เลิกได้ไหม พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง?

เป็นข่าวสลดเมื่อวาฬนำร่องครีบสั้นเกยตื้นในคลองนาทับ อ.จะนะ จ.สงขลา แม้จะพยายามช่วยเหลือ แต่ในที่สุดก็เสียชีวิตลงโดยที่ขย้อนพลาสติกออกมา 5 ชิ้น อย่างทรมานก่อนตาย ซ้ำร้ายเมื่อผ่าชันสูตรยังพบถุงพลาสติกกว่า 80 ชิ้น มีน้ำหนัก 8 กิโลกรัม

 ผลงานศิลปะสะท้อนปัญหาขยะพลาสติกในมหาสมุทร ที่เกิดขึ้นจริงกับวาฬนำร่องในประเทศไทย

หากการตายของวาฬตัวนี้ยังไม่สามารถสะท้อนมลพิษพลาสติกในทะเลได้ ก็ไม่แน่ใจว่าจะมีเรื่องอะไรที่จะสร้างความตระหนักให้เราหันมามองย้อนถึงผลกระทบจากการใช้พลาสติกของเราได้อีก

วันที่ 5 มิถุนายน ของทุกปี คือวันสิ่งแวดล้อมโลกที่ประกาศขึ้นโดยองค์การสหประชาชาติ และในปีนี้ได้กำหนดประเด็นสำคัญไว้ในเรื่องของพลาสติก “Beat Plastic Pollution: If you can’t reuse it, refuse it หรือ “สู้กับมลพิษพลาสติก: ถ้านำกลับมาใช้ซ้ำไม่ได้ จงอย่านำมาใช้” เป็นสาส์นเตือนถึงวิกฤตมลพิษพลาสติกที่กำลังคุกคามโลกของเรา

แม้จะเป็นวาฬตัวแรกที่ตรวจพบในไทย แต่นี่ไม่ใช่วาฬที่เป็นเหยื่อรายแรกจากการกินถุงพลาสติก ก่อนหน้านี้ไม่นาน วาฬสเปิร์ม หรือวาฬหัวทุยได้ขึ้นมาเกยตื้นที่ชายหาดของสเปน ด้วยขยะพลาสติกในท้องจำนวน 64 ปอนด์ และยังมีการตายที่น่าเศร้าของวาฬหัวทุย 13 ตัว ที่เกยตื้นตายที่ชายหาดของเยอรมนี โดย 4 ตัวมีพลาสติกในท้องทุกตัว 

เนื่องจากพลาสติกใช้เวลาในการย่อยสลายนานเป็นร้อยปีและแน่นอนว่าท้องของสัตว์ทุกชนิดไม่สามารถย่อยพลาสติกได้ (แม้ว่าจะดูเหมือนแมงกระพรุนแค่ไหนก็ตาม ดังนั้นพลาสติกที่อยู่ในท้องวาฬจึงไม่สามารถไปไหนได้ ในที่สุดระบบย่อยอาหารจึงถูกบล็อก และทำให้วาฬไม่สามารถกินอาหารอะไรเพิ่ม จนกระทั่งเสียชีวิตจากการขาดอาหาร หรือผนังกระเพาะอาหารทะลุหรือฉีกขาดในที่สุด ไม่ใช่วาฬเท่านั้นที่เป็นเหยื่อ แต่ยังมีสัตว์ทะเลอื่น อาทิ เต่า โลมา ยากที่จะระบุได้อย่างชัดเจนถึงจำนวนสัตว์ทะเลที่ต้องเสียชีวิตไปจากมลพิษพลาสติก ซึ่งไม่ใช่แค่เพียงจากการกินเข้าไปเท่านั้น แต่บ้างก็เสียชีวิตด้วยการติดอยู่ในขยะ เช่น เศษอวน ห่วงคล้องแพคเบียร์ เป็นต้น

