เจริญ วัดอักษร

ผู้เป็นมากกว่านักอนุรักษ์ : โดย เพ็ญรพี นพรัมภา

เรื่องราว - กรกฎาคม 1, 2547
ชื่อของเจริญ วัดอักษร คงจะเป็นที่คุ้นหูใครหลายคนเป็นอย่างดี คนส่วนมากรู้จักเขาในนามนักอนุรักษ์ผู้ต่อสู้เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมและสิทธิชุมชนอันเป็นบ้านเกิด ในขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่งกลับนึกถึงภาพของแกนนำชาวบ้านที่หัวรุนแรง มีน้อยคนนักที่จะได้มีโอกาสรู้จักพี่เจริญในฐานะของ เพื่อน พี่ และครูสอนหนังสือนอกห้องเรียนอย่างที่เราได้มีโอกาสรู้จัก

เรื่องราวทุกอย่างเริ่มขึ้นเกือบสี่ปีก่อน เมื่อเส้นทางนักอนุรักษ์มือใหม่อย่างพวกเราได้มาบรรจบกับเส้นทางนักอนุรักษ์มืออาชีพของพี่เจริญ เราเคยแอบวาดภาพของพี่เจริญไว้ว่าต้องเป็นคนดุ จริงจัง และยิ้มยาก แต่เมื่อได้คุ้นเคยกับพี่เจริญในเวลาต่อมา ก็ทำให้เรารู้ว่าเราคิดผิดไปอย่างจัง พี่เจริญเป็นชายร่างเล็ก ผิวคล้ำ รูปร่างผอมบาง นัยน์ตาของพี่เจริญจะมีแววสนุกสนานฉายอยู่ตลอดเวลา เป็นที่รู้กันในกลุ่มว่าเวลาคุยกับพี่เจริญนั้นห้ามเผลอ ไม่อย่างนั้นอาจจะถูกแซวอย่างตั้งตัวไม่ติด เรื่องที่เราคุยกันอยู่ก็มีไม่กี่เรื่อง ส่วนใหญ่หนีไม่พ้นเรื่องโรงไฟฟ้า ถ้าคุยกันในเวลางานเราจะช่วยกันคิดวางแผนงานรณรงค์ แม้คุยกันยามโพล้เพล้บนศาลาริมทะเลเมื่อยามไปเยี่ยมเยือน พี่เจริญก็ไม่ค่อยยอมคุยเรื่องอื่น ถึงจะคุยกันเรื่องรถ หรือเรื่องถ่ายรูปที่พี่เจริญชื่นชอบ ยังไง ๆ ก็ต้องวกกลับมาเรื่องโรงไฟฟ้าอีกวันยังค่ำ คนอื่นอาจจะหายใจเข้าออกเป็นเงินเป็นทอง เป็นผลประโยชน์ แต่สำหรับพี่เจริญ เราเชื่อว่าทุกลมหายใจและจังหวะหัวใจของเขาอุทิศให้กับบ่อนอก บ้านเกิดที่เขารักและหวงแหน

นอกจากเป็นเพื่อนคุย (เรื่องโรงไฟฟ้า) ชั้นยอดแล้ว พี่เจริญยังเป็นพี่ที่มีน้ำใจคอยดูแลน้อง ๆ เราเคยไปจัดกิจกรรมขี่จักรยานที่บ้านกรูดเมื่อสามปีก่อน แล้วเกิดความผิดพลาดเรื่องเสื้อยืดที่จะใช้ใส่ในอีกสองวัน ก็ได้พี่เจริญนี่แหละเป็นธุระขับรถพาเราไปหาร้านสกรีนเสื้อในตัวเมืองประจวบตอนสามทุ่ม แถมยังโทรไปดักที่ร้านไว้ให้ก่อนว่าอย่าเพิ่งปิดร้าน ให้คอยเราก่อน พอตกลงเรื่องสีกันเรียบร้อย พี่เจริญก็อาสาหาซื้อเสื้อยืดสีขาวและนำมาส่งให้ที่ร้าน สิริรวมวันครึ่งก็ได้เสื้อยืดเก๋ไก๋ สวยงามมาใส่ทันวันงานพอดิบพอดี ถ้าไม่ได้พี่เจริญในวันนั้น เราคงจะแย่แน่ ความมีน้ำใจของพี่เจริญไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในวงคนกันเองเท่านั้น หากยังเอื้ออาทรไปถึงผองเพื่อนผู้โชคดีของเราด้วย ต้นปีก่อนเราพาเพื่อนฝรั่งชาวอเมริกันไปฝากเนื้อฝากตัวที่บ่อนอก พี่เจริญก็ดูแลเพื่อนเราเป็นอย่างดี เวลาว่างก็พาไปเที่ยว ไปซื้อของ ส่งภาษากันอย่างสนุกสนานจนเมื่อยมือ ตอนจะกลับก็อาสาขับรถไปส่งให้ถึงคุระบุรีโน่นแน่ะ ทำเอาเพื่อนเราซึ้งใจ ถวายตนเป็นศิษย์ก้นกุฏิของพี่เจริญ ซ้ำยังลั่นวาจาไว้ว่าจะต้องกลับมาบ่อนอกอีกให้จงได้ เพียงแต่คราวนี้จะพี่เจริญจะไม่ได้อยู่ทักทายเราอีกแล้ว

การได้รู้จักพี่เจริญนับว่าเป็นเกียรติอย่างสูงสำหรับคนธรรมดาพวกเรา ส่วนพี่เจริญไม่ธรรมดาตรงไหนน่ะหรือ ก็ตรงที่เขายกประโยชน์ส่วนรวมมาไว้ก่อนประโยชน์ส่วนตัว ทำงานเพื่อชุมชนอย่างไม่ย่อท้อ ทั้งยังไม่เคยโอ้อวดความดีงามของตนเองกับใคร จะว่าไป พี่เจริญก็เปรียบเสมือนครูของพวกเรา เขาไม่ได้สอนเราจากตำรา แต่สอนเราจากประสบการณ์ชีวิตที่หาไม่ได้ในห้องเรียน บทเรียนที่สำคัญที่สุดคือการสอนให้เรารู้จักใช้ชีวิตอย่างมีค่า ไม่ให้เสียทีที่เกิดมาเป็นคน พี่เจริญเคยบอกกับเราว่า "คนเรายังไงเกิดมาก็ต้องตาย เหมือนองค์พระนเรศวร ถึงแม้ตายไปก็ยังมีคนนึกถึงอยู่ ถ้าตายไปแล้ว ไม่ต้องปั้นอนุสาวรีย์ ถือว่าได้เกิดมาทำคุณให้แผ่นดินแล้ว เท่านั้นแหละชีวิต"

ไม่ว่าตอนนี้พี่เจริญจะอยู่ที่ไหน เราอยากให้พี่เจริญรับรู้ว่าทุกครั้งที่เราล้ม พี่จะฉุดให้เราลุกขึ้น และดันหลังเราให้เราเดินหน้าต่อไป พี่เจริญจงภูมิใจเถิดว่าพี่เป็นดั่งน้ำฝนพรมลงบนดิน ให้หน่อนักอนุรักษ์ต้นใหม่ผุดขึ้น เพื่อสานต่อเจตนารมณ์ของพี่ต่อไป

หลับให้สบาย การตายของพี่จะไม่สูญเปล่าอย่างแน่นอน พวกเราให้สัญญา