บทความแสดงข้อคิดเห็นทางการเมืองเกี่ยวกับปฏิญญาบาหลี 3

หรือ Bali Concorde 3 วรรค C.1.b และ C.2.a-b

เรื่องราว - ธันวาคม 2, 2554
การประชุมสุดยอดว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขององค์การสหประชาชาติได้เริ่มต้นขึ้นระหว่างวันที่ 28 พฤศจิกายนถึง 10 ธันวาคม โดยมีตัวแทนรัฐบาล องค์กรสากล และ ภาคประชาสังคมเข้าร่วมการประชุมที่เมืองเดอร์บัน สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ การประชุมครั้งนี้จะเป็นการทำให้แน่ใจว่ากรอบอนุสัญญาแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC)และ พิธีสารเกียวโตรวมทั้งแผนปฏิบัติการบาหลีที่เห็นพ้องกันในการประชุม UNFCCC เมื่อปี 2550 และ ข้อตกลงแคนคูนปี 2553 มีความคืบหน้าในการนำไปปฏิบัติใช้อย่างแท้จริง

ประเด็นสำคัญที่สุดที่จะมีการถกเถียงกันในการประชุมที่เดอร์บันสองข้อได้แก่ การให้คำมั่นของประเทศกำลังพัฒนาในการตัดลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้ข้อตกลงที่มีผลผูกพันทางกฏหมายและการระดมทุนเพื่อสนับสนุนแผนการและโครงการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในประเทศกำลังพัฒนา

ข้อสรุปของการประชุมที่เดอร์บันจะเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเราซึ่งเป็นพลเมืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เนื่องจากภูมิภาคของเราไม่มีศักยภาพเพียงพอในการรับมือกับผลกระทบที่กำลังเพิ่มและรุนแรงมากขึ้นอันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  สิ่งที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางตั้งแต่เรื่องของสุขภาพ เกษตรกรรม ความมั่นคงและเศรษฐกิจ และยังเป็นการซ้ำเติมปัญหาความยากจนของภูมิภาคที่มีอยู่แล้ว มหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในประเทศไทย กัมพูชา เวียดนาม และพม่าเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่มีสาเหตุมาจากจากฤดูมรสุมที่ผิดปกติ โดยคร่าชีวิตผู้คนไปหลายร้อยคนและส่งผลกระทบต่อประชากรเฉพาะในประเทศไทยประเทศเดียวถึงกว่า 10 ล้านคน นอกจากนี้มันยังได้สร้างความเสียหายต่อปริมาณข้าวและการผลิต ทำให้อาเซียนต้องสูญเสียตัวเลขทางเศรษฐกิจไปหลายพันล้านดอลลาร์

ผลการศึกษาเมื่อปี 2552 โดยธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย หรือ ADB ชี้ว่าโดยทั่วไปภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ “มีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากกว่าส่วนอื่นๆของโลก หากไม่เตรียมมาตรการบางอย่างรองรับ” และจะก่อให้เกิดผลเสียอย่างใหญ่หลวงต่อภาคเศรษฐกิจ เมื่อไม่นานมานี้บริษัทที่ปรึกษาความเสี่ยง Maplecroft ได้เปิดเผยดัชนีชี้วัดความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Asean Vulnerability Index) ซึ่งระบุว่าชาติสมาชิกอาเซียน 5 ประ เทศได้แก่ อินโดนีเซีย พม่า เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และกัมพูชา มีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรงมากที่สุด

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คณะกรรมการสากลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขององค์การสหประชาชาติ หรือ IPCC ได้เผยแพร่ข้อสรุปของรายงานพิเศษเกี่ยวกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการจัดการภัยพิบัติ โดยในรายงานฉบับล่าสุดนี้ยืนยันว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังก่อให้เกิดสภาพอากาศแปรปรวน ซึ่งจะสร้างความเสียหายใหญ่หลวงต่อมนุษย์และเศรษฐกิจโดยทั่ว และชาติสมาชิกอาเซียนจะต้องเผชิญแบกรับกับผลกระทบอย่างหนัก

เมื่ออินโดนีเซียก้าวขึ้นมาเป็นประธานอาเซียนเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา อินโดนีเซียได้ให้ความหวังแก่ประชากรอาเซียนกับมาตรการในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการวิงวอนไปยังรัฐบาลชาติสมาชิกอีก 9 ประเทศให้ผนึกกำลังเป็นเสียงเดียวกันในการประชุมที่เดอร์บัน โดยอินโดนีเซียต้องการให้ชาติสมาชิกอาเซียนเรียกร้องต่อชาติที่ร่ำรวยให้ตัดลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าอินโดนีเซียจะเสนอแถลงการณ์ร่วมอาเซียนในการผลักดันให้มีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามที่ระบุไว้ในพิธีสารเกียวโตต่อไปหลังจากปี 2555 และเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของชาติที่ร่ำรวยไม่ควรจะเป็นไปตามที่ได้ให้คำมั่นไว้อีกต่อไปและการลดควรจะอิงจากระดับในปี 2533 ไม่ใช่ตัวเลขในปี 2548

