เปิดตัวการเดินทางสำรวจ ‘อาร์กติกใต้แรงกดดัน’

กรีนพีซมุ่งหน้าไปยังอาร์กติก เพื่อศึกษาภัยคุกคามต่อมหาสมุทรอันเร่งด่วน

เรื่องราว - พฤษภาคม 21, 2553
เรือเอซเพอรันซาของเรากลับไปเยือนมหาสมุทรอาร์กติกในเดือนนี้ เพื่อเสริมความสำคัญให้กับเรื่องความจำเป็นอันเร่งด่วนในการปกป้องหนึ่งใน สิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์และเปราะบางมากที่สุดของโลก

เรือของเราออกเดินทางออกจากเยอรมนีแล้ว เรือเอสเพอรันซาจะไปถึงมหาสมุทรอาร์กติก ณ หมู่เกาะสวาลบาร์ดในปลายเดือนนี้

ทะเลอาร์ติกอุ่นขึ้นเร็วกว่าที่อื่นใดบนโลก น้ำแข็งในทะเลที่หายไป ทำให้ระบบนิเวศทางทะเลอันเปราะบางถูกรบกวน และทำให้หมู่เรือประมงกำลังแข่งกันแล่นขึ้นสู่ทางเหนือเพื่อตักตวงประโยชน์จากเสบียงสัตว์ทะเลที่ก่อนหน้านี้ไม่สามารถเข้าถึงได้ ในขณะเดียวกัน ระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ที่เพิ่มขึ้นจากเชื้อเพลิงฟอสซิลและการทำลายป่า ก็กำลังเปลี่ยนองค์ประกอบทางเคมีของมหาสมุทรของเรา และสร้างภัยคุกคามอันรุนแรงต่อชีวิตในทะเล

การทดสอบกรด

เรือเอสเพอรันซาของเรา และลูกเรือ จับมือกับนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำ เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบทางเคมีของทะเล ที่เรียกว่า 'ภาวะความเป็นกรดของทะเล' การศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของ 'การเดินทางสำรวจอาร์กติกใต้แรงกดดัน' แม้ว่าสิ่งนี้จะเป็นผลกระทบจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ที่เกิดขึ้นน้อยกว่า แต่ก็มีศักยภาพที่จะทำลายมหาสมุทรของเรามากเท่ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผลกระทบของภาวะน้ำทะเลเป็นกรดคาดว่าจะโจมตีแห่งแรกที่อาร์กติกและรุนแรงที่สุดที่นั่นด้วย และเป็นภัยคุกคามอันรุนแรงต่อทุกชีวิตในทะเล ซึ่งในปัจจุบันกำลังดิ้นรนกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจับปลามากเกินไป และ มลพิษอยู่แล้ว

ในทุกๆ ปี มหาสมุทรของเราดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ประมาณ 8 พันล้านตัน ที่เกิดจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล องค์ประกอบทางเคมีของมหาสมุทรที่เปลี่ยนแปลงเห็นได้ชัดเจนแล้ว และกำลังเป็นปัญหาต่อสัตว์ทะเลที่ต้องสร้างเปลือก ยิ่งไปกว่านั้นสภาพการณ์ที่ย่ำแย่ลงไปอีก อาจทำให้ระบบนิเวศทางทะเลล่มสลาย และส่งผลกระทบต่อสุขภาวะของมหาสมุทรโดยรวม ความอยู่รอดของปะการัง แพลงตอน และ ชีวิตในทะเลที่ต้องได้รับการปกป้องเป็นอย่างยิ่งนั้น กำลังถูกคุกคามอย่างร้ายแรง ถ้าการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ยังคงเพิ่มขึ้นในอัตราที่ถูกคาดการณ์ไว้ ภาวะความเป็นกรดของมหาสมุทรอาจเพิ่มขึ้น 120% ภายในพ.ศ.2603 เป็นไปได้ว่าองค์ประกอบทางเคมีของทะเลไม่ได้เปลี่ยนไปมากเท่านี้ หรือเร็วเท่านี้ มาเป็นเวลา 21 ล้านปีแล้ว

การทดลองครั้งนี้เป็นครั้งแรกของโลก เราวางใจให้สถาบันวิจัยทางทะเลแห่งเยอรมนี ที่ชื่อ IFM-GEOMAR (สถาบัน Leibniz แห่งวิทยาศาสตร์ทางทะเล) ศึกษาผลกระทบของภาวะทะเลเป็นกรด ที่มีต่อระบบนิเวศทางทะเล เรือ 'เอสเพอรันซา' นำนักวิทยาศาสตร์และอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์มากกว่า 30 ตัน รวมถึงระบบตรวจตราทะเลขนาดยักษ์ 9 ระบบ ที่เรียกว่า mesocosms (ระบบเลียนแบบนิเวศวิทยา) ไปยังหมู่เกาะสวาลบาร์ดในอาร์กติก นักวิทยาศาสตร์จาก 9 ประเทศจะมีส่วนร่วมในงานวิจัยนี้ ซึ่งเป็นการศึกษาความเป็นกรดของน้ำทะเลที่ละเอียดที่สุดเท่าที่เคยมีมา มันจะเน้นย้ำเหตุผลทางวิทยาศาสตร์อีกเหตุผลหนึ่งว่าทำไมเราต้องลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ทั่วโลกในปริมาณมากและทันที

