Skip navigation.

กรีนพีซเดินทางแข่งกับเวลา เพื่อไปให้ถึงธารน้ำแข็งที่กำลังแยกตัว

หยุดภาวะโลกร้อน

ผู้นำโลกจะร่วมประชุมในปลายปี 2552 ณ กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก เพื่อตัดสินชะตากรรมของสภาพภูมิอากาศ การประชุมครั้งนี้อาจนำพวกเราสู่เส้นทางของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกปริมาณสูง หรืออาจทำให้โลกติดอยู่ในการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับหายนะ และย้อนกลับคืนไม่ได้อีก

งานวิจัยด้านสภาพภูมิอากาศ

เป็นที่ทราบกันในกลางทศวรรษที่ 18 ว่าก๊าซบางชนิดในชั้นบรรยากาศของโลก เช่น คาร์บอนไดออกไซด์นั้น กักเก็บความร้อนและรักษาความอบอุ่นของโลกเอาไว้ ในต้นศตวรรษที่ 20 นักวิทยาศาสตร์ชาวสวีเดนชื่อ Svante Arrhenius ผลักดันแนวคิดที่ว่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์จากฝีมือมนุษย์จะทำให้อุณหภูมิเพิ่มขึ้นในที่สุด เขาไม่เห็นว่านั่นเป็นเรื่องเลวร้าย และนักวิทยาศาสตร์ส่วนมากลังเลว่ามนุษย์สามารถเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้เร็วพอที่จะสร้างผลกระทบที่สังเกตเห็นได้จริงๆ หรือ

ผลกระทบ

ไม่มีใครรู้ว่าโลกร้อนมากเพียงใดที่จะ “ปลอดภัย” แต่ที่เรารู้ก็คือ ภาวะโลกร้อนกำลังก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้คนและระบบนิเวศ ความจริงที่เราเห็นได้ก็คือ ธารน้ำแข็งที่กำลังละลาย น้ำแข็งขั้วโลกสลาย ชั้นดินเยือกแข็ง (Permafrost) ที่อุ่นขึ้น ปะการังที่กำลังตาย ระดับน้ำทะเลที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น ระบบนิเวศที่กำลังเปลี่ยนแปลง และ คลื่นความร้อนที่ทำให้ถึงแก่ความตายได้ และไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์เท่านั้นที่กำลังเป็นประจักษ์พยานของความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ตั้งแต่ชนเผ่าอินูท์ในทวีปอาร์กติกทางตอนเหนือสุด จนถึงชาวเกาะใกล้เส้นศูนย์สูตร ผู้คนกำลังดิ้นรนเพราะผลกระทบจากภาวะโลกร้อน

น้ำแข็งทั่วโลกละลาย

ในขณะที่โลกร้อนขึ้น ทำให้น้ำแข็งในโลกละลาย การละลายของน้ำแข็งทั่วโลกนี้เป็นสัญญาณบ่งบองถึงภาวะโลกร้อนได้อย่างชัดเจน แต่นัยยะสำคัญมีมากไปกว่าหิมะและน้ำแข็งที่สูญหายไป สำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับเรื่องนี้ เราขอยกตัวอย่าง เช่น บางกลุ่มคนมีชีวิตขึ้นอยู่กับน้ำแข็ง โดยใช้ธารน้ำแข็งเป็นน้ำอุปโภคบริโภคในพื้นที่ที่ฝนตกตามฤดูกาล เช่น ใช้น้ำแข็งในทะเลเป็นที่อยู่อาศัย

ทวีปอาร์กติกและแอนตาร์กติกา

ทวีปอาร์กติกและบางส่วนของทวีปแอนตาร์กติกากำลังร้อนขึ้นในอัตราเร็วกว่าที่อื่นๆ ของโลก ในศตวรรษที่ 20 อุณหภูมิของอากาศในบางส่วนของอาร์กติกเพิ่มขึ้นประมาณ 5 องศาเซลเซียส (9 องศาฟาเรนไฮท์) ซึ่งสูงกว่าระดับเฉลี่ยของโลกถึง 10 เท่า

ธารน้ำแข็ง

ธารน้ำแข็งเป็นมากกว่าภูมิทัศน์อันสวยเลิศเลอของน้ำแข็งและหิมะ ธารน้ำแข็งทำหน้าที่เป็นอ่างเก็บน้ำเยือกแข็งทั่วโลก โดยเป็นแหล่งน้ำสำหรับประชาชนหลายพันคน รวมถึงพืชและสัตว์ นอกจากนี้ธารน้ำแข็งยังส่งผลต่อสภาพภูมิอากาศและระบบนิเวศในท้องถิ่น การละลายของธารน้ำแข็งเป็นสัญญาณเตือนอันน่าตกใจของโลกที่กำลังร้อนขึ้น

การสูญสิ้นของถิ่นที่อยู่อาศัย

“สัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ส่วนใหญ่ของโลก ได้แก่ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมประมาณ 25% และนกประมาณ 12% อาจสูญพันธุ์ในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า เพราะสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นกำลังเปลี่ยนแปลงป่า พื้นที่ชุ่มน้ำ และพื้นที่ที่เป็นไร่ร้างที่พวกมันต้องพึ่งพา และการพัฒนาของมนุษย์ได้ขัดขวางไม่ให้พวกมันอพยพไปที่อื่น”
- อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) (ข้อมูลเพิ่มเติมดูที่หน้า การทำลายป่า ในส่วน วิทยาศาสตร์ของโลกร้อน)

การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล

“หมู่เกาะมัลดีฟเป็นหนึ่งในประเทศเล็กๆ เราไม่มีหน้าที่ที่จะเปลี่ยนวิถีทางของสภาพการณ์ต่างๆ ในโลก แต่สิ่งที่คุณทำหรือไม่ได้ทำที่นี่จะส่งผลกระทบต่อโชคชะตาของประชาชนของผม นอกจากนี้ยังสามารถเปลี่ยนวิถีทางของประวัติศาสตร์โลกได้อีกด้วย” - คำปราศัยของท่านโมมูน อับดุล กายูม (ประธานาธิบดีของมัลดีฟ) ในการประชุมประเทศภาคีสมาชิกครั้งที่ 3 ของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เรียนรู้เพิ่มเติม
ภาวะโลกร้อน
การตัดต่อพันธุกรรม
สารพิษ
นิวเคลียร์
บล็อก
ศูนย์ข่าว
รายชื่อติดต่อสำหรับสื่อ
ข่าวประชาสัมพันธ์
ภาพข่าว
ภาพสไลด์
วีดิโอ
มีส่วนร่วม
งาน
เป็นอาสาสมัคร
บริจาค

138/1 อาคารทอง ชั้น 2 ถนนสุทธิสาร แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400 | โทร. 02 357 1921 | webteam.th@greenpeace.org