คุณจะตอบคำถามอย่างไร หากลูกหลานของเราถามกับคุณว่า ทำไมเราถึงไม่ปกป้องสิ่งแวดล้อมขณะที่เรายังมีโอกาส?

หลายต่อหลายครั้งที่เรามองภาพอนาคตเสมือนจริงผ่านจอภาพยนตร์ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของอนาคตที่โลกต้องประสบกับมหาวิบัติภัยที่คร่าสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลก พร้อมกับทิ้งคำถามให้เราคิดว่าเราจะทำอย่างไรได้บ้างเพื่อปกป้องทุกสรรพชีวิตอันเป็นเพื่อนร่วมโลกของเรา รวมถึงปกป้องโลกที่เราอาศัยอยู่นี้ วันที่ 5 มิถุนายน นี้เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก มีหลากหลายวิธีที่เราช่วยกันลงมือเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับโลกของเราได้ อาทิ ปลูกต้นไม้ ลดการใช้พลาสติก เลิกใช้ผลิตภัณฑ์จากโฟมที่เราสามารถทำได้ทุกวัน คนละไม้คนละมือ แต่สำหรับคอหนังแล้ว อาจถือโอกาสใช้วันนี้ ปิดสวิตช์ทุกอย่างนอกจากโทรทัศน์เครื่องหนึ่ง และชักชวนเพื่อนมาชมหนังดีๆ เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมสักเรื่องสองเรื่อง เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้เรารักษ์โลกเพิ่มขึ้นอีกสักนิด ก็คงจะดีไม่น้อย

 By the River: สายน้ำติดเชื้อ (2014)

ปัญหาที่เกิดขึ้นกับสายน้ำปนเปื้อนสารตะกั่วไม่เคยจากไปไหน ถึงแม้จะมองไม่เห็นด้วยตา และเกิดขึ้นมาเป็นเวลา 30 ปี

แม้ต้องใช้ไม้เท้าช่วยพยุงเดิน แต่ความพิการกลับไม่เป็นอุปสรรคเมื่ออยู่ใต้น้ำ เพราะ “เบี้ยว” หรือ “สมชาย โต้งฟ้า” มีความสุขทุกครั้งที่ได้ดำน้ำจับปลามาฝากคนรัก ส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตชาวบ้านคลิตี้ที่ผูกพันกับสายน้ำอย่างตัดไม่ขาด แม้รู้ดีว่าลำห้วยแห่งนี้ปนเปื้อนสารตะกั่ว ภาพยนตร์สารคดี "By the River: สายน้ำติดเชื้อ" นี้คว้ารางวัล Special Mention จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโลการ์โน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยภาพยนตร์นำเสนอเรื่องราวชะตากรรมของชาวบ้านคลิตี้ ที่ต้องรับผลกระทบในสิ่งที่ไม่ได้ก่อ สะท้อนปัญหาสิ่งแวดล้อมกับ 30 ปีที่ลำห้วยคลิตี้ปนเปื้อนสารตะกั่วจากโรงแต่งแร่ และ 16 ปีที่ชาวบ้านลุกขึ้นมาต่อสู้ จนชนะคดีศาลปกครองไปเมื่อปีที่แล้ว 

ภาพยนตร์สารคดี ‘By the River: สายน้ำติดเชื้อ’ รายได้ส่วนหนึ่งจะนำไปฟื้นฟูหมู่บ้านคลิตี้ล่าง หลังจากนั้นจะนำมาออกอากาศทาง ThaiPBS ในเดือนมิถุนายน 2557 นี้

ข้อมูลเพิ่มเติมและตัวอย่างภาพยนตร์: http://news.thaipbs.or.th

 

The Day after Tomorrow (2004)

ความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกที่พบในตัวอย่างน้ำแข็งชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอยู่ในขั้นวิกฤต ถึงแม้ศาตราจารย์ฮอลจะพยายามโน้มน้าวให้ประธานาธิบดีหาแผนรับมือ แต่ประธานาธิบดีกลับยกเรื่องเศรษฐกิจมาอ้าง ศาสตราจารย์ฮอลล์คาดเดาว่า ปรากฏการณ์นี้จะเกิดในรุ่นลูกรุ่นหลานของเขา แต่เขาคาดผิดถนัด อัตราเผาผลาญเชื้อเพลิงมากมายในปัจจุบันทำลายสิ่งแวดล้อม ผลพวงจากกิจกรรมของมนุษย์นั้นเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างฉับพลัน และส่งผลอย่างเลวร้ายจนกลายเป็น “วิกฤตวันสิ้นโลก”

เรื่องราวของผลกระทบจากสภาวะโลกร้อนที่ส่งผลต่อโลกอย่างมหาศาลถูกถ่ายทอดผ่านทางภาพยนตร์ The Day After Tomorrow ภาพยนตร์เรื่องนี้นำเสนอเหตุการณ์ที่โลกกำลังเข้าสู่ยุคน้ำแข็งครั้งใหม่ และเป็นบทเรียนอันสำคัญสำหรับมนุษยชาติว่า “ หากเราไม่ดูแลธรรมชาตินับแต่วันนี้ วันมะรืนนี้ก็คงไม่มีอีกต่อไป…”

ตัวอย่างภาพยนตร์: 

 

Dr. Seuss’ The Lorax (2012)

ปู่โลแร็กซ์ “พูดแทนต้นไม้ เพราะต้นไม้ไม่สามารถพูดได้”

ก้อนเมฆและต้นไม้สีสันสดใสปรากฏอยู่ทั่วเมืองธนีดวิลล์ สิ่งที่ดูเหมือนสวยงามเต็มไปด้วยสีสันเหล่านี้ทำขึ้นจากพลาสิก ไม่ต้องดูแลรักษา ไม่มีพื้นดิน และไม่มีอะไรเติบโตจากพื้นดิน เบื้องนอกกำแพงเมืองและความสดใสจอมปลอม คือ ท้องฟ้าที่หมองหม่นถูกปกคลุมด้วยฝุ่นและควันพิษ ลำคลองที่แห้งเหลือแต่โคลน ไร้ต้นไม้และชีวิตชีวา

แต่ภารกิจเพื่อพิชิตใจออเดรย์ สาวที่เท็ดหลงรักได้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เท็ดออกเดินทางผ่านกำแพงสูงใหญ่สู่สภาพสิ่งแวดล้อมที่แท้จริง จนได้คำตอบว่าทำไมต้นไม้ถึงหายไปจากเมือง รวมถึงเรื่องราวของปู่โลแร็กซ์ เทพผู้พิทักษ์ผืนป่า แต่การนำต้นไม้มาปลูกในเมืองถูกขัดขวางโดยบริษัทขายอากาศบรรจุกระป๋อง ด้วยเหตุผลว่า “ต้นไม้เป็นสิ่งที่ให้อากาศบริสุทธิ์อย่างฟรีๆ ถ้าปล่อยให้มีต้นไม้ เราก็ทำธุรกิจไม่ได้” สิ่งที่เท็ดต้องทำจึงไม่ใช่เพียงปลูกต้นไม้ในหมู่บ้าน แต่คือการปลูกความเข้าใจของคนในเมืองให้เห็นความสำคัญของต้นไม้ด้วย

ตัวอย่างภาพยนตร์:  

 

WALL-E (2008)