"เหตุการณ์ที่วาฬเสียชีวิตจากพลาสติกนี้เป็นแค่ตัวอย่างจากเคสเดียวที่เราเจอ อยากให้คิดว่ามีอีกตั้งเท่าไรที่ตายไปเงียบๆในท้องทะเล ผมพบมาตลอดในชีวิตดำน้ำมา 10 กว่าปี ตั้งแต่ลอยอยู่บนผิวน้ำ ลอยไปเรื่อย กับกระแสน้ำ บ้างกองถมกันทั่วบนพื้นทะเลหรือในแนวปะการัง ปัญหาใหญ่คือการจัดการขยะที่ผิดพลาดบนฝั่ง ที่สุดท้ายก็ตกลงสู่ทะเล ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตต่างๆ ทางออกไม่ได้มีสูตรสำเร็จทีเดียวจบ เพราะมีปัจจัยหลายส่วน ทั้งปัญหาปริมาณการใช้พลาสติกใช้แล้วทิ้งที่เยอะมากซึ่งเราต้องช่วยกันลดปริมาณการใช้ ปัญหาการจัดการขยะที่ไม่ได้ประสิทธิภาพซึ่งต้องมีการเข้าไปจัดการให้ดีขึ้นในส่วนกระบวนการและการช่วยกันแยกขยะโดยภาคประชาชนที่ทำให้การจัดการสะดวกขึ้น" ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย ช่างภาพสารคดีทางสิ่งแวดล้อมนักดำน้ำและนักวิจัยเรื่องการอนุรักษ์ปลาฉลามและกระเบน กล่าวถึงประเด็นเรื่องวิกฤตพลาสติกในทะเล  "นักท่องเที่ยวต่าง ก็ควรมีส่วนร่วมในการเก็บเท่าที่ทำได้แม้ว่าจะเป็นการจัดการปลายเหตุแต่ก็เป็นการกระทำที่มีความหมายในการลดผลกระทบ ส่วนนโยบายจากภาครัฐและบริษัทก็ควรเอื้อในการลดพลาสติก เช่น เพิ่มราคาของพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการขยะ หรือมีมาตรการที่เอื้อผลประโยชน์ให้ผู้ที่ช่วยลดการใช้ขยะหรือมีส่วนร่วมเพิ่มด้วย"

 

หากยังนึกไม่ออกว่ามลพิษพลาสติกในทะเลไปไกลแค่ไหน ลองคิดดูว่า มีการพบถุงพลาสติกที่จุดลึกที่สุด Mariana Trench ของมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งมีความลึก 10,898 เมตร และคาดว่าจะเป็นถุงพลาสติกที่มีอายุราว 30 ปีแล้ว แม้แต่ดินแดนที่ห่างไกลออกไปอย่างขั้วโลกเหนือก็ยังค้นพบพลาสติกในน้ำทะเล โดยนักวิทยาศาสตร์ได้สุ่มตรวจหาปริมาณไมโครพลาสติก และพบว่าในน้ำทะเล 1 ลิตร มีปริมาณไมโครพลาสติกมากถึง 12,000  ชิ้น โดยไมโครพลาสติกเหล่านี้ยังพบได้จากน้ำที่ออกมาจากก๊อกน้ำในหลายพื้นที่ทั่วโลกอีกด้วยแล้วจะมีที่ใดปลอดภัยจากมลพิษพลาสติกอีก?

แต่อย่างไรก็ดี ขณะนี้ผู้คนทั่วโลกกำลังตื่นตัวในการต่อกรกับวิกฤตพลาสติกนี้ เช่น มีคนจำนวนหนึ่งที่หันมาใช้ไลฟ์สไตล์ Zero Waste เลือกอุปโภคบริโภคโดยสร้างขยะน้อยที่สุด ปฏิเสธการใช้พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง เพื่อลดการสร้างขยะตั้งแต่ต้นทาง และมีการร่วมมือกันเก็บขยะบริเวณชายหาดเพื่อลดปริมาณขยะที่ลงสู่ทะเล ซึ่งปรากฎการณ์การทำความสะอาดชายหาดที่น่าทึ่งและพิสูจน์ว่าสำเร็จจริง ก็มีให้พบเห็นเช่นกัน โดยล่าสุดนี้ ที่ชายหาดเวอร์โซวา เมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย ที่เคยปกคลุมด้วยขยะจำนวนราว 5 พันตัน จนกระทั่งกลุ่มอาสาสมัครได้ร่วมมือกันทำความสะอาดชายหาดดังกล่าวในปี 2558 ซึ่งโครงการนี้ประสบความสำเร็จจนกระทั่งมีลูกเต่าเกิดใหม่ที่หาดนี้จำนวน 80 ตัว จากที่ไม่ได้มาวางไข่ที่หาดนี้กว่า 20 ปีแล้ว

