บางคนมองที่ท้องทะเลแล้วเห็นแต่เพียงท้องน้ำสีครามอันว่างเปล่า บางคนเห็นปลาและนึกถึงเม็ดเงินที่สามารถกอบโกย บางคนเห็นน้ำมันที่สามารถตักตวงเป็นผลประโยชน์ แต่ยังมีคนอีกจำนวนมากที่มองเห็นว่าทะเลคือชีวิต เป็นสิ่งที่เกื้อกูลทุกสรรพชีวิตบนโลก รวมถึงเป็นอนาคตของเรา และด้วยเหตุผลนี้ ผู้คนทั่วโลกและกรีนพีซจึงร่วมกันยืนหยัดเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมและบ้านของเรา เอกลักษณ์ในการรณรงค์ของกรีนพีซ คือ การรณรงค์ด้วยสันติวิธีและสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นวิธีการที่เราใช้มาตลอดเพื่อเรียกร้องให้เกิดการสร้างการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้โลกของเราน่าอยู่ขึ้น และเพื่อเผชิญหน้ากับระบบต่าง ๆ ที่คุกคามสิ่งแวดล้อมของเรา ทำไมต้องเป็นสันติวิธีด้วย? และทำไมเราจึงต้องสู้ต่อไปเพื่อปกป้องโลกของเรา? เราจะมาพูดคุยในประเด็นเรื่องการเป็นนักกิจกรรม การรณรงค์ และการสร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก กับ กัปตัน ปีเตอร์ วิลคอกซ์ แห่งเรือเรนโบว์ วอร์ริเออร์ เรือธงของกรีนพีซ ขณะที่มารณรงค์ในประเทศไทย และกัปตันคนนี้เองคือหนึ่งเดียวที่ได้แล่นเรือของกรีนพีซมายาวนานที่สุด

“ผมเข้าร่วมกับกรีนพีซในปี 2524 โดยก่อนหน้านี้ทำงานเพื่อสิ่งแวดล้อมอยู่กับเรือเคลียร์วอเทอร์ ของพีต ซีเกอร์ ที่เมืองนิวยอร์ก เหตุผลที่ผมทำงานกับกรีนพีซเพราะผมชื่นชมในวิธีการใช้การรณรงค์อย่างสันติวิธีเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคม ผมเคยผ่านประสบการณ์เมื่อครั้งที่เกิดการต่อสู้เพื่อสิทธิความเท่าเทียมกันของคนผิวดำและสิทธิพลเมืองในสหรัฐอเมริกา และประสบการณ์ครั้งนี้ผมได้เรียนรู้ว่าสันติวิธีนั้นสำคัญแค่ไหน การทำร้ายคนอื่นอาจจะได้ผลในสงคราม แต่เราไม่ได้อยู่ในสงคราม เป้าหมายของเราคือเปลี่ยนแปลงทัศนคติของคน และคุณไม่สามารถใช้ความรุนแรงในการเปลี่ยนแปลงทัศนคติใครได้ ไม่มีทางได้ผล กรีนพีซมีจุดยืนที่หนักแน่นในการต่อต้านความรุนแรงทุกรูปแบบ ซึ่งผมคิดว่าการที่เรายังคงยึดมั่นหลักการนี้อยู่คือสิ่งสำคัญ” ปีเตอร์ วิลคอกซ์ บอกเล่าถึงแรงบันดาลใจที่ทำให้เขาเลือกทำงานกับกรีนพีซ “ไม่มีใครทำงานรณรงค์ด้วยรูปแบบนี้ ไม่มีองค์กรสิ่งแวดล้อมใดที่มีเรือและทำการรณรงค์ด้วยสันติวิธี”

การปฏิบัติการรณรงค์ด้วยสันติวิธีนั้นสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำงานและความสำเร็จของกรีนพีซ และเราสามารถทำการรณรงค์ได้ด้วยความสมัครใจรายบุคคลของนักกิจกรรมที่ต้องการมีส่วนร่วมในการเปิดโปงอาชญากรรมสิ่งแวดล้อม หรือหยุดยั้งการทำลายสิ่งแวดล้อม และนักกิจกรรมเองยินดีที่จะรับผลที่จะเกิดขึ้นตามมา พวกเขาเป็นเพียงอาสาสมัครที่มุ่งมั่นและเลือกที่จะยืนหยัดเพื่อต่อต้านการทำลายสิ่งแวดล้อม และจุดเริ่มต้นของกรีนพีซคือการใช้เรือในการรณรงค์ และเรือนี่เองคือเครื่องมือสำคัญในการไปยังที่ต่าง ๆ ที่เข้าถึงยาก เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงและสร้างความเป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อม

“เรือสามารถพาเราไปในที่ต่าง ๆ ที่คนสามารถไปได้ยาก ไม่ว่าจะเป็นทวีปแอนตาร์กติกา หรือใจกลางมหาสมุทร เราจำเป็นต้องใช้เรือเพื่อทำงานรณรงค์” พีทบอกกับเรา และก็เป็นจริงเช่นนั้น ไม่ว่าจะเป็นการขัดขวางการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ที่มหาสมุทรแปซิฟิค การเก็บรวบรวมข้อมูลพลาสติกในทะเล การทำงานวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภูมิภาคอาร์กติก การหยุดยั้งการขนส่งไม้อย่างผิดกฎหมายที่แอมะซอน การช่วยเหลือชุมชนผู้ประสบภัยจากสภาพภูมิอากาศรุนแรง ไปจนถึงการร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อจับกุมผู้ทำประมงผิดกฎหมายในแอฟริกาตะวันตก เรือของเราจึงเป็นส่วนที่ขาดไม่ได้ของงานรณรงค์ของกรีนพีซ

เมื่อปี 2543 พีทและเรือเรนโบว์ วอร์ริเออร์ได้มาเยือนประเทศไทยครั้งแรก ในโครงการ Toxic Free Asia Tour โดยได้ไปรณรงค์ที่จังหวัดภูเก็ต ประจวบคีรีขันธ์ และกรุงเทพฯ ในปีนั้นพี่น้องชาวบ่อนอก และตำบลใกล้เคียงของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์กำลังต่อสู้กับโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่สองโครงการ กำลังผลิตกว่า 4,000 เมกะวัตต์ และเรือเรนโบว์ วอร์ริเออร์ไปเยือนในครั้งนั้นเพื่อเป็นอีกพลังเสียงสนับสนุนพลังการขับเคลื่อนของชุมชน

“แม้จะผ่านมานานเกือบยี่สิบปี พวกเขาก็ยังสามารถหยุดยั้งโครงการได้สำเร็จ นี่ถือเป็นเรื่องราวที่สวยงาม ผมยังอยากกลับไปเยี่ยมพวกเขาอีกครั้ง” พีทกล่าว

ในปี 2561 นี้ เรือเรนโบว์ วอร์ริเออร์ ได้เดินทางมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทยอีกครั้ง โดยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “Climate Change and People Power” ระยะเวลากว่าสี่เดือน โดยในประเทศไทยนั้น เราทำงานร่วมกับชุมชน และกลุ่มพลเมืองมีมีความตระหนักในประเทศไทย และกระตุ้นผู้กำหนดนโยบายพลังงานให้ลด ละ เลิกถ่านหิน และ ผลักดันยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจบนพื้นฐานของระบบพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดเต็มร้อย ปลอดภัย ยั่งยืนและเป็นธรรม

ในฐานะกัปตันที่มีประสบการณ์สูงสุดของกรีนพีซ (35 ปี) พีทได้รับรู้เรื่องเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกมากมายที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยกรีนพีซ “ตอนนี้เราเป็นองค์กรที่ใหญ่ขึ้น จากเดิมที่มีเจ้าหน้าที่เพียง 200 คนทั่วโลก ขณะนี้เรามีกว่า 3,000 คน เราสามารถทำอะไรได้มากขึ้น และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ขึ้น สำหรับผมแล้วนี่คือการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก การทำงานในองค์กรเล็ก ๆ ที่รู้จักทุกคนอาจจะสนุก แต่เราคงไม่มีประสิทธิภาพมากเช่นทุกวันนี้ และหากคุณต้องการพูดอะไรเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม คุณจะต้องมีเสียงที่ดังมากพอ การที่เรามีเจ้าหน้าที่ 3,000 คน ใน 55 ประเทศ ทำให้เราเปล่งเสียงที่ดังได้” 

จากการที่ได้เห็นสิ่งแวดล้อมถูกทำลายทั่วโลก พีทคิดว่าภัยคุกคามที่รุนแรงที่สุดของโลกเรา คือ วิถีการผลิตพลังงานของเรา

“ปัญหาใหญ่ของพลังงานในปัจจุบันนี้ คือ เรารู้ว่าการเผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิลนั้นไม่เพียงแต่ทำลายชั้นบรรยากาศ ก่อให้เกิดวิกฤตโลกร้อน แต่ยังทำให้มหาสมุทรเป็นกรด เราไม่สามารถดำเนินการผลิตพลังงานด้วยวิธีเช่นนี้ต่อไปและหวังว่าเรายังสามารถรักษามหาสมุทรไว้ได้ นี่คือประเด็นสำคัญ เราจำเป็นต้องหยุดการเผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิลโดยเร็วที่สุด” พีทกล่าว “สิ่งที่ทำให้ผมไม่พอใจมากที่สุด คือ นักวิทยาศาสตร์ระบุไว้อย่างชัดเจนแล้วถึงผลกระทบจากการเผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิล และเรามีเทคโนโลยีที่จะใช้ ขาดแต่เพียงแค่เจตจำนงค์ทางการเมืองของรัฐบาล เรามีคนรวยเพียงหยิบมือที่ตักตวงผลประโยชน์จากพลังงานฟอสซิล แต่เท่าที่ผมรู้ คนเหล่านั้นกำลังขายอนาคตของลูกหลานตน พวกเขาควรอยู่ในคุก พวกเขาควรรับผิดชอบ”

ทำไมโลกจึงต้องการการทำกิจกรรมเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง?

การทำกิจกรรมเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง คือหนึ่งหัวใจสำคัญของการรณรงค์เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหรือสังคม และทุกคนสามารถเป็นตัวแทนในการสร้างการเปลี่ยนแปลงได้เพื่ออนาคตที่ดีกว่าและเป็นธรรมกว่า กิจกรรมเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงนั้นสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้คนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม วัฒนธรรม และระบบได้ในระดับใหญ่ นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมการทำกิจกรรมเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงนั้นจึงสำคัญต่อกรีนพีซและชุมชนทั่วโลก “นี่แหละคือประโยชน์ของการทำกิจกรรมเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงและกิจกรรมรณรงค์ด้วยสันติวิธี เรากำลังสร้างแรงบันดาลใจ และสร้างความตระหนัก” พีทกล่าว

“เราจำเป็นต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตที่เรากำลังใช้อยู่บนโลก มิเช่นนั้นแล้วโลกจะไม่สามารเกื้อกูลเราได้อีกต่อไป เรากำลังถือฟางเส้นสุดท้ายของมหาสมุทร เรากำลังเข้าใกล้วันที่ชั้นบรรยากาศของเรามีมลพิษจนกระทั่งแม้เราจะไม่เผาผลาญหยดต่อไปของเชื้อเพลิงฟอสซิล ถึงกระนั้นระดับน้ำทะเลก็ยังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทุกอย่างเกิดขึ้นจากวิถึชีวิตของเรา” พีทเสริม “ด้วยเหตุนี้ผมจึงคิดว่าชุมชนชาวประจวบฯ นั้นคือแรงบันดาลใจที่ดี พวกเขาสามารถต่อกรหยุดยั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินเพื่อสิ่งแวดล้อม พวกเขารู้ว่ามันสำคัญ ผมขอแสดงความยินดีกับพี่น้องชาวประจวบฯ เพื่อชุมชนเอง และเพื่อโลกของเรา”

จวบจนกว่าสี่ทศวรรษที่ผ่านมากับกรีนพีซ พีทได้พบเห็นการเปลี่ยนแปลงนานาประการบนผืนมหาสมุทร แต่เขาบอกกับเราว่า สิ่งที่เขาพบเห็นนั้นล้วนเป็นการเปลี่ยนแปลงในทางลบ “การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากวิกฤตโลกร้อน และสิ่งนี้กำลังพรากชีวิตไปจากมหาสมุทร เรากำลังสูญเสียมหาสมุทรไป แต่สิ่งที่เราทำได้นั้น คือ เราต้องทำทุกวิถีทางเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นต่ออนาคตของลูกหลานเรา นี่คือเหตุผลที่ผมยังอยู่กับกรีนพีซ ผมเป็นห่วงอนาคตของลูกหลานของผม และผมจะทำงานเพื่อโลกต่อไป” เขากล่าว

“ผมไม่ใช่คนสมบูรณ์แบบ แต่ผมกำลังพยายามสร้างการเปลี่ยนแปลงทุกทางที่ทำได้”


ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่