ในวาระการประชุมรัฐมนตรีพลังงานแห่งอาเซียนครั้งที่ 26 ที่จัดขึ้น ณ กรุงเทพมหานคร กรีนพีซเรียกร้องให้รัฐมนตรีพลังงานอาเซียนแสดงความเป็นผู้นำและเจตจำนงทางการเมือง ที่จะให้คำมั่นสัญญาถึงอนาคตแห่งพลังงานหมุนเวียนที่สะอาด แทนที่จะทำให้ประชาคมอาเซียนติดอยู่ในวงจรอุบาทว์ของเทคโนโลยีเชื้อเพลิง ฟอสซิลและนิวเคลียร์ที่สกปรก อันตราย และ มีราคาแพง
อาสาสมัครกรีนพีซเดินขบวนจากสยามสแควร์ ห้างสรรพสินค้าสยามดิสคอเวอรี่ สยามพารากอน เซ็นทรัลเวิลดิ์ ไปถึงโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนทัล ซึ่งเป็นสถานที่จัดการประชุมสุดยอดรัฐมนตรีพลังงานอาเซียนประจำปี 2551 เพื่อส่งข้อความ “อาเซียน ไม่เอานิวเคลียร์” ให้แก่สาธารณะชน พร้อมรวบรวมรายชื่อผู้ผลักดันพลังงานหมุนเวียนในประเทศ
อันเนื่องมาจากราคาน้ำมันและถ่านหินที่เพิ่มสูงขึ้น
ความมั่นคงทางพลังงานได้กลายมาเป็นประเด็นหลักที่สำคัญของอาเซียน
แต่อาเซียนยังคงเน้นขยายส่วนแบ่งการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินและสนับสนุนพลังงานนิวเคลียร์
แทนที่จะให้ความสำคัญเร่งด่วนกับการพัฒนาศักยภาพพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดซึ่งมีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ในภูมิภาค
นายธารา บัวคำศรี ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์ประจำประเทศไทย
กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าวว่า
รัฐบาลในอาเซียนต้องเรียนรู้จากประวัติศาสตร์และทำหน้าที่เพื่อให้ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่เพิ่มขึ้นจากระดับที่เป็นอยู่
โดยการเลือกพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและขยายประสิทธิภาพทางพลังงาน
ในขณะเดียวกัน
การใช้พลังงานควรเพิ่มขึ้นอย่างสมดุลกับการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

"เรายังเห็นด้วยกับการตั้งเป้าหมายที่สูงส่งของอาเซียนที่จะเพิ่มส่วนแบ่งของพลังงานหมุนเวียนในการผลิตไฟฟ้าในภูมิภาคให้เป็นร้อยละ
10 ภายในปี 2553
แต่เป็นเรื่องแย่ตรงที่คำประกาศดังกล่าวยังคงเป็นเพียงกระดาษ
อาเซียนล้มเหลวที่จะแปรเปลี่ยนเป้าหมายดังกล่าวนั้นให้เป็นการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนที่เกิดจริงในพื้นที่
และขณะนี้เวลาใกล้หมดลงแล้ว"
แจสเปอร์ อินเวนเตอร์
ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
กรีนพีซสากล
ปัจจุบัน ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมื่อรวมกันแล้ว
จัดอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่มีปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สูงเป็นลำดับที่สามรองจากจีนและอินเดีย
อนาคตของการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนในภูมิภาคนี้จะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจทางการเมืองเป็นหลักจากทั้งรัฐบาลของแต่ละประเทศและตัวของอาเซียนเอง
การที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นพื้นที่หนึ่งที่มีความล่อแหลมมากที่สุดจากผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
อาเซียนจำต้องสถาปนานโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพลังงานที่ถูกต้อง
การตัดสินใจทางนโยบายที่มีขึ้นในอีกสองสามปีข้างหน้าจะยังคงมีผลสะเทือนต่อไปจนถึงปี
2593
นายแจสเปอร์ อินเวนเตอร์
ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
กรีนพีซสากล กล่าวเสริมว่า ปีที่ผ่านมา
