอาดผ้ากรองสิ่งสกปรกหลังซักผ้าแต่ละครั้งเพื่อให้อากาศหมุนเวียนอย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งสกปรกที่พอกพูนเป็นอันตรายร้ายแรงหากอยู่ใกล้ไฟ

รอยเปื้อน

กฎข้อแรกเมื่อผ้ามีรอยเปื้อนสกปรกคือเมื่อคุณยิ่งซักเร็วเท่าไหร่ คุณก็อาจจะกำจัดมันทั้งหมดได้เร็วขึ้นเท่านั้น กฎข้อที่ 2 ของรอยเปื้อน คือ ให้ทดสอบทำความสะอาดจุดที่เปื้อนก่อน ถ้าจุดที่เปื้อนที่คุณทดสอบสีเริ่มหายไป คุณสามารถทำให้สีไม่จางไปโดยการทำให้น้ำยาที่คุณใช้ซักล้าง "เป็นกลาง" ตัวอย่างเช่น ผลกระทบของกรด เช่น น้ำมะนาวหรือน้ำส้มสายชูจะถูกทำให้เป็นกลางหรือเป็นด่างได้โดยสิ่งที่เป็นด่าง เช่น เบกกิ้ง โซดา หรือทำให้เป็นกรดได้โดยทำตรงกันข้าม จำไว้ว่าให้ล้างน้ำยาออกทุกครั้งหลังทดสอบกำจัดรอยเปื้อน

ผ้ากันเปื้อนที่สกปรกมาก: นำไปซักให้ชุ่มในเบกกิ้ง โซดา 3 ช้อนโต๊ะ (45 มล.) ที่ละลายในน้ำร้อนในอ่างน้ำหรือเครื่องซักผ้า

ผลไม้และไวน์: ให้เทเกลือหรือน้ำโซดาเย็นลงบนรอยเปื้อนทันทีและแช่ในนมก่อนซัก โดยทั่วไปแล้ว เป็นเรื่องที่ดีที่จะแช่น้ำโซดาไว้ในตู้เย็นเพื่อเก็บไว้ใช้เป็นตัวกำจัดรอยเปื้อน

ไขมัน: ถ้าเป็นผ้าฝ้ายสีขาวให้ใช้ผ้านั้นบิดน้ำร้อน และแช่ผ้าในเบกกิ้ง โซดาแห้ง หรือ ถูด้วยโซดาซักล้างในน้ำ สำหรับผ้าอื่นๆ นั้น ให้ลบรอยไขมันออกด้วยผ้าขนหนู โดยทำให้รอยเปื้อนชื้นด้วยน้ำ และถูด้วยสบู่หรือเบกกิ้ง โซดา หลังจากนั้นจึงซักด้วยน้ำที่ร้อนที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้โดยใช้สบู่ปริมาณมากเป็นพิเศษ

หมายเหตุ: ให้แน่ใจว่าได้อ่านคำแนะนำในการซักผ้าก่อนใช้น้ำเดือดหรือน้ำร้อน

รอยหมึก: ให้แช่ในนมด้วยไฮโดรเจน เพอร์ออกไซด์

คราบเลือด: ให้เทเกลือหรือน้ำโซดาลงบนคราบเลือดในทันทีและแช่ในน้ำเย็นก่อนซัก สำหรับคราบเลือดที่ซักออกยากเย็น ให้ผสมแป้งข้าวโพดกับแป้งทาตัวหรือแป้งข้าวโพดคอร์นมีลในน้ำ จากนั้นปล่อยให้แห้งและใช้แปรงขัดออกไป

คราบกาแฟและช๊อกโกแลต: ให้ผสมไข่แดงกับน้ำอุ่นพอประมาณและเอาไปถูบนคราบ

หมากฝรั่ง: ถูด้วยน้ำแข็งแล้วหมากฝรั่งจะหลุดเป็นแผ่นออกไป

คราบลิปสติก: ถูด้วยครีมเย็นๆ หรือ ช็อตเทนนิ่ง แล้วล้างน้ำโซดาซักล้าง

คราบสนิม: ทำให้คราบสนิมเปียกด้วยนมเปรี้ยวและเกลือ (ให้เติมน้ำส้มสายชู 2 ช้อนชา/10 มล.) ลงในนม 1 ถ้วยเพื่อทำให้นมเปรี้ยว) หรือด้วยน้ำมะนาว แล้วถูด้วยเหลือ ให้ตากในแสงอาทิตย์จนแห้ง จากนั้นจึงล้างออก

รา: ให้เทสบู่เข้มข้นและเหลือลงบนคราบรา หรือฉีดสเปรย์น้ำส้มสายชูและนำไปตากแดด ทำให้คราบราชื้นเอาไว้ และทำซ้ำให้บ่อยเท่าที่จำเป็น

รอยไหม้: ให้ต้มผ้าที่มีรอยไหม้ในสบู่ 1 ถ้วย (250 มล.) และนม 2 ลิตร

คราบน้ำบนเฟอร์นิเจอร์ไม้: ใช้ผ้าแห้งชุบน้ำมันพืชหรือด้วยเนยผสมกับเถ้าบุหรี่จำนวนมากพอควรเพื่อทำให้เนยมีสีน้ำตาล

เป็นอาสาสมัคร บริจาค