เพนกวินอาเดลี (Adeli) ฝูงหนึ่งถูกพบที่บริเวณทะเลน้ำแข็งแอนตาร์กติกในมหาสมุทรใต้

โลกของเราปกคลุมด้วยน้ำถึงร้อยละ 70 ทำให้เราสามารถมองเห็นมหาสมุทรของเราได้แม้จากอีกฟากของระบบสุริยะ เหมือนกับที่เดวิด แอทเทนเบอเรอห์ เคยกล่าวไว้ว่า “โลกของเราคือดาวเคราะห์สีน้ำเงิน

ก่อนหน้านี้เพียงไม่นานผู้คน ยังคงเชื่อว่ามหาสมุทรนั้นกว้างใหญ่เกินกว่าที่กิจกรรมใดๆของมนุษย์จะสร้างความเสียหายรุนแรงให้กับท้องทะเลได้ แต่งานวิจัยที่ออกมาครั้งแล้วครั้งเล่ากลับแสดงให้เห็นถึงผลกระทบต่อทะเลจากการทำประมงที่มากเกินไป จากกระบวนการขุดเจาะน้ำมัน การทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึก จากมลพิษต่างๆและภาวะโลกร้อน ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันได้ว่ามนุษย์เราเป็นตัวการใหญ่ในการทำลายล้างมหาสมุทรและเหล่าสัตว์นานาชนิดที่อาศัยอยู่ภายในผืนน้ำ

ทว่าไม่ใช่เพียงแค่สัตว์ต่างๆที่กำลังตกอยู่ในอันตราย แต่มนุษย์เราเองก็เช่นกัน ความอุดมสมบูรณ์ของมหาสมุทรนั้นช่วยหล่อเลี้ยงมนุษย์หลายพันล้านชีวิต และช่วยคงความยั่งยืนให้กับโลกของเราจากปัญหาภาวะโลกร้อน ชะตาชีวิตของพวกเราและอนาคตของมหาสมุทรนั้นจึงเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง

แล้วพวกเราพอจะทำอะไรได้บ้างเพื่อป้องกันไม่ให้ความเสียหายเหล่านี้รุนแรงจนสายเกินแก้?

พื้นที่ส่วนใหญ่ของมหาสมุทรนั้นอยู่นอกเขตเดนประเทศ บริเวณที่กว้างใหญ่ไพศาลนี้ไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของทั้งสิ้น ซึ่งหมายความว่ามหาสมุทรเป็นของพวกเราทุกคน หน้าที่พิทักษ์รักษาผืนน้ำเป็นของพวกเรา และสิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้นกับมหาสมุทรก็อยู่ในความรับผิดชอบของพวกเรา

วิทยาศาสตร์ชี้ชัดเจนแล้วว่าพวกเราจำเป็นต้องสร้างเขตปกป้องสิ่งแวดล้อมให้กับมหาสมุทร

พื้นที่อนุรักษ์มหาสมุทร คือพื้นที่บริเวณกว้างของมหาสมุทรที่ได้รับการคุ้มครองไม่ให้กิจกรรมต่างๆของมนุษย์ที่ทำลายทรัพยากรเข้าถึงได้ การสร้างพื้นที่ดังกล่าวจะช่วยให้เหล่าสัตว์ต่างๆปลอดภัยและช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศ ซึ่งทั้งโลกจะได้รับผลประโยชน์อย่างถ้วนหน้า การฟื้นฟูของจำนวนประชากรปลาจะกระจายไปทั่วโลก ทำให้เกิดความมั่นคงทางอาหารแก่ผู้คนกว่าหลายพันล้านชีวิต อีกทั้งนักวิทยาศาสตร์ยังย้ำชัดว่ามหาสมุทรที่อุดมสมบูรณ์นั้นมีส่วนช่วยในการกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างมหาศาล และอาจช่วยให้พวกเรารอดจากผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดของสภาวะโลกร้อนได้

และนี่คือข่าวดี กระแสธารแห่งประวัติศาสตร์กำลังจะเปลี่ยนทิศ และในที่สุดดาวเคราะห์สีน้ำเงินของเราก็กำลังหันมาพยายามปกป้องเขตมหาสมุทรในส่วนนี้ เพราะเพียงเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาในห้องประชุมที่แน่นไปด้วยผู้คนซึ่งห่างไกลจากทะเล รัฐบาลจากประเทศต่างๆทั่วโลกเห็นชอบที่จะเริ่มปฏิบัติการปกป้องมหาสมุทรผ่านสนธิสนธิสัญญามหาสมุทรของสหประชาชาติ (Ocean Treaty)