โลกในปีค.ศ. 2805 ได้กลายเป็นแหล่งทิ้งขยะขนาดใหญ่ของมวลมนุษยชาติ เนื่องมาจากการบริโภคนิยมแบบทิ้งขว้างอย่างไร้ขอบเขตของมนุษย์ และเผาผลาญทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่มีที่สิ้นสุด จนกระทั่งโลกเต็มไปด้วยขยะและไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ หุ่นยนต์คัดแยกและบดอัดขยะชื่อ WALL-E เป็นหุ่นยนต์ในโครงการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมซึ่งล้มเหลวไม่เป็นท่า ประมาณ 700 ปีต่อมา บนโลกเหลือเพียงหุ่นยนต์ WALL-E หนึ่งตัวที่มนุษย์ลืมปิดสวิตซ์ทิ้งไว้ ง WALL-E พบกับหุ่นยนต์อีกตัวชื่อ EVE ที่ถูกส่งมาสำรวจการเติบโตของ “พืชสีเขียว” บนโลก และตกหลุมรักเธอ

ตัวอย่างภาพยนตร์:  

 

March of the Penguins (2005)

ภาพยนตร์ที่เติมความอบอุ่นในหัวใจท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บของแอนตาร์กติกา กับเรื่องราวชีวิตเพนกวินจักรพรรดิที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงและความลำบากแสนเข็ญ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังเป็นวิกฤตของโลกยิ่งทำให้วิถีชีวิตของพวกมันตกอยู่ในความเสี่ยงและขยับใกล้การสูญพันธุ์ยิ่งขึ้น

ในทุกฤดูหนาวของทุกปี เพนกวินจักรพรรดิต้องละทิ้งทะเลซึ่งอุดมไปด้วยอาหาร แล้วจับกลุ่มเดินกระย่องกระแย่ง เป็นระยะทางกว่า 200 กิโลเมตร สู่สถานที่เวิ้งว้างว่างเปล่าหนาวเหน็บแห่งหนึ่ง เพียงเพราะว่าที่นั่น มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะแก่การสืบพันธุ์ของพวกมัน พ่อแม่เพนกวินจักรพรรดิจะต้องผลัดกันทำหน้าที่ของตนท่ามกลางพายุหิมะอันโหดร้ายทารุณ ชีวิตจริงของเพนกวินที่น่ามหัศจรรย์ยิ่งกว่าละครเรื่องใดได้ถูกถ่ายทอดไว้อย่างงดงามผ่านทางภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างชัดเจน

ตัวอย่างภาพยนตร์:  

 

Happy Feet (2006) 

อีกหนึ่งภาพยนตร์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่มีเพนกวินเป็นตัวเอง โดยคราวนี้เป็นเรื่องราวของปัญหาการประมงเกินขนาดในดินแดนแอนตาร์กติกา ปัญหานี้ถูกเล่าผ่านทางมุมมองของเหล่าเพนกวินที่กำลังเผชิญกับการคุกคามของมนุษย์ มลพิษทางทะเลที่มนุษย์ก่อขึ้นส่งผลให้เพนกวินตัวหนึ่งต้องติดอยู่ในขยะ รวมถึงยังสือถึงสัตว์น้ำที่กลายมาเป็นเพียงสิ่งบันเทิงสำหรับมนุษย์ในสวนสัตว์ ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่อนิเมชั่นเกี่ยวกับเพนกวินน่ารักๆ ธรรมดา แต่กลับแฝงถึงผลกระทบต่อสัตว์ที่อยู่ไกลออกไปถึงขั้วโลกใต้จากฝีมือของมนุษย์โดยที่เราอาจไม่รู้ตัว

ตัวอย่างภาพยนตร์:  

 

Avatar (2009)

ดาวแพนดอรา เป็นดาวที่มีทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์อยู่ไกลจากโลกหลายล้านปีแสง โดยมีชาวนาวีเป็นชนพื้นเมืองอาศัยอยู่ มีวิถีชีวิตความเป็นอยู่และความเชื่อที่เคารพและพึ่งพาอาศัยธรรมชาติ แต่เช่นเดียวกับความอุดมสมบูรณ์แห่งต่างๆ ในโลก ดาวดวงนี้กำลังถูกกองทัพมนุษย์โจมตีเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มนายทุนที่ต้องการทรัพยากรธรรมชาติ

หลังจากที่เจคได้เข้าไปใช้ชีวิตกับชาวนาวีแล้ว จากเป้าหมายเพียงเพื่อการสอดแนมให้กับกองทัพก็เปลี่ยนไป เจคหันกลับมาร่วมต่อสู้เคียงข้างชาวนาวีเพื่อรักษาป่าเอาไว้ 

ตัวอย่างภาพยนตร์:  

 

An Inconvenient Truth (2006)


ความจริงเรื่องโลกร้อน ที่ไม่มีใครอยากฟัง เพราะมนุษย์ตัวเล็กๆ อย่างเราจะสามารถสร้างผลกระทบที่ร้ายแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก และไปถึงชั้นบรรยากาศได้อย่างไร

ภาพยนตร์สารคดีสิ่งแวดล้อมเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องหนึ่งที่จุดชนวนให้คนทั้งโลกตระหนักถึงวิกฤตโลกร้อนที่กำลังเกิดขึ้น และผลักดันให้ยุติการถกเถียงปฏิเสธข้อเท็จจริง ด้วยการเปิดโปงว่ามนุษย์เป็นผู้ก่อก๊าซเรือนกระจก ยิ่งปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศมากขึ้นเท่าไรก็จะยิ่งเร่งอุณหภูมิของโลก และเร่งการละลายของน้ำแข็งขั้วโลกมากขึ้นเท่านั้น

โลก เป็นบ้านหลังเดียว และหลังสุดท้ายของเรา เราเลือกได้ว่าจะยืนดูและปฏิเสธปัญหา หรือจะก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไข เพราะหากมนุษย์สามารถสร้างมลพิษที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับโลกได้ มนุษย์ก็สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตที่ดีขึ้นได้เช่นกัน

ตัวอย่างภาพยนตร์:  

 

Erin Brockovich (2000)

ชีวิตจริงของผู้หญิงที่ต่อสู้ฟ้องร้องต่อศาลเรียกค่าเสียหายมูลค่ามากกว่า 300 ล้านเหรียญสหรัฐ ให้แก่ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากบริษัทแปซิฟิก แก๊ส แอนด์ อิเล็กทริค จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ลักลอบปล่อยสารพิษลงไปปนเปื้อนน้ำใต้ดิน และก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพของผู้คนที่อาศัยอยู่ในละแวกรอบโรงงาน ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการตั้งคำถามถึงกฎหมายกับความยุติธรรม โดยเฉพาะกับการต่อกรกับบริษัทที่มีเงินทุนและอำนาจ ซึ่งใช้กลไลทางกฎหมายเอารัดเอาเปรียบผู้ด้อยโอกาส ถือเป็นภาพยนตร์ฮอลลีวูดที่ดีที่สุดที่นำเสนอด้านมลพิษทางน้ำ

ตัวอย่างภาพยนตร์:  

 

Big Miracle (2012)

เรื่องสุดท้ายที่อยากแนะนำคือ ภาพยนตร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องจริงของกรีนพีซกับการช่วยเหลือ 3 วาฬสีเทา ที่ติดกับดักอยู่ท่ามกลางก้อนน้ำแข็งในทะเลอาร์กติก มีภูเขาน้ำแข็งขวางกั้นทางออกสู่ทะเล และเหลือช่องให้หายใจเพียงนิดเดียว เป็นภารกิจที่ต้องระดมกำลังและเครื่องมือจากทุกฝ่ายเพื่อช่วยเหลือ ที่ทำให้คนทั้งโลกติดตามและเอาใจช่วย 

กรีนพีซต่อสู้เพื่อผลักดันยุติการขุดเจาะน้ำมันที่อาร์กติก และการล่าวาฬมายาวนาน แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องการสื่อคือ เราสามารถร่วมมือกันเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมได้ ทั้งสัตว์อันน่ามหัศจรรย์ และโลกของเรา รวมถึงตัวเราเองด้วย

ตัวอย่างภาพยนตร์: