ความเสี่ยงมลพิษจากการกู้นิคมฯ จากน้ำท่วม

เรื่องราว - พฤศจิกายน 18, 2554
โดยธรรมชาติของน้ำแล้ว น้ำเป็นของเหลวที่มีคุณสมบัติที่สามารถชะล้างสิ่งต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ดังนั้นน้ำที่ท่วมไหลผ่านสถานที่ต่างๆ ตั้งแต่ไร่นา ที่จะชะล้างเอาสารอินทรีย์และสารเคมีเกษตร ถนนและบ้านเรือนที่น้ำจะชะล้างเอาฝุ่น น้ำมัน ขยะและสิ่งปฏิกูล โรงงานอุตสาหกรรมที่นอกจากความสกปรกทั่วไปแล้ว ยังมีสารเคมีอันตราย ขยะและกากอุตสาหกรรมจากกระบวนการผลิต และกากตะกอนเคมีปริมาณมหาศาลที่อยู่ในบ่อบำบัดน้ำเสียได้ที่น้ำได้ชะล้างออกมา นอกจากนี้ยังมีท่อระบายน้ำในเมือง บ่อและที่ทิ้งขยะที่ล้วนเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคมากมาย น้ำท่วมครั้งนี้จึงย่อมนำพาสิ่งสกปรกทั้งหลายหรือสารมลพิษต่างๆ มาพร้อมกับน้ำ

หนึ่งในประเด็นที่ประชาชนกังวลเป็นอย่างยิ่งจึงหนีไม่พ้นสารพิษรั่วไหลจากโรงงานหลายแห่งที่ล้วนต้องจมอยู่ใต้น้ำ น้ำท่วมครั้งนี้ได้ทำให้มีโรงงานนับพันแห่งต้องจมอยู่ใต้น้ำ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในนิคมทั้ง 7 แห่งคือ นิคมฯสหรัตนนคร นวนคร บ้านหว้า (หรือไฮเทค) บางปะอิน แฟคทอรี่แลนด์ โรจนะ และบางกระดี แม้กระบวนการป้องกันและการตรวจสอบของทั้งภาครัฐและอุตสาหกรรมเกี่ยวกับมลพิษที่อาจปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อมจากโรงงานที่ถูกน้ำท่วมยังไม่มีให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม  ล่าสุดรัฐบาลยังประกาศภารกิจเร่งด่วนคือการกู้นิคมอุตสาหกรรมที่ถูกน้ำท่วม โดยเริ่มยกคันดินรอบนิคมฯ ให้สูงและแข็งแรงมากขึ้นเพื่อสูบน้ำออก

ความเสี่ยงมลพิษจากการกู้นิคมฯ จากน้ำท่วม

 

การดำเนินการกู้นิคมฯ ด้วยวิธีการสูบน้ำออกดังกล่าวได้สร้างความวิตกกังวลและปัญหามลพิษต่อชุมชนรอบนิคมฯ ซึ่งมีอาชีพและความเป็นอยู่ที่หลากหลาย เช่น ทำนา ทำสวน และเป็นที่อยู่อาศัยของแรงงานและชุมชนดั้งเดิมที่อยู่มาช้านาน ซึ่งน้ำที่ถูกสูบออกจากโรงงานและนิคมฯ นั้นเป็นน้ำที่มีความสกปรก จากทั้งการที่ท่วมขังมานานและผ่านการชะล้างสารมลพิษต่างๆ ที่อยู่ในโรงงานและเครื่องจักรอุตสาหกรรม ชิ้นส่วน วัตถุดิบต่างๆ ซึ่งใช้เป็นส่วนประกอบในการผลิต รวมทั้งการปนเปื้อนจากบ่อบำบัดน้ำเสียและเตาเผาสิ่งปฏิกูลต่างๆ สามารถผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย และเสี่ยงต่อการได้รับสารพิษต่างๆ จนทำให้เกิดการเจ็บป่วยในระยะยาว