ใต้แรงกดดัน

น้ำแข็งที่กำลังบางลง - ศาสตราจารย์ปีเตอร์ วัดแฮมส์ และทีมงาน ศึกษาความหนาของน้ำแข็งอาร์กติกในพ.ศ.2552 และเรืออาร์กติก ซันไรซ์ ของกรีนพีซ

นอกจากนี้ ตลอดทั้งหน้าร้อนของซีกโลกเหนือ 'การเดินทางสำรวจอาร์กติกใต้แรงกดดัน' ของเรา จะเปิดเผยและบันทึกภัยคุกคามที่ร้ายแรงอื่นๆ ที่เกิดขึ้นกับมหาสมุทรอาร์กติก น้ำแข็งในทะเลที่กำลังละลาย และการขยายตัวของอุตสาหกรรมประมงไปสู่ภูมิภาคนี้ กำลังสร้างอันตรายให้กับสิ่งแวดล้อม และชีวิตในธรรมชาติที่ไม่มีในที่อื่นในภูมิภาคอาร์กติกอันสมบูรณ์ ในความพยายามให้ได้มาซึ่ง 'สิทธิ' ในการประมง เส้นทางขนส่งใหม่ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และแร่ธาตุ ในอาร์กติก ประเทศต่างๆ จะได้รับประโยชน์ส่วนตนจากการละลายอย่างต่อเนื่องของอาร์กติก แต่ยิ่งเราเผาไหม้ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติมากขึ้นเท่าไหร่ อาร์กติกก็จะละลายเร็วขึ้นเท่านั้น และโลกของเราก็จะประสบกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับหายนะเร็วขึ้นเท่านั้น

ศาสตราจารย์ปีเตอร์ วัดแฮมส์ หัวหน้ากลุ่มฟิสิกส์ของมหาสมุทรขั้วโลกของมหาวิทยาลัยเคมบริจ จะร่วมกับเรือ 'เอสเพอรันซา' ในเดือนสิงหาคม เพื่อศึกษาความหนาของน้ำแข็ง และอัตราการละลาย ต่อเนื่องจาก การศึกษาอาร์กติกกับกรีนพีซ ในพ.ศ.2552

การปกป้องขั้วโลก

มหาสมุทรอาร์กติกสมควรได้รับการปกป้องอย่างเต็มที่ในฐานะเขตสงวนทางทะเล และเรากำลังเรียกร้องการระงับกิจกรรมทางอุตสาหกรรมทุกอย่างที่นั่น ซึ่งรวมถึงการประมง ในพ.ศ. 2534 หลังจากกรีนพีซรณรงค์เป็นเวลานาน ประเทศ 39 แห่งได้ลงนามในสนธิสัญญาแอนตาร์กติก ซึ่งห้ามการตักตวงประโยชน์ในขั้นต่ำสุดจากแร่ธาตุเป็นเวลา 50 ปี เป็นผลให้เกิดการสงวนรักษาทวีปแอนตาร์กติก เพื่อวัตถุประสงค์ทางสันติภาพ และทางวิทยาศาสตร์ นี่เป็นตัวอย่างของวิธีการการรับมือประเด็นทวีปอาร์กติก

ทวีปแอนตาร์กติกเป็นแผ่นดินที่ล้อมรอบด้วยมหาสมุทรต่างๆ อาร์กติกเป็นมหาสมุทรที่ล้อมรอบด้วยแผ่นดิน แต่ภูมิภาคขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ยังมีหลายสิ่งที่เหมือนกัน โดย 2 แห่งบอบบางต่อกิจกรรมมนุษย์อย่างเหลือเชื่อ ทั้ง 2 แห่งเป็นสิ่งที่เหมือนกันของโลก และควรได้รับการปกป้องตลอดไป ทั้ง 2 แห่งแทบจะไม่ถูกแตะต้อง และควรจะคงเป็นเช่นนั้น

อย่าปล่อยให้มันละลายจนหมดสิ้น

นอกจากนี้ เราเรียกร้องให้รัฐบาลต่างๆ เลิกใช้ถ่านหิน และ จุดประกายการปฏิวัติพลังงาน เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ เพื่อให้เราสามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบอันเลวร้ายที่สุดของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และปกป้องอาร์กติกที่มีชีวิตในธรรมชาติอันงดงามยิ่ง รวมถึงหมีขั้วโลกและแมวน้ำวงแหวน รัฐบาลต่างๆ จำเป็นต้องตระหนักถึง ผลกระทบที่เกิดจากโรงไฟฟ้าพลังถ่านหินแต่ละแห่งที่พวกเขาอนุมัติ และเราจะไปเดินทางที่อาร์กติกเป็นเวลา 3 เดือนข้างหน้า เพื่อแสดงสิ่งนั้นให้พวกเขาได้เห็น

ดูเว็บแคมที่ติดตั้งบนเรือเอสเพอรันซา

เลิกใช้ถ่านหิน - การปล่อยก๊าซคาร์บอนจากถ่านหินกำลังทำลายถิ่นที่อยู่อาศัยของหมีขั้วโลก

ลงมือทำ

ช่วยปกป้องหมีขั้วโลก โดยร่วมเรียกร้องเขตสงวนทางทะเล ซึ่งรวมถึงการปกป้องมหาสมุทรอาร์กติกอย่างเต็มที่