แน่นอนว่าทางออกของวิกฤตขยะพลาสติกนั้นต้องเริ่มจากการลดและปฏิเสธการใช้พลาสติกตั้งแต่ตัวเรา แต่ปัญหามลพิษพลาสติกคือปัญหาระดับโลกที่ต้องการให้ภาครัฐกำหนดนโยบายที่ครอบคลุม รวมถึงภาคอุตสาหกรรมเองที่จำเป็นต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อเปลี่ยนแปลงกระบวนการการผลิต ยุติการใช้และผลิตพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง เพราะแค่การรีไซเคิลนั้นไม่สามารถแก้ปัญหาพลาสติกได้แล้ว ร้อยละ 91 ของพลาสติกนั้นไม่ถูกรีไซเคิล และการผลิตพลาสติกก็ยังเพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น การแก้ปัญหาที่แท้จริงจำเป็นต้องลดปริมาณการผลิตทั้งสินค้าและการบรรจุภัณฑ์

การขับเคลื่อนของประชาชนคือสิ่งที่สามารถผลักดันภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมให้หันมากำหนดนโยบายและลงมือลดการผลิตพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งได้ “เราต้องการการลงมือจัดการอย่างเป็นรูปธรรมจากผู้ผลิต และความโปร่งใสจากรัฐบาลไทยในด้านการจัดการขยะพลาสติก นอกจากนี้ยังต้องการนวัตรกรรมใหม่ๆที่จะมาแทนที่พลาสติกโดยไม่ก่อมลพิษที่ปลายทางและเป็นทางเลือกใหม่ให้กับผู้บริโภค”  อัญชลี พิพัฒนวัฒนากุล ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านทะเลและมหาสมุทร กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว

“ถ้าเราจะแก้ปัญหาต้นเหตุวิกฤตขยะ สิ่งที่เราต้องตระหนักนั้นไม่ใช่ว่าขยะจะทิ้งที่ไหน แต่เราจะทำยังไงจึงจะไม่สร้างขยะ กุญแจสำหรับแก้ปัญหาขยะ ไม่ใช่การจัดการขยะ แต่เป็นการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ผลิตขยะ ขยะเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ขยะเป็นการกระทำ ไม่ใช่สิ่งของ” ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว

ประเทศไทยทิ้งขยะลงทะเลเป็นอันดับหกของโลก สถิตินี้ไม่ใช่สิ่งที่น่าภาคภูมิใจนัก และเราคงไม่อยากเห็นสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ผู้สง่างามอย่างวาฬต้องมาสังเวยชีวิตให้กับมลพิษจากการใช้ชีวิตประจำวันของมนุษย์  มหาสมุทรที่มีขยะหลั่งไหลลงสู่ทะเล และเข้าสู่สัตว์น้ำนั้นไม่ใช่ความยั่งยืนของมหาสมุทรและของโลกที่จะช่วยค้ำจุนทุกสรรพชีวิตบนโลก การเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงจะเกิดขึ้นได้หากเราร่วมกันลดและเลิกใช้พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง เพื่อมหาสมุทร เพื่อสิ่งแวดล้อม และเพื่อทุกชีวิตที่ต้องพึ่งพาอาหารและน้ำที่สะอาด จนกว่าภาครัฐและอุตสาหกรรมจะลงมือทำ เราทุกคนต้องเริ่มลงมือสร้างการเปลี่ยนแปลง ลดการใช้พลาสติกตั้งแต่วันนี้ เพื่ออนาคตของเราทุกคน


ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่