ทะเลคือชีวิต ไร้ปลา ไร้อนาคต

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการประมงแบบทำลายล้าง ศัตรูตัวฉกาจของทะเลและวิถีชีวิต ชาวประมง

เรื่องราว - สิงหาคม 6, 2556
ทางภาคใต้ของประเทศไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่บริเวณอ่าวไทยนั้นเป็นถิ่นฐานของชาวประมงมาช้านาน และชาวประจวบคีรีขันธ์ก็เป็นหนึ่งในจังหวัดที่ประกอบอาชีพประมงเป็นหลัก และมีท้องทะเลเป็นสายเลือดที่หล่อเลี้ยงชีวิตของพวกเขาตลอดมา

 

ทว่าความอุดมสมบูรณ์ของชายหาดและท้องทะเลที่ห่างไกลจากตัวเมืองที่อัดแน่นไปด้วยรีสอร์ทและสถานที่ท่องเที่ยวยามราตรีนั้นกำลังเข้าใกล้ภาวะล่มสลายไปทุกที จากการเผชิญหน้ากับศัตรูสำคัญแห่งท้องทะเล คือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการประมงเกินขนาดที่กำลังทำลายล้างทะเลอย่างไม่หยุดหย่อน

เวลาได้ผันแปรสิ่งต่างๆ อย่างรวดเร็วสำหรับ นิวัฒน์ เฉลิมวงศ์ และเขากำลังเป็นห่วงอนาคตชุมชนของเขา หากจะกล่าวว่าเลือดชาวประมงได้ไหลเวียนอยู่ในตัวของเขาก็คงจะไม่ผิดนัก นิวัฒน์ ได้เริ่มออกหาปลาร่วมกับเรือประมงตั้งแต่อายุ 12 ปี และเป็นเวลากว่า 40 มาแล้วที่เขาหาเลี้ยงจุนเจือครอบครัวด้วยการประมงจับสัตว์น้ำจากท้องทะเล

7 สิงหาคม 2556

นิวัฒน์ เฉลิมวงศ์ ภาพโดย เริงฤทธิ์ คงเมือง/กรีนพีซ

“เมื่อครั้งที่ผมเริ่มหาปลา ในอ่าวแห่งนี้มีปลาฉลามและปลากระเบนอาศัยอยู่มามาย รวมถึงมีปลาหลากหลายสายพันธุ์ให้เราจับ แต่ขณะนี้เราไม่พบเห็นปลาเหล่านี้อีกเลย” นิวัฒน์ เล่าถึงจุดตกต่ำอย่างน่าใจหายของท้องทะเลในความรู้สึกของชาวประมงพื้นบ้านจากการตักตวงผลประโยชน์อย่างละโมบจากเรืออวนลากพาณิชย์ในทะเลอ่าวไทย

“ครั้งแรกที่ผมเห็นเรืออวนลากมายังอ่าวแห่งนี้ คือประมาณ 20 ปีที่แล้ว และพวกเขาก็ลากกวาดเอาทุกสิ่งทุกอย่างไป แม้แต่ไข่ปลา เพราะตาข่ายที่พวกเขาใช้นั้นตาถี่มาก นี่เป็นเรื่องร้ายแรงมากเพราะนั่นหมายถึงปลาจะไม่สามารถขยายพันธุ์ได้และจะสูญพันธุ์ไปในที่สุด”

เรืออวนลาก คือ เรือประมงที่มีอวนขนาดใหญ่ลากตั้งแต่พื้นทะเลไปจนเกือบผิวน้ำ โดยมีเรืออวนลากเพียงร้อยละ 13 ของเรือประมงทั้งหมดในประเทศไทย แต่กลับสามารถจับปลาได้จำนวนมากถึงกว่าครึ่งหนึ่งของปริมาณการจับปลาทั้งหมดของไทย

“สำหรับชาวประมงพื้นบ้านบางกลุ่ม ปลาที่จับได้นั้นลดลงไปถึงครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับที่เคยประมงมา ผมคิดว่าเป็นเพราะเรืออวนลากตักตวงเอาปลามากเกินไป และไม่หลงเหลือปลาไว้ให้กับชุมชนได้หาเลี้ยงชีพ” นิวัฒน์กล่าวเสริม

ภาวะหนี้สินเป็นสิ่งที่ชาวประมงพื้นบ้านต้องวิตกกังวลอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเพียงสภาพอากาศที่ย่ำแย่ หรือพายุที่โหมกระหน่ำก็หมายถึงหนี้สินที่กำลังเพิ่มพูนอีกหนึ่งวัน อังศดา กลันไพฑูรย์ ชาวประมงพื้นบ้านจาก เขาแดง กล่าวว่า เรืออวนลากที่กำลังคุกคามอ่าวไทยนั้นยิ่งทำให้วิถีชีวิตชาวประมงของเขาลำบากยิ่งขึ้น

7 สิงหาคม 2556

อังศดา กลันไพฑูรย์ ภาพโดย เริงฤทธิ์ คงเมือง/กรีนพีซ

“เรืออวนลากมีตาข่ายขนาดใหญ่ที่สามารถลากไปตามพื้นทะเล และกวาดเอาทุกสิ่งทุกอย่างไป” เขากล่าวกับสำนักข่าวอัล จาซีรา “พวกเขาจับไปแม้กระทั่งลูกปลาวัยอ่อน นั่นหมายความว่ายิ่งหลงเหลือปลาให้จับน้อยลงไปทุกที เพราะพวกเขาจับสัตว์น้ำที่จะเติบโตต่อไปในอนาคตไปจากทะเล”

เรืออวนลากพาณิชย์ไม่เพียงแต่ดูดกลืนเอาสัตว์น้ำออกไปจากท้องทะเลเท่านั้น แต่ยังกวาดลากเอาเครื่องมือประมงพื้นบ้านที่ชาวบ้านวางเอาไว้อีกด้วย “เมื่อปีที่แล้วผมต้องสูญเสียเงิน 15,000 บาท กับการซื้อเครื่องมือประมงใหม่ เพราะโดนเรืออวนลากกวาดไปพร้อมกับปลา” อังศดากล่าว “ซึ่งนี่เกิดขึ้นเป็นครั้งที่สามแล้ว”

หนทางเดียวที่เขาสามารถซื้อเครื่องมือประมงใหม่ได้ คือการกู้ยืมเงินและหากยังโดนลากไปก่อนที่เขาจะสามารถจ่ายเงินกู้ได้หมด เขาก็จะติดอยู่ในวังวนของหนี้สินที่ไม่มีวันสิ้นสุด และยิ่งไม่มีอะไรรับรองได้ว่าเขาจะสามารถจับปลาได้ปริมาณที่มากขึ้นอีก

 การล่มสลายของระบบนิเวศทางทะเล

“เราออกไปหาปลาหมึกในเวลากลางคืน แต่พ่อของผมบอกว่ามีปลาหมึกหลงเหลือให้จับไม่เยอะมากแล้วในทุกวันนี้” อังศดากล่าว “การทำนากุ้งนั้นได้ปล่อยน้ำเสียลงสู่ทะเล และทำให้ปลาหมึกไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้”

ตามแนวชายฝั่งนั้นกลายเป็นพื้นที่ทำนากุ้งเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมีจำนวนมากที่เป็นนากุ้งของบริษัทซูเปอร์มาเก็ตรายใหญ่ของไทย เพื่อส่งออกไปนอกประเทศและในประเทศ นาข้าวจำนวนมากเองก็ได้กลายมาเป็นนากุ้ง รวมถึงป่าโกงกางซึ่งเป็นกลไกสำศัญในระบบนิเวศทางทะเลก็ได้ถูกทำลายให้กลายเป็นนากุ้ง ซึ่งใช้ปุ๋ยเคมีและยาปฏิชีวนะ

7 สิงหาคม 2556

ทองพูน กลันไพฑูรย์ ภาพโดย เริงฤทธิ์ คงเมือง/กรีนพีซ

ทองพูน กลันไพฑูรย์ มารดาของ อังศดา กล่าวว่า การสูญเสียป่าโกงกางไปยังเป็นการสร้างภัยด้านอื่นอีกด้วย “ฉันสังเกตว่าอากาศนั้นคาดเดาได้ยากกว่าสมัยที่ฉันยังเด็ก ขณะนี้เกิดพายุบ่อยครั้งขึ้น และรุนแรงขึ้นกว่าเดิม” เธอกล่าว “และหากพายุมาจากทางตะวันตก ที่ที่เรายังคงมีป่าโกงกางคอยกั้นไว้อยู่ก็จะยังคงไม่เลวร้ายมาก แต่ในฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือนั้น เจ้าของนากุ้งได้ตัดเอาป่าโกงกางออกไปหมด เมือมีพายุเข้าเราก็จะได้รับผลกระทบที่รุนแรงมาก”

 ครอบครัว กลันไพฑูรย์ กล่าวว่าครอบครัวชาวประมงมากมายจำเป็นต้องปรับตัวให้ได้กับการลดจำนวนลงของปลา ด้วยการปรับเรือประมงให้สามารถจับปลาหมึกและปู

“พวกเขาไม่สามารถจับปลาชนิดอื่นได้มากพออีกต่อไปแล้ว และหากยังเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ทุกคนในชุมชนก็จะได้รับความเดือดร้อนอย่างแน่นอน”

เขายังกังวลอย่างมากถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เคยได้ประสบพบเห็นมาตลอดช่วงชีวิต

“ในอดีตฤดูต่างๆ เป็นไปตามธรรมชาติ แต่ในปัจจุบันนี้ไม่มีฤดูหนาวอีกต่อไป และฤดูร้อนก็ยิ่งร้อนขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” เขากล่าว น้องสาวของครอบครัว กลันไพฑูรย์ เองก็ประกอบอาชีพเป็นชาวสวนสับปะรด และสังเกตได้เช่นกันว่าอุณภูมิที่สูงขึ้นนั้นทำให้ชาวสวนทำงานได้ลำบากมากในช่วงกลางวันอันร้อนระอุ

“ขณะนี้เด็กๆ กำลังเจ็บป่วยจากอากาศร้อน และผู้ใหญ่ก็เหนื่อยง่ายขึ้น เราต้องอาบน้ำวันละสามครั้งเพื่อให้สามารถทำงานได้”

ผลกระทบจากสภาวะโลกร้อนต่อมหาสมุทรนั้นยิ่งชัดเจนสำหรับเขา ซึ่งเป็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก “เราสังเกตได้ชัดเจนว่าน้ำทะเลอุ่นขึ้นมาก” เขากล่าว “เมื่อน้ำทะเลร้อน ซากสัตว์ที่ก้นทะเลก็จะลอยตัวขึ้นมาบนพื้นผิวน้ำ และทำให้มีสาหร่ายทะเลเกิดขึ้นจำนวนมาก สาหร่ายเหล่านี้จะกั้นออกซิเจนผิวน้ำ และทำให้ปลาไม่สามารถหายใจได้เนื่องจากน้ำเน่าเสีย สาหร่ายจำนวนนี้จะลื่น และเกาะตาข่ายของชาวประมง ยากแก่การตักขึ้นมาเพื่อทำลายเนื่องจากเมื่อเราดึงมันขึ้นมาก็จะไหลหลุดมือเราไป”