หนึ่งเดือนก่อนที่วาระในการเป็นประธานเวียนอาเซียนในปี 2554 ของอินโดนีเซียจะสิ้นสุดลง อินโดนีเซียได้นำพาสมาคมประชาชาติแห่งภูมิภาคของเราไปสู่ข้อตกลงใหม่ที่เรียกว่า ปฏิญญาบาหลี 3 หรือ Bali Concorde 3  ซึ่งมีความโดดเด่นไม่แพ้ปฏิญญาฉบับที่ 1 และ 2  ที่มีมาก่อนหน้า ในขณะที่เนื้อหาของปฏิญญาฉบับที่ 1 และ 2  ว่าด้วยข้อบังคับในการร่วมมือแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อภูมิภาคทั้งหมด อย่างเช่นปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ในปฏิญญาบาหลี 3 หรือ Bali Concorde 3 นั้นส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับแผนปฏิบัติการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้รวมถึงการเสริมสร้างศักยภาพในการปรับตัวเตรียมพร้อมรับมือกับสภาพการณ์จะที่เกิดขึ้น คำมั่นที่จะทำให้พิธีสารเกียวโตมีความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้นและท้ายที่สุดเพื่อส่งเสริมการถ่ายโอนและสนับสนุนทุนสำหรับเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสภาพภูมิอากาศ

ข้อตกลงจากการประชุมสุดยอดอาเซียนเมื่อเร็วๆนี้ที่เป็นผลจากการเรียกร้องของอินโดนีเซียให้อาเซียนผนึกกำลังเป็นเสียงเดียวกันในการประชุมที่เดอร์บันและปฏิญญาบาหลี 3 หรือ Bali Concorde 3 เป็นถือเป็นก้าวย่างสำคัญที่ชัดเจนที่จะเรียกร้องผลักดันให้เกิดข้อตกลงสากลที่มีผลผูกพันทางกฏหมาย ยุติธรรม และเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น และนี้คือสิ่งที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโลกใบนี้ต้องการเพื่อบรรเทาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและป้องกันผลกระทบร้ายแรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 

ขณะที่อินโดนีเซียในฐานะประธานอาเซียนได้ผลักดันประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขึ้นเป็นวาระเร่งด่วนของอาเซียนอย่างชัดเจน แต่ปฏิญญาบาหลี 3 หรือ Bali Concorde 3 อาจจะต้องล้มเหลวเหมือนกับข้อตกลงอาเซียนปี 2528 ที่ว่าด้วยการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรเนื่องจากไม่เคยได้รับการรับรองหรือนำไปปฏิบัติใช้ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของวิถีทางในการทำข้อตกลงแบบอาเซียนนั่นคือแค่เห็นด้วยเฉยๆ

หากมองให้รอบคอบเราจะเห็นได้ว่าเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังอีกหลายๆเหตุผลของอาเซียนนั้นขาดเจตนารมณ์อันแน่วแน่ทางการเมือง ซึ่งหากมีความแน่วแน่ก็ดังที่มีคำกล่าวไว้ว่า มันก็ย่อมจะมีหนทางเสมอ

หนทางในการทำให้อาเซียนมีเสียงในที่ประชุม UNFCCC สำหรับผู้นำอาเซียนก็คือ การสั่งการให้ตัวแทนของตนผนึกกำลังเป็นหนึ่งเดียวกันในการประชุมที่เดอร์บันและพูดในฐานะที่เป็นตัวแทนของอาเซียนตามที่ระบุไว้ในปฏิญญาบาหลี 3 หรือ Bali Concorde 3

หากปราศจากซึ่งการสั่งการก็จะไม่มีเสียงที่เป็นหนึ่งเดียวของอาเซียน และหากเป็นเช่นนั้นการเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของอินโดนีเซียก็จะไร้ซึ่งความหมายและปฏิญญาบาหลี 3 หรือ Bali Concorde 3 ก็จะไม่ต่างอะไรจากข้อตกลงเรื่องการอนุรักษ์ในปี 2528

อาเซียนจะทำให้ประชาชนของตนต้องเผชิญกับความทุกข์แสนสาหัสต่อไปหากปฏิญญาบาหลี 3 หรือ Bali Concorde 3 เป็นเพียงแค่อีกหนึ่งวาระที่อาเซียนได้ตกลงกันและถูกพับเก็บไว้เพื่อใช้อ้างอิงเท่านั้น