แม้ว่าสนธิสัญญามหาสมุทรนี้จะยังไม่ได้รับการยอมรับจนกว่าจะเข้าสู่ปี 2563 แต่ในระหว่างนี้ก็มีการสร้างแรงผลักดันในการปกป้องมหาสมุทรอย่างเหมาะสม เมื่อปีที่แล้ว พื้นที่กว่า 1.5 ล้านตารางกิโลเมตรได้รับการคุ้มครองในทะเลรอส (Ross Sea) ในแอนตาร์กติก ซึ่งสามารถเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนให้กับสถานการณ์การเมืองเกี่ยวกับสภาพอากาศที่กำลังตึงเครียดได้ว่า การสร้างความร่วมมือระดับนานาชาติเพื่อปกป้องบ้านของพวกเราทุกคนนั้นเกิดขึ้นได้ และเกิดขึ้นแล้วจริงๆ

แอนตาร์กติก ซึ่งตั้งอยู่ใต้สุดของโลก เป็นเสมือนบ้านที่คอยโอบอุ้มความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต ทั้งเหล่าเพนกวินจักรพรรดิและเพนกวินอาเดลี เหล่าหมึกโคลอสซัลที่มีดวงตาขนาดเท่าลูกบาสเก็ตบอลซึ่งทำให้พวกมันสามารถมองเห็นได้ในใต้ทะเลลึก รวมไปถึงวาฬสีน้ำเงิน สัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกใบนี้ซึ่งมีเส้นเลือดใหญ่พอให้คนทั้งคนเข้าไปว่ายน้ำเล่นข้างในได้

ทว่าในแอนตาร์กติก อุตสาหกรรมประมงที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วกำลังมุ่งเป้าไปที่สิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งอันเป็นสิ่งมีชีวิตที่สัตว์ทุกชนิดต้องพึ่งพาอาศัย ซึ่งก็คือ เคย (Krill) เคยเป็นสัตว์จำพวกกุ้งขนาดเล็กที่เพนกวิน วาฬ แมวน้ำ และสัตว์ต่างๆต้องพึ่งพาเพื่อให้มีชีวิตต่อไปได้ จากข่าวอันน่าสลดใจเมื่อไม่นานมานี้ที่ให้ข้อมูลว่ามีเหล่าเพนกวินอดตายเกือบ 40,000 ตัวโดยมีลูกเพนกวินรอดชีวิตเพียง 2 ตัวเท่านั้น นับเป็นข่าวที่แสดงให้เห็นถึงสถานการณ์อันน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งของจำนวนประชากรสัตว์ในแอนตาร์กติก อุตสาหกรรมประมงเคยที่กำลังขยายตัวเป็นเพียงข่าวร้ายอีกข่าวหนึ่งเท่านั้นสำหรับมหาสมุทรแอนตาร์กติกนี้ และที่เลวร้ายไปกว่านั้น คือการที่อุตสาหกรรมประมงเคยกำลังพยายามขัดขวางความพยายามต่างๆที่ต้องการจะปกป้องแอนตาร์กติกในเชิงสิ่งแวดล้อมไว้

ในขณะนี้ รัฐบาลต่างๆที่มีส่วนรับผิดชอบต่อแอนตาร์กติกได้ประชุมหารือกันเกี่ยวกับอนาคตของทวีปนี้และผืนน้ำในบริเวณดังกล่าว แม้ว่าคำขอความร่วมมือบนโต๊ะประชุมในปีนี้จะยังมีอยู่เพียงน้อยนิด แต่เมื่อพวกเขากลับมารวมตัวกันอีกครั้งในอีก 12 เดือนข้างหน้า พวกเขาจะได้รับโอกาสแห่งประวัติศาสตร์ที่จะสร้างเขตปกป้องสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่ที่สุดที่เคยมีมาบนโลก ซึ่งก็คือเขตปกป้องสิ่งแวดล้อมมหาสมุทรแอนตาร์กติก โดยครอบคลุมทะเลเวดเดลล์ (Weddell Sea) ถัดจากคาบสมุทรแอนตาร์กติก ซึ่งจะมีขนาดใหญ่กว่าประเทศเยอรมณีถึง 5 เท่า อันเป็นประเทศที่ยื่นขอเสนอนี้

การสร้างเขตปกป้องสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่ที่สุดในโลกบนมหาสมุทรแอนตาร์กติกนี้จะแสดงให้โลกเห็นว่าการล็อบบี้ร่วมกันและผลประโยชน์ทางธุรกิจของประเทศนั้นเทียบไม่ได้กับการร่วมมือกันในระดับโลกที่เรียกร้องให้ผู้นำทางการเมืองหันมาปกป้องคุ้มครองสิ่งที่เป็นของพวกเราทุกคน

การเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องพื้นที่กว่าครึ่งซึกโลกของเรานั้นได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และเริ่มขึ้นที่แอนตาร์กติก

บทความแปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ สามารถอ่านต้นฉบับได้ที่นี่


 ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่