นักการเมืองฟังเสียงกลุ่มผู้ก่อมลพิษในการเจรจาโลกร้อน

เรื่องราว - ธันวาคม 13, 2554
การเจรจาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เมืองเดอร์บัน จบลงด้วยความล้มเหลว รัฐบาลที่เข้าร่วมการเจรจาเลือกที่จะฟังเสียงกลุ่มผู้ก่อมลพิษมากกว่าที่จะฟังเสียงประชาชนส่วนใหญ่ และยังล้มเหลวที่จะรักษามาตรการที่จะช่วยแก้ไขสภาพภูมิอากาศที่มีอยู่ อีกทั้งยังไม่ประสบผลสำเร็จในการสร้างกฎระเบียบฉบับใหม่ของโลกที่มีความชัดเจนในการจัดการกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอีกด้วย

กลุ่มผู้ก่อมลพิษเฉลิมฉลองกันเมื่อการเจรจา COP 17 ไม่มีความก้าวหน้า

เหล่าอาสาสมัครกรีนพีซแต่งตัวเป็นผู้แทนกลุ่มอุตสาหกรรมฟอสซิลที่ก่อมลพิษ เพื่อ“เฉลิมฉลอง” ร่วมกันด้านหน้าเวทีการเจรจาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่จัดขึ้นที่เมืองเดอร์บัน โดยมีการดื่มฉลองแชมเปญ และส่งเสียงเฮฮาถึงชัยชนะที่สามารถปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ต่อไป ขณะที่การเจรจายังไม่มีความคืบหน้าในช่วงสองสามชั่วโมงสุดท้าย
 

แม้จะมี ข้อเรียกร้องจากหลายฝ่าย ในเวทีการเจรจาเมื่อวานนี้ แต่กลุ่มผู้ก่อมลพิษก็กลับได้รับชัยชนะในการเจรจารอบนี้ เพราะเหล่านักการเมืองมีความคืบหน้าเพียงเล็กน้อยเท่านั้นในการเดินหน้าจัดการกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เมื่อสองปีที่แล้วที่กรุงโคเปนฮาเกน นักการเมืองได้สัญญาว่าจะจัดตั้งกองทุน 100 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ขึ้นเพื่อช่วยให้ประเทศที่ยากจนที่สุดสามารถดำเนินการด้านการปรับตัวและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ แต่เมื่อมาถึงที่เมืองเดอร์บันในอีกสองปีต่อมา กลับดำเนินการเพียงการวางแผนเพื่อออกแบบแนวทางที่จะหาเงินและการจัดสรรเงินเท่านั้น ซึ่งก็ยังไม่สามารถจัดตั้งกองทุนได้

รายละเอียดเนื้อหาการเจรจานั้นมีความสลับซับซ้อนมาก แต่ความจริงที่เกิดขึ้นนั้นง่ายมาก นั่นก็คือ เราไม่ได้เดินหน้าเข้าใกล้สิ่งที่เราจำเป็นต้องดำเนินการเพื่อจัดการกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังรุนแรงอยู่ในขณะนี้เลย

ผู้ที่ขัดขวางการเจรจาไม่ให้ประสบความสำเร็จ ที่สำคัญที่สุดก็คือ สหรัฐอเมริกา ซึ่งดำเนินการเจรจาโดยให้การสนับสนุนกลุ่มธุรกิจที่ปล่อยคาร์บอนอย่างชัดเจน เหล่านักเจรจาของสหรัฐฯเองแทบไม่มีที่นั่งในห้องเจรจา รัฐบาลประเทศอื่นๆและกลุ่มประเทศที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นสหภาพยุโรป จีน และอินเดีย น่าจะต้องร่วมมือกันเพื่อเอาชนะสหรัฐฯให้ได้ ซึ่งควรจะต้องร่วมกันสนับสนุนกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อผลักดันให้การเจรจาประสบความก้าวหน้า

สิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้นก็คือ กลุ่มผู้ขัดขวางความสำเร็จ ซึ่งนำโดยสหรัฐฯนั้น ได้ประสบความสำเร็จในการระบุข้อความที่ไม่ควรจะต้องปรากฎเข้าไป ซึ่งอาจทำให้ข้อตกลงฉบับใหม่ที่มีความเข้มข้นขึ้นไม่สามารถมีผลบังคับใช้ทางกฎหมายได้ และหากมีการอ้างถึงข้อความดังกล่าวอย่างไม่เหมาะสม ก็จะนำไปสู่หายนะได้ และข้อตกลงใหม่นี้คาดว่าจะมีผลบังคับใช้นับจากปี พ.ศ. 2563 เป็นต้นไป” ทำให้แทบไม่มีโอกาสในการเพิ่มความเข้มข้นของการลดการปล่อยคาร์บอนเลยในช่วงทศวรรษนี้ ในขณะที่เหล่านักวิทยาศาสตร์บอกว่าในช่วงดังกล่าวเป็นช่วงที่มีการปล่อยคาร์บอนในปริมาณสูงสุด" คูมิ ไนดู ผู้อำนวนการกรีนพีซสากลกล่าว

“รัฐบาลที่กลับจากเดอร์บันควรจะต้องละอายแก่ใจ และเมื่อเดินทางกลับถึงบ้าน เราสงสัยเหลือเกินว่าพวกเขาจะมองหน้าลูกหลานของเขาได้อย่างไร พวกเขาทำให้เราผิดหวังมาก ความล้มเหลวที่เกิดขึ้น เราจะเห็นได้จากความทุกข์ยากของคนจน คนที่ได้รับความเสี่ยงมากที่สุด และเป็นคนที่เป็นต้นเหตุให้เกิดวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศน้อยที่สุดนั่นเอง”