การสูบน้ำออกจากโรงงานยังเป็นการเพิ่มระดับน้ำให้กับชุมชนรอบนิคมฯ ถือเป็นการซ้ำเติมให้ชุมชนต้องแบกรับเพิ่มมากขึ้น บางชุมชนได้มีการรวมตัวพร้อมรายชื่อเสนอเพื่อให้โรงงานได้ชะลอการสูบน้ำออก ให้รอจนกว่าน้ำจะแห้งและควรดำเนินการโดยมีการปรึกษาหารือกับชุมชน ที่สำคัญชุมชนขอให้มีการตรวจสอบเพื่อให้แน่ใจว่าน้ำที่สูบออกมาปราศจากการปนเปื้อนจากสารเคมีและเชื้อโรค แต่ทางนิคมฯ ไม่ได้ให้ความสนใจต่อข้อเรียกร้องดังกล่าว แม้แต่รัฐบาลเองก็มิได้แถลงให้ชัดเจนว่าการกู้นิคมครั้งนี้มีหลักประกันในการสร้างมาตรการความปลอดภัยให้กับชีวิต สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และมีระบบการทดแทนหรือเยียวยาอย่างไร ประชาชนจะมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นอย่างไร



ทั้งนี้ หน่วยงานภาครัฐได้ตอบถึงความกังวลของภาคประชาชนเกี่ยวกับปัญหามลพิษที่จะเกิดขึ้นว่า จะยังคงให้สูบหรือปล่อยระบายน้ำทิ้งออกจากบริเวณนิคมฯไปก่อน และจะเฝ้าตรวจคุณภาพน้ำตามไป  หากมีปัญหาตรงไหนก็จะหามาตรการแก้ไขเป็นกรณีไป ซึ่งเป็นคำตอบที่ไร้จิตสำนึกถึงความห่วงใยต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชน ขยายปัญหาที่เป็นเฉพาะจุดและอยู่ในขอบเขตที่อาจควบคุมได้มาสู่เป็นปัญหาบริเวณกว้างนอกพื้นที่ของตน และซึ่งจะไม่สามารถควบคุมการแพร่กระจายปนเปื้อนได้ เป็นแนวทางที่ตรงข้ามกับแนวปฏิบัติที่เหมาะสมที่จะต้องมีการสำรวจว่ามลพิษในบริเวณนิคมฯ ว่ามีมากน้อยเพียงใด มีสารเคมีประเภทใด บริเวณใดหรือโรงงานใดมีการใช้สารเคมีอันตรายและมีความเสี่ยง และควรกักเก็บไว้ก่อนเพื่อหาหนทางบำบัดให้ดีขึ้นก่อนจะปล่อยระบายออกนอกบริเวณ  นอกจากนี้ยังควรที่จะกักตะกอน ดักน้ำมัน และเก็บขยะทั้งอันตรายและไม่อันตรายออกก่อนที่จะปล่อยออกสู่ภายนอก

การวิเคราะห์ถึงสารเคมีปนเปื้อนในน้ำนั้น จะต้องรู้ข้อมูลที่ชัดเจนว่าบริเวณใดมีความเสี่ยงปนเปื้อนของสารเคมีชนิดใด และทำอย่างครบถ้วนและไม่ควรจำกัดวิเคราะห์เพียงชนิดสารที่กำหนดอยู่ในมาตรฐานน้ำทิ้ง ซึ่งอาจไม่ครอบคลุมและไม่ได้วิเคราะห์สารที่ไม่รู้ว่าอาจมีปะปนอยู่  ดังนั้นจึงไม่สามารถบอกได้ว่ามีการปนเปื้อนหรือไม่และมีอยู่ในปริมาณมากน้อยเพียงใด

 

จากปัญหาดังกล่าว ตัวแทนจากภาคประชาชนและนักวิชาการ ได้มีการจัดเสวนาเรื่อง “กู้นิคมอย่างไรให้ปลอดภัย” โดยมีข้อสรุปว่า ปัญหานี้เป็นปัญหาทั้งในทางเทคนิคและปัญหาทางนโยบาย ซึ่งปัญหาทางนโยบายนั้นรัฐบาลควรมีแนวทางในการกู้นิคมอุตสาหกรรมที่ถูกน้ำท่วม ดังต่อไปนี้

