อันเนื่องมาจากราคาน้ำมันและถ่านหินที่เพิ่มสูงขึ้น ความมั่นคงทางพลังงานได้กลายมาเป็นประเด็นหลักที่สำคัญของอาเซียน แต่อาเซียนยังคงเน้นขยายส่วนแบ่งการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินและสนับสนุนพลังงานนิวเคลียร์ แทนที่จะให้ความสำคัญเร่งด่วนกับการพัฒนาศักยภาพพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดซึ่งมีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ในภูมิภาค
นายธารา บัวคำศรี ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์ประจำประเทศไทย กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าวว่า รัฐบาลในอาเซียนต้องเรียนรู้จากประวัติศาสตร์และทำหน้าที่เพื่อให้ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่เพิ่มขึ้นจากระดับที่เป็นอยู่ โดยการเลือกพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและขยายประสิทธิภาพทางพลังงาน ในขณะเดียวกัน การใช้พลังงานควรเพิ่มขึ้นอย่างสมดุลกับการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน
"เรายังเห็นด้วยกับการตั้งเป้าหมายที่สูงส่งของอาเซียนที่จะเพิ่มส่วนแบ่งของพลังงานหมุนเวียนในการผลิตไฟฟ้าในภูมิภาคให้เป็นร้อยละ 10 ภายในปี 2553 แต่เป็นเรื่องแย่ตรงที่คำประกาศดังกล่าวยังคงเป็นเพียงกระดาษ อาเซียนล้มเหลวที่จะแปรเปลี่ยนเป้าหมายดังกล่าวนั้นให้เป็นการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนที่เกิดจริงในพื้นที่ และขณะนี้เวลาใกล้หมดลงแล้ว"
แจสเปอร์ อินเวนเตอร์
ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
กรีนพีซสากล
ปัจจุบัน ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อรวมกันแล้ว จัดอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่มีปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สูงเป็นลำดับที่สามรองจากจีนและอินเดีย อนาคตของการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนในภูมิภาคนี้จะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจทางการเมืองเป็นหลักจากทั้งรัฐบาลของแต่ละประเทศและตัวของอาเซียนเอง การที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นพื้นที่หนึ่งที่มีความล่อแหลมมากที่สุดจากผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อาเซียนจำต้องสถาปนานโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพลังงานที่ถูกต้อง การตัดสินใจทางนโยบายที่มีขึ้นในอีกสองสามปีข้างหน้าจะยังคงมีผลสะเทือนต่อไปจนถึงปี 2593
นายแจสเปอร์ อินเวนเตอร์ ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซสากล กล่าวเสริมว่า ปีที่ผ่านมา กรีนพีซขอแสดงความยินดีที่อาเซียนได้ผนวกประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพลังงานให้เป็นประเด็นหลักของการประชุมรัฐมนตรีพลังงานที่ประเทศสิงคโปร์ เรายังเห็นด้วยกับการตั้งเป้าหมายที่สูงส่งของอาเซียนที่จะเพิ่มส่วนแบ่งของพลังงานหมุนเวียนในการผลิตไฟฟ้าในภูมิภาคให้เป็นร้อยละ 10 ภายในปี 2553 แต่เป็นเรื่องแย่ตรงที่คำประกาศดังกล่าวยังคงเป็นเพียงกระดาษ อาเซียนล้มเหลวที่จะแปรเปลี่ยนเป้าหมายดังกล่าวนั้นให้เป็นการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนที่เกิดจริงในพื้นที่ และขณะนี้เวลาใกล้หมดลงแล้ว
เทสซา เดอ ริค ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านนิวเคลียร์ กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่แย่ไปกว่านั้นคือบางประเทศในกลุ่มอาเซียน เช่น อินโดนีเซีย ไทย และเวียดนามกำลังเต้นเร่าไปกับคำสัญญาอันบิดเบือนของกลุ่มอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ และกำลังทำให้ประชาชนในภูมิภาคเผชิญกับเทคโนโลยีนิวเคลียร์ที่อันตราย โดยอ้างว่านิวเคลียร์จะช่วยสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและแก้ปัญหาโลกร้อน สามประเทศนี้ได้ลืมความจริงที่ว่าการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งใหม่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 10 ปีโดยเฉลี่ยกว่าจะแล้วเสร็จ ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างก็สูงเพิ่มขึ้น ที่สำคัญไม่มีทางออกที่ปลอดภัยในการกำจัดกากนิวเคลียร์
- ละทิ้งจากมายาคติว่าด้วย "ถ่านหินสะอาด" และ "นิวเคลียร์" ว่าเป็นทางออกของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
กรีนพีซเรียกร้องให้รัฐบาลในกลุ่มอาเซียนแสดงความเป็นผู้นำและตั้งเป้าหมายพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและประสิทธิภาพด้านพลังงาน และหาแนวทางในการลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่เหมาะสม ผู้นำอาเซียนจะต้อง
- ดำเนินการให้มีสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดร้อยละ 10 ให้เกิดขึ้นจริงภายในปี 2553
- ตั้งเป้าหมายพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดในสัดส่วนร้อยละ 40 ภายในปี 2563
- ออกกฎหมายให้มีกลไกสนับสนุนต่าง ๆ เช่น การประกันราคารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เนตมิเตอร์ พลังงานสีเขียว เป็นต้น เพื่อรับประกันและกระตุ้นการพัฒนาพลังงานหมนุเวียน รวมถึงให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกในการเข้าถึงโครงข่ายสายส่งไฟฟ้ากับผู้ผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน
- ดำเนินการให้มีมาตรฐานด้านประสิทธิภาพพลังงานที่เข้มงวดรัดกุมกับอุปกรณ์ไฟฟ้า แสงสว่าง อาคาร และ ยานยนต์
- ห้ามการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ที่จะเกิดขึ้นทั้งหมด