อังศดา ในฐานะตัวแทนของกลุ่มประมงชาวบ้านได้กล่าวถึงความวิตกกังวลต่ออนาคตของชุมชนว่า “ชาวประมงจำนวนมากได้เลิกอาขีพประมงไปเนื่องจากเป็นหนี้สินกู้ยืมเพื่อซื้อเรือและเครื่องมือประมง แต่เมื่อไม่สามารถจับปลาได้เพียงพอ พวกเขาก็ต้องเลิกอาชีพด้วยการชายเรือเพื่อคืนหนี้สิน”

ในภาวะที่ทั้งการเกษตรและการประมงกำลังถูกภัยคุกคามเช่นนี้ เขาไม่แน่ใจเลยว่าชุมชนจะเอาตัวรอดไปได้หรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่เขาแน่ใจคือมนุษย์คือต้นเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้น “เมื่อผมยังเด็ก เราจับปลาเฉพาะที่เราต้องการ แต่ในปัจจุบันนี้ปัญหาคือเราไม่หลงเหลือความสมดุลระหว่างมนุษย์และธรรมชาติอีกต่อไป

ในขณะที่นิวัฒน์กำลังเล่าถึงปัญหานี้ ท่าเรือข้างๆ เรือประมงอวนลากกำลังแยกปลาที่จับมาได้อยู่ คนงานสวมรองเท้าบูทพลาสติก และหมวกคาวบอยกำลังแยกปลาเพื่อบรรจุลงน้ำแข็งและขายให้กับบริษัทใหญ่ ออกจากกองปลาเล็กปลาน้อยอื่นๆ ที่จับติดตาข่ายขึ้นมาจากการจับสัตว์น้ำพลอยได้ หรือที่เรียกว่า “เศษปลา” โดยเศษปลาที่ว่านี้อาจจะมีสัดส่วนที่มากถึงร้อยละ 60 ของจำนวนที่เรืออวนลากจับได้ทั้งหมด และจำนวนมากถึงร้อยละ 30 ของเศษปลานั้นเป็นปลาเศรษฐกิจวัยอ่อนทั้งสิ้น

ปลาจากการจับสัตว์น้ำพลอยได้ ยังรวมไปถึงปลากระเบน และฉลาม ที่กำลังดิ้นทุรนทุรายอยู่บนเรือ และลูกปลาจำนวนมหาศาลที่ติดอยู่กับอวนตาถี่ ปลาเหล่านี้ไม่ใช่สัตว์น้ำเป้าหมายของเรืออวนลาก แต่กลับถูกลากจับขึ้นมา เศษปลาคือปลาที่ไม่สามารถขายเป็นอาหารให้กับมนุษย์ได้ จึงถูกนำไปบดและอบแห้ง เพื่อนำไปเป็นอาหารสัตว์และอาหารกุ้งสำหรับนากุ้ง

ท่าเรือถูกเคลือบไปด้วยคราบเหนียวของปลาเล็กปลาน้อยที่ถูกทิ้ง กลายเป็นสิ่งตอกย้ำว่าเรืออวนลากเหล่านี้ไม่ได้เพียงแค่ทำลายท้องทะเลเท่านั้น แต่ยังทำลายชีวิตของชุมชนชาวประมงอีกด้วย หลังจากที่เรือแช่แข็งสัตว์ทะเลได้เคลื่อนจากไป ลูกเรือของเรืออวนลากก็ใช้น้ำฉีดชะล้างร่างที่ไร้วิญญาณของลูกปลาที่เป็นชีวิตของทะเลออกจากเรือทิ้งลงสู่ทะเลอย่างไร้ค่า เฉกเช่นเดียวกับชีวิตของมหาสมุทรที่กำลังตายลงไปทุกทีโดยที่พวกเขาไม่ได้ใส่ใจอะไร

เขียนโดย: นิโคล จอห์นสตัน
ภาพโดย เริงฤทธิ์ คงเมือง/กรีนพีซ
เนื้อหานี้ถูกเผยแพร่ครั้งแรกที่ Aljazeera

ด้วยความร่วมมือกันเราสามารถปกป้องทะเลได้ www.defendouroceans.org