กรีนพีซขอแสดงความยินดีที่อาเซียนได้ผนวกประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพลังงานให้เป็นประเด็นหลักของการประชุมรัฐมนตรีพลังงานที่ประเทศสิงคโปร์
เรายังเห็นด้วยกับการตั้งเป้าหมายที่สูงส่งของอาเซียนที่จะเพิ่มส่วนแบ่งของพลังงานหมุนเวียนในการผลิตไฟฟ้าในภูมิภาคให้เป็นร้อยละ
10 ภายในปี 2553
แต่เป็นเรื่องแย่ตรงที่คำประกาศดังกล่าวยังคงเป็นเพียงกระดาษ
อาเซียนล้มเหลวที่จะแปรเปลี่ยนเป้าหมายดังกล่าวนั้นให้เป็นการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนที่เกิดจริงในพื้นที่
และขณะนี้เวลาใกล้หมดลงแล้ว
เทสซา เดอ ริค ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านนิวเคลียร์
กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าวเพิ่มเติมว่า
ที่แย่ไปกว่านั้นคือบางประเทศในกลุ่มอาเซียน เช่น อินโดนีเซีย ไทย
และเวียดนามกำลังเต้นเร่าไปกับคำสัญญาอันบิดเบือนของกลุ่มอุตสาหกรรมนิวเคลียร์
และกำลังทำให้ประชาชนในภูมิภาคเผชิญกับเทคโนโลยีนิวเคลียร์ที่อันตราย
โดยอ้างว่านิวเคลียร์จะช่วยสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและแก้ปัญหาโลกร้อน
สามประเทศนี้ได้ลืมความจริงที่ว่าการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งใหม่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย
10 ปีโดยเฉลี่ยกว่าจะแล้วเสร็จ
ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างก็สูงเพิ่มขึ้น
ที่สำคัญไม่มีทางออกที่ปลอดภัยในการกำจัดกากนิวเคลียร์ -
ละทิ้งจากมายาคติว่าด้วย "ถ่านหินสะอาด" และ "นิวเคลียร์"
ว่าเป็นทางออกของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
กรีนพีซเรียกร้องให้รัฐบาลในกลุ่มอาเซียนแสดงความเป็นผู้นำและตั้งเป้าหมายพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและประสิทธิภาพด้านพลังงาน
และหาแนวทางในการลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่เหมาะสม
ผู้นำอาเซียนจะต้อง
- ดำเนินการให้มีสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดร้อยละ 10
ให้เกิดขึ้นจริงภายในปี 2553
- ตั้งเป้าหมายพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดในสัดส่วนร้อยละ 40 ภายในปี
2563
- ออกกฎหมายให้มีกลไกสนับสนุนต่าง ๆ เช่น
การประกันราคารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เนตมิเตอร์
พลังงานสีเขียว เป็นต้น
เพื่อรับประกันและกระตุ้นการพัฒนาพลังงานหมนุเวียน
รวมถึงให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกในการเข้าถึงโครงข่ายสายส่งไฟฟ้ากับผู้ผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน
-
ดำเนินการให้มีมาตรฐานด้านประสิทธิภาพพลังงานที่เข้มงวดรัดกุมกับอุปกรณ์ไฟฟ้า
แสงสว่าง อาคาร และ ยานยนต์
- ห้ามการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ที่จะเกิดขึ้นทั้งหมด
ลงชื่อในจดหมายเรียกร้องการปฏิวัติพลังงาน
เป็นส่วนหนึ่งในการเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเลิกลงทุนในพลังงานที่สกปรกและอันตราย เช่น ถ่านหินและนิวเคลียร์ และใช้ประโยชน์จากพลังงานหมุนเวียนที่มีอยู่อย่างไม่จำกัดในประเทศไทย เพื่ออนาคตของประเทศไทยที่ยั่งยืน สะอาด ปลอดภัย และ เลิกพึ่งพลังงานจากต่างประเทศ
บริจาค
เราไม่เคยยอมให้ผู้ที่เราต้องการต่อต้านให้เงินสนับสนุนเรา การไม่รับเงินบริจาคจากบริัษัทและรัฐบาล หมายความว่า เราพึ่งพาประชาชนเช่นคุณเท่านั้นเพื่อช่วยให้เราทำงานรณรงค์ต่อไปได้ เป้าหมายที่เป็นบริษัทบางแห่งของเราใช้เงินในไม่กี่ชั่วโมงมากกว่าที่เราใช้ทั้งปี โปรดช่วยเราเท่าที่ทำได้