
ในขณะที่ชาติสมาชิกอาเซียนต้องพยายามปรับตัวเข้าหากันตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ประชาชนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ต้องต่อสู้กับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เพิ่มขึ้น เช่น สภาพอากาศแปรปรวน ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น และผลผลิตทางการเกษตรเสียหาย ด้วยความเป็นภูมิภาคที่มีประชากรหนาแน่น มีแหล่งศูนย์กลางทางเศรษฐกิจตลอดแนวชายฝั่งทะเลอันยาวเหยียด ระบบเศรษฐกิจที่มีเกษตรกรรมเป็นพื้นฐาน และพึ่งพาการใช้ทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมหาศาล ทำให้อาเซียนเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีความล่อเหลมต่อผลกระทบมากที่สุดแต่กลับมีการเตรียมตัวรับมือกับวิกฤตโลกน้อยที่สุด
ผลการศึกษาในปี 2552 ของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียหรือ เอดีบี ระบุว่าโดยเฉลี่ยแล้วภูมิภาคนี้มีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากกว่าภูมิภาคอื่นๆทั่วโลกหากไม่เร่งทำอะไรบางอย่าง
ซึ่งหากอาเซียนยังไม่ยอมหยิบยกปัญหานี้ขึ้นมาเป็นประเด็นสำคัญในระดับภูมิภาคก็เท่ากับเป็นการตอกย้ำถึงสิ่งที่เราเคยคิดว่า อาเซียนจะสามารถทำให้ประชากรรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงชีวิตที่ดีขึ้นได้หรือไม่อย่างไร แม้เมื่อเดือนที่แล้วประธานาธิบดีซูซิโล บัมบัง ยูโดโยโน่แห่งอินโดนีเซีย ในฐานะประธานอาเซียน ประกาศว่า “เราจะต้องทำให้อาเซียนเป็นที่พึ่งของประชาชน เราจะต้องแน่ใจว่าอาเซียนจะช่วยปรับปรุงคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น และ ที่สำคัญพอๆกันคือ เราจะต้องช่วยให้ประชาชนของเรามีส่วนร่วมกับทุกสิ่งที่อาเซียนเข้าไปเกี่ยวข้องและประสบความสำเร็จ”
แต่ในขณะที่เขาระบุถึงประเด็นสำคัญอันดับต้นๆของภูมิภาค ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวกับการเมืองและความมั่นคง แต่เป็นที่น่าเสียดายเพราะแม้จะมีการพูดคุยถึงความเชื่อมโยงกันและประชาคมอาเซียน แต่อาเซียนเองก็ยังไม่ตระหนักถึงประเด็นปัญหาที่สำคัญที่สุดของภูมิภาคและของประชาชนกว่า 600 ล้านคนแม้แต่น้อย
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าผู้นำอาเซียนจะออกมาแสดงความวิตกถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิ อากาศ แต่ก็ยังไม่มีเจตจำนงค์ทางการเมืองที่เพียงพอที่จะนำสู่การปฏิบัติร่วมมือแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในการประชุมสุดยอดว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ผ่านมาก็ยังไม่มีการพูดถึงเรื่องนี้
อาเซียนจึงต้องผนึกกำลังกันอย่างจริงจังเพื่อแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงจะสามารถปกป้องภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไว้ได้ ท่ามกลางความวิตกในเรื่องความมั่นคงด้านอาหาร การเข้าถึงแหล่งน้ำและพลังงานสะอาด การบรรเทาความยากจน และการรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซึ่งทั้งหมดขึ้นอยู่กับว่าชาติสมาชิกอาเซียนจะรับมือกับวิกฤตปัญหาระดับโลกนี้ร่วมกันอย่างไร
ดังนั้นจึงเห็นได้ชัดว่ามีช่องว่างระหว่างความเป็นจริงและวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการเชื่อมโยงอาเซียนเข้าด้วยกัน ขณะที่อินโดนีเซียในฐานะประธานอาเซียนยังคงริเริ่มความพยายามในการทำให้ภูมิภาคเป็นหนึ่งเดียว แต่ในทางปฏิบัติ อาเซียนสามารถทำงานร่วมกันได้เฉพาะเป็นเพียงกลุ่มการค้าเท่านั้น ส่วนในเรื่องการเมืองและความมั่นคงนั้นก็เป็นไปดังที่ประธานาธิบดียูโดโยโน่ได้กล่าวไว้ในแถลงการณ์ที่ย้ำว่าจะต้องมีการหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาหารือกันต่อไป แต่หากอาเซียนไม่สามารถร่วมแรงร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวในการแก้ไขปัญหานี้ได้ แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็จะก่อให้เกิดผลกระทบในด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และสังคมตามมาทั่วภูมิภาค