  1. รัฐบาลควรเปิดเผยรายชื่อคณะกรรมการฟื้นฟูนิคมอุตสาหกรรม เพื่อให้ประชาชนและภาคส่วนต่างๆได้ทราบว่ากรรมการเหล่านี้ประกอบด้วยใครบ้าง และกรรมการนี้ก็ควรมีตัวแทนมาจากหลายภาคส่วน และควรประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ เพราะการจัดการของเสียเป็นเรื่องทางเทคนิค
  2. ควรเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เป็นข้อเท็จจริงเพื่อให้ประชาชนทราบ และสื่อสารผ่านช่องทางสาธารณะโดยไม่ทำให้ประชาชนตื่นตระหนก
  3. โรงงานทั้งในและนอกนิคมอุตสาหกรรมที่กำลังจะถูกน้ำท่วม รัฐบาลควรเข้าไปแนะนำการป้องกันการรั่วไหลของสารเคมีและของเสียอันตราย
  4. ควรมีการปรึกษาหารือกับประชาชนในพื้นที่เรื่องการแก้ปัญหาและการตัดสินใจที่ประชาชนต้องเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อให้มีการกู้นิคมอุตสาหกรรมได้อย่างรวดเร็วและประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด
  5. ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากภาคส่วนต่างๆควรเข้าไปมีส่วนร่วมในการตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมโรงงานอุตสาหกรรม หรือการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งแม้หน่วยงานของรัฐเหล่านี้จะมีการตรวจสอบการจัดการของเสียของโรงงานตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน แต่ก็ต้องพิจารณาความสอดคล้องตามหลักสิทธิมนุษยชนที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญซึ่งถือเป็นกฎหมายสูงสุด
  6. รัฐบาลควรมีแนวทางบริหารจัดการขยะอุตสาหกรรมและคราบน้ำมันตามหลักวิชาการอย่างชัดเจน ซึ่งต้องพิจารณา 3 ปัจจัย ได้แก่ อัตราการเจือจางของสารเคมีในน้ำ ความเข้มข้นของสารที่ทิ้งออกไป และชนิดของสารเคมีที่ทิ้งออกไป
  7. การกู้นิคมอุตสาหกรรมย่อมมีผลกระทบต่อชุมชนที่อยู่ใกล้เคียง รัฐบาลอาจมีการตั้งกองทุนเร่งด่วนเพื่อการเยียวยาประชาชน (Environmental Guarantee Fund) ที่ได้รับผลกระทบ


นอกจากนี้ ภายหลังจากการดำเนินการตามมาตรการเร่งด่วนแล้ว รัฐบาลควรมีการดำเนินการต่อเพื่อป้องกันและลดผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยใช้กลไกของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และมีการปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรัฐบาลควรดำเนินการตามแนวทางดังที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ภายใต้หลักการของธรรมาภิบาล

เหตุการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้จะสามารถเป็นเครื่องเตือนคนไทยให้ตระหนักถึงผลกระทบด้านมลพิษทางน้ำ ดังนั้นเราทุกคนจึงควรมองถึงต้นเหตุของปัญหาและป้องกันมิให้เกิดขึ้น และสิ่งที่เราเกี่ยวข้องโดยตรงกับต้นเหตุของปัญหาก็คือขยะที่เกิดจากการบริโภคของเราเอง และสำหรับภาครัฐแล้ว ควรนำปัญหาด้านมลพิษในครั้งนี้มาเป็นบทเรียนเพื่อพัฒนามาตรการรับมือป้องกันแก้ไข มีมาตรการตรวจสอบและเปิดเผยข้อมูลด้านมลพิษให้รู้ถึงการใช้และปลดปล่อยสารเคมีอันตราย รวมถึงมาตรการปกป้องแหล่งน้ำจากมลพิษ

หมายเหตุ
ข้อมูลบางส่วนดัดแปลงมาจากบทความของ ศ.ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์ รักษาการผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เรื่องปัญหามลพิษจากการเร่งกู้นิคมฯ และจากบทสรุปงานเสวนาเรื่อง “กู้นิคมอย่างไรให้ปลอดภัย” โดยตัวแทนนักวิชาการและ ภาคประชาชนประกอบด้วยคณะกรรมาธิการด้านการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร คณะอนุกรรมการสิทธิชุมชน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มูลนิธิบูรณะนิเวศ มูลนิธิเอเชีย สำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า และกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

หมวด