อาสาสมัครรุ่นบุกเบิก
“ถ้าเราทำอะไรดีๆ แล้วจะต้องเลิกทำไม”

เชื่อว่า เด็กหนุ่มที่เห็นอยู่เบื้องหน้า ช่างมีบุคลิกที่ดู “สวนทาง” กับความคิดความอ่าน ที่เจ้าตัวสะท้อนออกมาผ่านการพูดคุยนานเกือบชั่วโมงยิ่งนัก

ดูเหมือนว่า “เบียร์” จะรับรู้ และยอมรับอย่างเต็มใจด้วยสิ…

“ผมเข้ามาร่วมเป็นอาสาสมัครของกรีนพีซตั้งแต่อายุ 19 ตอนนั้นเรียนมหา’ลัย ปี 1” นั่นคือปี 2542 โดยมีความประทับใจมิรู้ลืมจากภาพกิจกรรมของชาวกรีนพีซที่ต่อต้านการล่าวาฬอย่างถึงพริกถึงขิง

แล้วอยู่มาวันหนึ่งที่ได้รับรู้จากเพื่อนว่าได้ไปสมัครเป็นอาสาสมัครของกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำนักงานประเทศไทย เพื่อทำกิจกรรมต้อนรับการมาเยือนประเทศไทยครั้งแรกของเรือเรนโบว์ วอร์ริเออร์ หรือนักรบสายรุ้งของนักสิ่งแวดล้อม

เมื่อมีโอกาสที่จะได้ใกล้ชิดกับ “ฮีโร่” ที่เคยเห็นผ่านจอโทรทัศน์ มีหรือที่เบียร์จะยอมพลาด แม้ห้วงเวลานั้นจะรู้แค่ว่า กรีนพีซช่วยสิ่งแวดล้อม ก็เพียงพอแล้วที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่า “เออ...เขาทำดี”

แต่การเข้าร่วมกิจกรรมตามมาหลังจากนั้น ไม่เพียงทำให้รู้จักกรีนพีซมากยิ่งขึ้นเท่านั้น แต่ยัง “ตอกย้ำ” การตัดสินใจเป็นอาสาสมัครของกรีนพีซว่า “ใช่เลย”

จากกิจกรรมแรกที่เบียร์ได้มีส่วนร่วม “ถือป้าย” โดยได้ชื่อว่าเป็นอาสาสมัครที่มีอายุน้อยที่สุด ก็กลายเป็นความผูกพันกับพี่ๆ ในกรีนพีซ จนทำให้ชีวิตเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ทั้งที่จากเดิม “เด็กเกเร” คือภาพลักษณ์ที่คนรู้จัก

เบียร์เล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งขณะเดินอยู่หน้ามหา’ลัย ป้าที่ขายของอยู่ถามผมว่า “เฮ้ย...กรีนพีซมันทำอะไรวะ เอ็งไปทำไม เขาดูมีสาระนะ แต่คนอย่างเอ็งดูไม่น่ามีสาระเลย” ยิ่งกลายเป็นแรงกระตุ้นให้เจ้าตัวอยากมาร่วมงานกับกรีนพีซมากขึ้น ไม่ต่างอะไรกับเด็กวัยรุ่นถูก “ท้าทาย”

เมื่อมาร่วมกิจกรรมรณรงค์ในฐานะอาสาสมัครกับกรีนพีซครั้งแล้วครั้งเล่า สิ่งที่ไม่เคยรู้ก็ได้รู้ สิ่งที่ไม่เข้าใจก็เข้าใจมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อได้ร่วมรณรงค์เรื่องจีเอ็มโอ ซึ่งสร้างความประทับใจ “สุดๆ” จนถึงทุกวันนี้

นั่นคือ การได้เป็นกัปตันเรือลำที่ 2 ของกรีนพีซ ในการขวางเรือบรรทุกถั่วเหลืองจีเอ็มโอในอ่าวไทยร่วมกับกรีนพีซสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้ร่วมทีมเรือกับครูฝึกที่เป็นกัปตันเรือลำที่ 1

“ผมอยู่ระหว่างฝึกอบรมการขับเรือยาง 5 วัน กับครูฝึกชาวอังกฤษ ซึ่งมาจากกรีนพีซสากล แล้วอยู่ๆ ก็ถูกถามว่า เอ้า...ทีมเรือพร้อมมั้ย เรือขนถั่วเหลืองเข้ามาเมืองไทยพอดี”

แม้จะเหน็ดเหนื่อยอย่างถึงที่สุดจากการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อภารกิจที่ได้รับมอบหมายถูกพิจารณาด้วยความเชื่อมั่นว่า “เบียร์ทำได้” บวกเข้ากับความรู้สึกว่า “เฮ้ย...เราได้ร่วมกับทีมเรือกรีนพีซแล้ว...ถึงจะไม่มีปลาวาฬก็เถอะ” ลีลาการเล่าของเบียร์เต็มไปด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ราวกับว่าเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ

ปฏิบัติการที่กลายเป็นความทรงจำที่ยังคงส่งกลิ่นอายแห่งความสุขจนถึงทุกวันนี้ก็เกิดขึ้น “อู้หู...เท่จังเลย” คือความรู้สึกที่อธิบายแทนภาพปฏิบัติการเมื่อหลายปีก่อน ขณะมีอายุเพียง 21 ปีเท่านั้น

แม้การได้เป็นกัปตันเรือในปฏิบัติการขัดขวางเรือขนถ่ายถั่วเหลือง จะนำมาซึ่งความภาคภูมิใจสูงสุด แต่ทุกครั้งที่ได้ร่วมเป็นอาสาสมัครของกรีนพีซ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งหน้าที่ใด เด็กหนุ่มคนนี้ก็จะพกความประทับใจติดตัวกลับมาเสมอ

“ผมอยู่ทีมเรือจะไม่ค่อยมีแอคชั่นมาก เพราะกิจกรรมส่วนใหญ่จะอยู่บนบก แต่ถึงแม้จะไม่ได้เป็นคนปีนป่ายขึ้นไป แค่ได้ไปร่วมทำหน้าที่การ์ด ผมก็คิดว่าเราก็คือหนึ่งในทีม

ความรู้สึกที่ได้ “ทำเพื่อโลก” คือความภาคภูมิใจที่แตกต่างจากประสบการณ์อื่นที่เคยลิ้มลองสมัยเป็นวัยรุ่น ไม่ว่าจะเป็นเล่นดนตรีตามคอนเสิร์ตใต้ดินหรือได้เคยออกโทรทัศน์ที่ให้ความรู้สึก สนุกสนานเฮฮาและเท่ ตามประสาวัยรุ่นทั่วไป แต่การเป็นอาสาสมัครของกรีนพีซ โดยไม่เคยได้รับเงินค่าตอบแทนใดๆ กลายเป็นการทำเพื่อความฝันที่เจ้าตัวยอมรับว่า “เหมือนได้เห็นคุณค่าของตัวเอง”

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในทางบวก จากเด็กเกเร ดื่มเหล้า และมีเรื่องตีกันบ่อยครั้ง ทำให้คนในครอบครัว โดยเฉพาะผู้เป็นแม่เปลี่ยนสายตาจากความห่วงใยมาเป็นความภาคภูมิใจในตัวลูกชายอย่างไม่ต้องเอ่ยปาก

ทุกวันนี้ เบียร์ก้าวเข้าสู่ชีวิตทำงานในวัย 29 ปี โดยมีปริญญาตรีด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต ที่เจ้าตัวเลือกเรียนตามความปรารถนาของตัวเอง เป็นใบเบิกทางในการรับงานมาทำอย่างอิสระ โดยมีรายได้เสริมเป็นนักออกแบบกราฟฟิกที่แสดงความสามารถผ่าน live video performance

แต่งานอาสาสมัครของกรีนพีซ เป็นสิ่งที่เบียร์ไม่เคยละทิ้ง แม้จะไม่ค่อยมีเวลาว่างมากนัก เพราะเชื่อว่าถ้าทำในสิ่งดีๆ แล้วจะต้องเลิกทำไม “ความดีก็เหมือนกับการกินข้าว...กินได้ทุกวัน”

ความที่ได้ใกล้ชิดและคลุกคลีกับกรีนพีซอย่างเข้มข้นมานานหลายปี เบียร์เลือกและตั้งใจวาดรอยสักสัญลักษณ์ของชาวอินเดียนแดงที่ปรากฏอยู่บนเรือเรนโบว์ วอร์ริเออร์ ไว้กลางแผ่นหลังของตนเอง เพราะเชื่อมั่นในวิถีของชาวกรีนพีซผ่านถ้อยคำที่สื่อถึงความหมายดีๆ ของ...ความสมดุลของธรรมชาติและสันติภาพ

และเมื่อเด็กหนุ่มคนนี้ได้รับสิ่งที่เจ้าตัวไม่เคยคาดหวัง จากการร่วมเป็นอาสาสมัครที่ทำงานเพื่อสิ่งแวดล้อม จนทำให้มองเห็นถึง “คุณค่า” ของตัวเองที่ไม่เคยรับรู้หรือคาดคิดว่ามีอยู่ กระทั่งรู้สึกว่าได้อะไรกลับไปเยอะแยะมาก

สำหรับวันข้างหน้า การถ่ายทอดเพื่อส่งต่อความรู้และประสบการณ์ที่ได้จากหยาดเหงื่อของความ “เสียสละ” ให้กลายเป็นแรงบันดาลใจสำหรับน้องๆ รุ่นต่อไป เพื่อให้บางคนรู้สึกว่า “เฮ้ย...พี่เจ๋งว่ะ” และลงมือสร้างการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวที่ตัวเองเคยทำ

...คือก้าวต่อไปที่เบียร์วาดฝันไว้ว่าอยากให้เป็นจริง