เงินยังไม่ใช่คำตอบ....ลำห้วยคลิตี้ต้องฟื้นฟู

เรื่องราว - เมษายน 1, 2556
จากเหตุการณ์การปนเปื้อนสารตะกั่วในลำห้วยคลิตี้ ต.ชะแล อ.ทองผาภูมิ จ. กาญจนบุรี 15 ปีผ่านมาเรื่องราวนี้กลายเป็นตำนานการปนเปื้อนมลพิษในสิ่งแวดล้อม ที่ทำให้คนไทยกว่าครึ่งประเทศรู้จักหมู่บ้านคลิตี้แห่งนี้

หน่วยศึกษาและเฝ้าระวังมลพิษทางน้ำ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์การจ่ายเงินค่าชดเชยตามคำสั่งศาลปกครอง  โดยศาลได้มีคำสั่งให้กรมควบคุมมลพิษจ่ายเงินชดเชยแก่ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการปนเปื้อนของสารตะกั่วทั้ง 22 คน และต้องฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ให้มีสภาพที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ดังเดิม

ขอบคุณภาพจาก THE NATION www.nationmultimedia.com

 

29 มีนาคม พ.ศ 2556 กรมควบคุมมลพิษลงพื้นที่เพื่อทำการมอบเงินชดเชยแก่ชาวบ้าน นำเสนอแผนการฟื้นฟูให้แล้วเสร็จภายใน 3 ปี และเปิดรับฟังความคิดเห็นจากชาวบ้านและองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานในพื้นที่ เนื่องจากหมู่บ้านยังได้รับความลำบากด้านการเข้าถึงแหล่งน้ำสะอาดเพื่ออุปโภคบริโภค เงินค่าชดเชยที่ชาวบ้านได้รับจึงได้นำมาดำเนินการตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาประปาภูเขาเพื่อเป็นแหล่งน้ำในการอุปโภคและบริโภคหลักของคนในหมู่บ้านระหว่างการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้

ซึ่งหลังจากรับมอบค่าชดเชยดังกล่าว นาย กำธร ศรีสุวรรณมาลา ตัวแทนชุมชนได้แสดงความคิดเห็นถึงเรื่องนี้ว่า “เป้าหมายหลักของชาวบ้านไม่ได้อยู่ที่เงินค่าชดเชย แต่เป็นการฟื้นฟูให้ลำห้วยคลิตี้กลับมาใช้ได้เหมือนเดิม เพราะเงินอยู่กับเราใช้ไม่กี่ปีแล้วก็หมดไป แต่ถ้ามีการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ได้ น้ำที่นี่ก็สามารถใช้กันได้ชั่วลูกชั่วหลาน อนาคตเด็กๆจะได้ปลอดภัย”  

นายพลาย ภิรมย์ ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้มีความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า “ สังคมอาจจะลืมไปว่าจำเลยผู้ที่ทำให้ลำห้วยคลิตี้นี้เสียหายคือผู้ประกอบการเหมืองแร่ ซึ่งภาระการรับผิดชอบอาจไม่ใช่ของกรมควบคุมมลพิษโดยตรง และจะต้องทำอย่างไรที่จะทำให้ทุกคนเห็นว่า อุตสาหกรรมเหมืองแร่ที่ขาดความรับผิดชอบส่งผลกระทบต่อคนและสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง เพราะฉะนั้นหลังจากที่ทำการฟื้นฟูลำห้วยตรงนี้แล้วการฟ้องร้องเพื่อเอาผิดแก่ผู้ประกอบการจึงเป็นเรื่องจำเป็น

จากเหตุการณ์การต่อสู้ของชาวบ้านและหน่วยงานภาคประชาสังคมที่ได้ร่วมกันปกป้องวิถีชีวิตและสายน้ำในลำห้วยคลิตี้เป็นเวลายาวนานถึง 15 ปีซึ่งต้นเหตุเกิดจากอุตสาหกรรมที่แสวงหาผลกำไรและไร้ความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนร่วม และเป็นที่น่าเป็นห่วงว่าอุตสาหกรรมเหมืองแร่ทั่วประเทศไทย มีแนวโน้มก่อให้เกิดปัญหาและส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของชุมชนร้ายแรงขึ้นเรื่อยๆ ความหวังคงของประชาชนคงอยู่ที่ภาครัฐผู้มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงในการออกใบอนุญาติและบังคับใช้กฏหมายโดยเห็นแก่ประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก และภาคอุตสาหกรรมต้องมีความรับผิดชอบต่อส่วนรวมและสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตปลอดมลพิษแก่ลูกหลานของเราต่อไป 

ดูภาพบรรยากาศของวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ 2556 ที่ผ่านมา กับการมอบเงินชดเชยแก่ชาวบ้าน และนำเสนอแผนการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ให้แล้วเสร็จภายใน 3 ปีของกรมควบคุมมลพิษ

หมวด