เมื่อพูดถึงความเชื่อมโยงกัน สิ่งแรกที่อาเซียนต้องตระหนักถึงคือทำอย่างไรจึงจะมีเสียงเป็นหนึ่งเดียวกันบนเวทีเจรจาระดับนานาชาติ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องตระหนักว่าการเจรจาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขององค์การสหประชาชาติไม่ใช่เรื่องของหน่วยราชการเท่านั้น แต่ควรเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆของผู้นำอาเซียนที่ต้องใส่ใจต่อภูมิภาคและประชาชน อนาคตของข้อตกลงนานาชาติในเรื่องนี้จะมีความสำคัญกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากกว่าข้อตกลงทางการค้าที่ผู้นำอาเซียนเก่งในการเจรจา ดังนั้นประเด็นดังกล่าวนี้จึงควรมีการไตร่ตรองอย่างรอบคอบและต้องมีการประสานงานร่วมมือกันอย่างดีเยี่ยม
ประเด็นสำคัญที่สุดของกรอบการเจรจาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับนานาชาติยังคงเป็นการตั้งเป้าที่ไม่ท้าทายของประเทศพัฒนาแล้วในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่จะทำให้โลกร้อนขึ้นอีกถึง 3.2 องศาเซลเซียส และการที่จะทำให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียสดังที่ตกลงกันไว้ในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เมืองแคนคูน ของเม็กซิโกในปี 2553 ก็จะไม่มีทางเป็นไปได้ถ้าไม่สามารถทำให้ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนขึ้นถึงระดับสูงสุดและหยุดเพิ่มในปี 2558 และลดระดับลงในช่วง 10 ปีถัดมาตามการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญหลายคนทำนายว่าจะเกิดความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หากแนวโน้มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกยังเป็นอยู่เช่นเดิม ดังนั้นอาเซียนจึงควรจะใช้เสียงของตัวเองในฐานะกลุ่มชาติสมาชิก 10 ประเทศเรียกร้องให้ประเทศพัฒนาแล้วลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง
ทำไมอาเซียนจึงต้องออกแผนการริเริ่มว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งอาเซียน (Asean Climate Change Initiative : ACCI)และจัดการประชุมของคณะทำงานว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Asean working group on Climate Change: AWGCC)เป็นประจำทุกปี ในเมื่อไม่สามารถไปต่อรองอย่างมีน้ำหนักในฐานะเป็นกลุ่มประเทศ 10 ประเทศได้ ทั้งนี้ก็เพราะจุดยืนที่แตกต่างในเรื่องภัยพิบัติและการมองผลประโยชน์ที่จะได้รับจากข้อตกลงเรื่องสภาพภูมิอากาศที่เป็นธรรมไม่เหมือนกัน จึงเป็นเรื่องที่ยากจะเข้าใจ และทำให้เสียโอกาสดีๆไป
นอกจากนี้ในแง่ที่เกี่ยวข้องกับวิสัยทัศน์อาเซียนนั้น การเชื่อมโยงไม่ควรจะเป็นเพียงเรื่องของการเชื่อมโยงตลาดการค้า ถนน และ ระบบไฟฟ้าเข้าด้วยกันเท่านั้น เพราะท้ายสุดจะได้รับความเสียหายจากพายุที่เกิดขึ้นถี่และรุนแรงขึ้น อุทกภัย ความแห้งแล้ง และปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอันรุนแรงอีกมากมายที่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ความเชื่อมโยงกันจึงควรเป็นเรื่องของการปกป้องธรรมชาติและการเกี่ยวโยงกันอย่างแท้จริงในกลุ่มอาเซียน การเกี่ยวโยงนี้กล่าวคือเป็นเรื่องของระบบนิเวศที่มีความเปราะบางเหมือนๆกันทั่วทั้งภูมิภาค ความเกี่ยวโยงด้านประวัติศาสตร์ของกลุ่ม 10 ชาติสมาชิกอาเซียน และผลประโยชน์ของประชากรที่ส่วนใหญ่ยังยากจนในปัจจุบัน ความเชื่อมโยงเป็นมากกว่าความเกี่ยวเนื่องทางด้านกายภาพและวัตถุมันเป็นเรื่องของความเป็นหนึ่งเดียวกันทางการเมืองในฐานะที่เป็นกลุ่มชาติสมาชิก 10 ประเทศที่ต้องตระหนักถึงภัยคุกคามใหญ่หลวงที่มีผลกระทบต่อประชากรมากกว่า 600 ล้านคนและการพัฒนาของภูมิภาคนี้
อาเซียนจึงต้องร่วมเป็นเสียงหนึ่งเดียวและเรียกร้องให้มีการตัดลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามแผนที่ได้วางไว้ในปี 2558 ในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรอบใหม่ที่เมืองเดอร์บัน สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ ซึ่งจะแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงกันของอาเซียน และ ความสัมพันธ์อันดีในกลุ่มชาติสมาชิกในแง่ของความรู้สึกร่วมกันอย่างแท้จริง
โดย เซลดา โซริยาโน ที่ปรึกษาด้านการเมือง กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้