ฝ่ายบริการสมาชิก

อยากให้ประเทศไทยไม่ต้องมีองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมเลย เพราะทุกคนพร้อมที่จะดูแลกันเอง

ดูเหมือน “พี่ชู” จะมีประสบการณ์ในอาชีพการงานที่ “แหกโผ” จากเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ มากที่สุด

เพราะเจ้าตัวบอกว่า “จากเดิมผมทำงานธนาคาร” ซึ่งทำให้บรรยากาศของการพูดคุยปกคลุมด้วยความเงียบและงุนงงไปชั่วขณะ ก่อนตามมาด้วยเสียงหัวเราะที่เจ้าตัวได้เห็นสีหน้าและอากัปกิริยาที่แปลกๆ ของผู้ร่วมสนทนา...

ก่อนเล่าต่อว่า “ตัดสินใจลาออกจากงานธนาคารที่ทำมาหลายปีเหมือนกันนะ ด้วยความรู้สึกเบื่อที่ต้องทำงานที่เป็น corporate เพราะค่อนข้างมีขั้นตอนเยอะแยะไปหมด อยากทำงานกับองค์กรที่เป็นลักษณะมูลนิธิมากกว่า”

เมื่อบวกเข้ากับความต้องการใช้ความสามารถด้านภาษาที่มีอยู่ ทำให้ได้คำตอบคือ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำนักงานประเทศไทย…

นั่นคือการตัดสินใจที่มีขึ้นเมื่อ 16 พฤศจิกายน 2544

ผลจากการตัดสินใจเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกรีนพีซ ไม่เพียงแต่ต้องทำความรู้จักกับองค์กรนี้อย่างเดียวเท่านั้น เพราะเจ้าตัวยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า “ไม่ได้รู้สึกอะไรมากนักกับเรื่องสิ่งแวดล้อม แค่ชอบปลูกต้นไม้เท่านั้น”

ทั้งยังต้องงุนงงมากยิ่งขึ้น เมื่อพบว่างานที่ต้องรับผิดชอบคือ ดูแลผู้บริจาคเงินให้กรีนพีซ...ไม่มีการวางระบบอะไร ไม่มีใครให้คำแนะนำได้ เพราะเป็นเรื่องใหม่ขององค์กรที่เพิ่งเริ่มก่อตั้ง

และเป็นเรื่องใหม่ของธนาคารในห้วงเวลานั้น ที่ต้องตัดโอนเงินอัตโนมัติจากบัญชีผู้บริจาคเข้าสู่บัญชีองค์กร  “มีเพียงฐานข้อมูล และ คู่มือ ให้ไปจัดการเอาเอง”  นั่นคือความท้าทายเบื้องต้นที่พี่ชูได้รับจากการตัดสินใจเปลี่ยนงานใหม่ชนิด “ตีลังกากลับหลังหัน”

การค้นคว้าผ่านการอ่านข้อมูล คู่มือ และซักถามจากผู้รับผิดชอบงานลักษณะเดียวกันจากสำนักงานต่างประเทศ ทำให้ความคืบหน้าก้าวเข้ามาเยือนอย่างชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ

จากจำนวนผู้บริจาคในปีแรกประมาณ 100 คน ก็เติบโตขึ้นถึงหลักพัน เพิ่มเป็นหลายพัน และแตะถึงหลักหมื่น คือกว่า 20,000 คนในปัจจุบัน

นั่นคือ ความสำเร็จที่สัมผัสได้ ผ่านการทำงานที่ต้องดูแลผู้บริจาคเงินสนับสนุนการทำงานของกรีนพีซ โดยใช้การสื่อสารผ่านรูปแบบของจดหมายข่าว เพื่อให้ได้รับรู้ถึงความคืบหน้าว่า เงินที่บริจาคมาให้นั้น ถูกนำไปใช้อะไรบ้าง

พี่ชูบอกว่า “เงินทุกบาททุกสตางค์ที่มีคนบริจาคให้เป็นสิ่งมีค่า และเราเห็นคุณค่ากับทุกเม็ดเงิน  หากมองในมุมของผู้บริจาคอาจเห็นแค่ภาพเดียวที่เราทำกิจกรรมออกไป แล้วคิดว่าก็แค่นั้น แต่เบื้องหลังกว่าจะเป็นภาพเช่นนั้นได้ เรามีกระบวนการทำงานเป็นขั้นเป็นตอนเยอะแยะมาก มีเรื่องราวอยู่มากมาย”

การมองภาพที่ปรากฏเป็นข่าวแล้วย้อนมองกลับไปถึงเบื้องหลังของภาพนั้นว่า มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง เพื่อจะได้คำตอบว่ากรีนพีซใช้เงินที่ได้รับบริจาคมาคุ้มค่าหรือไม่ คือสิ่งที่พี่ชูอยากให้เกิดขึ้นกับผู้บริจาคของเรา

ขณะเดียวกัน การทำหน้าที่สื่อสารกับผู้บริจาคผ่านจดหมายข่าว ซึ่งต้องเตรียมและอ่านข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมมากมาย ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว เพราะทั้งเรื่องจีเอ็มโอ ภาวะโลกร้อน สารพิษ

ทำให้อดีตเจ้าหน้าที่ฝ่ายสินเชื่อของธนาคารผู้นี้รู้สึกว่า “เฮ้ย...ผลกระทบมันเยอะนะ ถ้ามันเกิดขึ้นจริงๆ คนทั้งหมดจะแย่”

การเปลี่ยนแปลงในชีวิตจึงตามมา...

จากเดิมที่ไม่เคยสนใจเรื่องผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ใช้ชีวิตแบบบริโภคนิยมมาก เปลี่ยนมาเป็นคนที่บริโภคน้อย มีเสื้อผ้าเพียงไม่กี่ชุดเท่านั้น

หลายคนจึงเห็นชายผู้นี้สวมเสื้อยืดสีเอิร์ท สลับอยู่ไปมาจนชินตา

แม้จะร่วมงานกับกรีนพีซมานานถึง 9 ปี ท่ามกลางกิจกรรมรณรงค์ของกรีนพีซนับครั้งไม่ถ้วน แต่ “พี่ชู” ผู้ยินดีช่วยงานอยู่เบื้องหลังอย่างเต็มกำลัง ยังคง “ลุ้นมากๆ” ทุกครั้งที่น้องๆ ออกไปรณรงค์

ทุกวันนี้ การเฝ้ามองเด็กรุ่นใหม่ๆ แวะเวียนผ่านมาเข้าร่วมงานกับกรีนพีซ แม้จะเป็นเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ  พี่ชูก็เห็นว่า เป็นเรื่องที่มีความหวังทั้งนั้น อย่างน้อยที่สุดก็จะได้เรียนรู้และซึมซับเรื่องสิ่งแวดล้อมกลับออกไป

เพราะปัจจุบันเรื่องสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะเรื่องภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องน่ากลัวมากๆ หลายคนรับรู้แต่ไม่ลงมือทำเสียที  เลยไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ต้องช่วยกันดูแล ซึ่งจริงๆ แล้ว “สิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แล้วทุกคนต้องฝึกที่จะอ่อนโยนกับสิ่งแวดล้อมด้วย เพราะไม่อย่างนั้นก็จะไม่รู้สึกเลยว่า เออ...ต้องลงมือทำแล้วนะ”