Car Free Day ลดรถ ลดโลกร้อนกับกฏหมายพลังงานหมุนเวียน

เรื่องราว - กันยายน 24, 2555
รถยนต์หนึ่งคันปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณ 150-200 กรัมต่อกิโลเมตรที่รถวิ่ง ลองคิดดูสิว่าหากมีรถยนต์บนท้องถนน 100 คันวิ่งในระยะทาง 20 กิโลเมตร จะเพิ่มปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศได้มากมายสักเพียงไร แต่ในทางกลับกัน หากเราร่วมลดการใช้ลดกันคนละคัน โลกของเราจะมีอากาศสดใสขึ้นเพียงไร

 
ในวันที่ 22 กันยายน ของทุกปี เป็นวัน Car Free Day ซึ่งมีการถือปฏิบัติกันทั่วโลกเป็นการร่วมมือกันของทุกภาคทุกฝ่ายรณรงค์ให้ประชาชนลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลหันมาใช้รถขนส่งมวลชน รถจักรยาน หรือการเดินเท้ามากขึ้น ซึ่งกรีนพีซได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมกับสมาคมจักรยานเพื่อสุขภาพไทย โดยกิจกรรมในวันนี้เป็นการลดปัญหาโลกร้อนที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดกับการลดการผลิตมลพิษโดยตรงจากภาคพลังงานและภาคการขนส่งที่เป็นต้นตอของปัญหาการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุด และยังเป็นการใช้พลังงานหมุนเวียนรูปแบบที่เราผลิตพลังงานและขับเคลื่อนเอง ลดการนำเข้าเชื้อเพลิงซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายของกฎหมายพลังงานหมุนเวียน เรียกได้ว่าผู้ขับขี่จักรยานเป็นอีกกำลังหนึ่งที่กำหนดอนาคตพลังงานหมุนเวียนของประเทศ และเป็นพลังสำคัญที่ช่วยสนับสนุนกฎหมายพลังงานหมุนเวียนฉบับแรกของไทยที่ทางกรีนพีซกำลังผลักดันให้เกิดขึ้น

กิจกรรมได้เริ่มขึ้นตั้งแต่เวลา 06.00 น. ที่ผ่านมา โดยขบวนรถจักรยานกว่าหนึ่งหมื่นคันปั่นมุ่งสู่ลานพระบรมรูปทรงม้า ซึ่งเป็นจุดรวมตัวใหญ่ เพื่อจัดขบวนจักรยานธงไตรรงค์ที่ยาวที่สุดในโลก ร่วมร้องเพลงชาติพร้อมกันทั่วประเทศอีก 76 จังหวัด ซึ่งจัดกิจกรรมรณรงค์ในท้องถิ่นของตนเอง แล้วจึงเคลื่อนขบวนวนถนนราชดำเนิน สนามหลวง ศรีอยุธยา พญาไท พระราม4 และสวนลุมพินี เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนหันมาใช้จักรยานบนท้องถนนในกรุงเทพฯ

หากคำนึงถึงปริมาณรถยนต์บนท้องถนนแล้ว สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยจำนวนยอดขายรถยนต์ตั้งแต่เดือนมกราคม - สิงหาคม 2555 โดยรถยนต์มียอดขาย 867,703 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2554 ในระยะเวลาเดียวกัน ถึงร้อยละ 48.6 ซึ่งเฉพาะภายในประเทศของเดือนสิงหาคม 2555 มียอดขายทั้งสิ้น 129,509 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้ว ร้อยละ 63.9 โดยข้อมูลจากกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน ระบุว่าในปี 2554 ท่ีผ่านมาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศเพิ่มขึ้นมากกว่า 6,000 ตันต่อวัน หรือ 2.2 ล้านตันต่อปี อันเป็นผลมาจากปริมาณการใช้น้ำมันรวม 25,897 ล้านลิตรต่อปี โดยเฉลี่ยแล้วรถทั้งหมดปล่อยก๊าซเรือนกระจกปีละ 66,968,781 ล้านตัน

จากข้อมูลตรงนี้จะเห็นถึงตัวเลขที่น่ากลัวของก๊าซเรือนกระจกอันเกิดจากรถยนต์ในแต่ละปีอย่างชัดเจน นอกจากจะเป็นผลเสียทางสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจแล้ว ยังส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างประเมินค่าไม่ได้ ในวัน Car Free Day นี้จึงเป็นวันที่ใช้จักรยานเป็นสื่อรณรงค์ให้ลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลต้นเหตุของมลพิษ ในการนี้ นายมงคล วิจะระณะ อุปนายกสมาคมจักรยานเพื่อสุขภาพไทย ให้ความเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่กรุงเทพฯ ควรจะเป็นเมืองที่เอื้อต่อการขับขี่ด้วยจักรยานและรถยนต์สาธารณะซึ่งจะเป็นทางหนึ่ง ที่ช่วยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาสุขภาพ และปัญหาการจราจรได้

นายมงคล วิจะระณะ อุปนายกสมาคมจักรยานเพื่อสุขภาพไทย "เมืองโบโกตา ประเทศโคลัมเบีย ซึ่งเป็นเมืองใหญ่มีประชากรแออัดคล้ายกับกรุงเทพฯ ครั้งหนึ่งเคยมีปัญหายาเสพติดและอาชญากรรมสูงมาก แต่ปัจจุบันได้กลายเป็นเมืองจักรยานที่สามารถลดปัญหาจราจรได้ถึงร้อยละ 30 ถือเป็นเมืองต้นแบบที่กรุงเทพฯเองสามารถปฏิบัติตามได้" นายมงคลเสนอเพิ่มเติม "ทั้งนี้เส้นทางรัชดาภิเษกรอบในระยะทางประมาณ 46 กิโลเมตร น่าจะเป็นทางจักรยานที่ขับขี่ได้อย่างปลอดภัย ซึ่งเป็นเส้นทางวงกลมที่ล้อมรอบเมือง ผู้ที่มาจากชานเมืองสามารถใช้จักรยานแล้วเดินทางไปรอบเมืองได้โดยง่าย เป็นเรื่องที่ทางสมาคมต้องการเสนอความคิดเห็นต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ คนใหม่ในอนาคตอันใกล้นี้ โดยกลุ่มชาวจักรยานและชาวกรุงเทพมหานครควรจะเริ่มจากการเลือกผู้ว่าฯ ที่ให้การสนับสนุนด้านทางจักรยาน สวนสาธารณะ การยกระดับชีวิตของคนในเมืองเพื่อแก้ปัญหามลพิษและการใช้พลังงานของประเทศไทย"

นอกจากกิจกรรมการปั่นจักรยานรอบเมืองแล้ว ชาวนักปั่นและสมาคมจักรยานเพื่อสุขภาพไทยยังมาร่วมปั่นเพื่อสนับสนุนเสียงการผลักดันร่างกฏหมายพลังงานหมุนเวียนฉบับแรก ของกรีนพีซอีกด้วย ทำให้เราขยับเข้าใกล้ความสำเร็จขึ้นอีกนิด ซึ่งทางนายมงคลให้ความคิดเห็นกับกฎหมายพลังงานหมุนเวียนว่าจะเป็นจริงได้ต้องอาศัยการร่วมมือจากทุกภาคทุกฝ่าย "ที่สำคัญที่สุดคือภาครัฐต้องใช้อำนาจรัฐที่ได้งบประมาณจากภาษีประชาชนมาสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน อีกทั้งยังต้องเอื้อผลกำไรที่เหมาะสมต่อนายทุน เนื่องจากต้องการร่วมมือจากนายทุนให้เกิดการลงทุนพัฒนาด้านเทคโนโลยีที่พึ่งพาพลังงานสะอาดโดยไม่คำนึงถึงการค้าน้ำมัน ส่วนประชาชนต้องเข้าใจสิทธิเสรีภาพของตนเองในการมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของประเทศไทย"

หากประเทศไทยมีกฎหมายพลังงานหมุนเวียนขึ้นมาบังคับใช้แล้วจะเป็นการเปิดช่องทางอีกช่องทางหนึ่งให้เราสามารถลงมือทำเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างจริงจัง แต่การที่จะทำให้สังคมไทยเอื้อต่อการเดินและการใช้จักรยานในชีวิตประจำวันได้นั้น ภาครัฐและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจะต้องร่วมกันรณรงค์และส่งเสริมอย่างจริงจัง ปรับปรุงการจราจรที่ยั่งยืน เพื่อเปลี่ยนให้เมืองใหญ่เป็นสถานที่ที่น่าอยู่ อากาศสดใส สูดหายใจได้อย่างเต็มปอด อนาคตสีเขียวจะเกิดขึ้นจริงได้ต้องเริ่มจากที่ตัวคุณเอง เดินไปช้อปปิ้งใกล้บ้านครั้งต่อไปหันมาเดินหรือใช้จักรยานกันนะคะ การรณรงค์เพื่อสนับสนุนกฎหมายพลังงานหมุนเวียนฉบับเเรกของไทยยังไม่จบเท่านี้ ก้าวต่อไปคือกลุ่มชุมชนพลังงานซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการเข้ามาของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานสกปรกโดยตรง

ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซท์
- มติชนออนไลน์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยจำนวนยอดขายรถยนต์
- ไทยโพสต์ ข้อมูลจากกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน