กลุ่มนักเคลื่อนไหว Rise For Climate, Jobs and Justice ขณะเดินขบวนที่ซานฟรานซิสโก © Michael Short / Greenpeace

เมื่อเราพูดถึงเรื่องการปกป้องสิ่งแวดล้อม บางครั้งมันอาจทำให้เรารู้สึกเหมือนกำลังออกรบบนภูเขาสูงที่เพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์ในการรักษาบาดแผลที่ครบครัน  

มีมลพิษทางอากาศหรอ? ก็ใส่หน้ากากป้องกันสิ

ทะเลสกปรกเกินไปที่จะว่ายน้ำหรอ? ก็ไปว่ายตามสระน้ำสิ

ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นกำลังจะท่วมบ้านของคุณ? ก็สร้างกำแพงกั้นสิ

แต่สำหรับหลายชุมชนทั่วโลก การที่ไม่มีแผนรองรับและดาวเคราะห์สำรองให้อยู่อาศัย นั่นหมายถึงพวกเขาต้องใช้กฎหมายในการปกป้องสิทธิของพวกเขาในการมีชีวิตอาศัยอยู่ที่สิ่งแวดล้อมที่ดีและปลอดภัย และยังหมายถึงการเรียกร้องให้รัฐบาลและบริษัทรับผิดชอบต่อวิกฤตการณ์ด้านสภาพภูมิอากาศที่เกิดบ่อยขึ้นและทวีความรุนแรงมากขึ้น

แต่เป็นได้หรือไม่ที่จะให้คนเพียงหนึ่งคนต่อสู้กับวิกฤตการณ์นี้?

โซฟี มาจาแนค ทนายความด้านสิ่งแวดล้อมที่ได้ช่วยเหลือชุมชนเช่นชนพื้นเมืองของออสเตรเลีย ตอนนี้เธอได้ทำงานให้กับ Client Earth องค์กรที่ใช้กฎหมายในการปกป้องประชาชนและโลก

เทียนที่จุดขึ้นเพื่อระลึกถึงผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครบรอบ 3 ปีไต้ฝุ่นไห่เยี่ยนในฟิลิปปินส์ © Roy Lagarde / Greenpeace

มีอาชีพตั้งมากมาย ทำไมคุณถึงเลือกที่จะโฟกัสมาที่การเป็นทนายความสิ่งแวดล้อม?

งานแรกของฉันหลังจากเรียนจบคือการช่วยนำเสนอประเด็นสิทธิในที่อยู่อาศัยของชนพื้นเมืองของออสเตรเลีย และในตำแหน่งนี้ได้ทำให้ฉันสนใจว่าสิ่งแวดล้อมนั้นมีความสำคัญต่อสิทธิมนุษยชน สิ่งที่ฉันต้องการทำมาตลอดคือใช้ความรู้ด้านกฎหมายมาใช้ปกป้องธรรมชาติของโลกใบนี้

เมื่อคุณบอกคนอื่นว่าคุณเป็นทนายความด้านสิ่งแวดล้อม คนที่คนส่วนใหญ่จะนึกถึงก็คือ อีริน บรอคโควิช เรื่องราวของเธอที่ได้ต่อสู้กับบริษัทยักษ์ใหญ่เพื่อปกป้องคนและสิ่งแวดล้อมได้สะท้อนอะไรในชีวิตจริงบ้าง?

ฉันคิดว่า อีริน บรอคโควิช เป็นตัวแทนของสัญลักษณ์ของตำนานเรื่อง เดวิดกับยักษ์โกไลแอท ที่ชุมชนเล็ก ๆ หลายที่ได้เผชิญหน้ากับปัญหาด้านกฎหมายที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม โชคร้ายที่อะไรที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายมักจะมีราคาสูง คนที่มีเงินเยอะก็สามารถที่จะจ้างทีมทนายความ ผู้เชี่ยวชาญ และที่ปรึกษาในการทำคดีแต่ละคดีได้ ในขณะที่ชุมชนต้องประสบปัญหากับเงินที่จำกัด

การได้คุณได้รับรู้ถึงการเติบโตขึ้นของกลุ่มนักเคลื่อนไหวหรือเปล่าที่ทำให้คุณตัดสินใจที่จะเดินตามเส้นทางกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม?

ฉันเติบโตที่เมือง บลูเมาเท่น เมืองที่ฉันอยู่กับป่ามาตั้งแต่เด็ก  ซึ่งอยู่ในแถบตะวันตกของเมืองซิดนีย์ ฉันคิดว่าสิ่งแวดล้อมที่เราเติบโตมาด้วยได้หล่อหลอมฉันให้กลายเป็นคนชื่นชมและให้คุณค่าต่อธรรมชาติของโลกใบนี้  แต่ฉันได้รับรู้เรื่องการเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมครั้งแรกตอนอยู่ที่มหาวิทยาลัย และเป็นที่ ๆ ทำให้ฉันตัดสินใจว่าการที่จะใช้ทักษะด้านกฎหมายที่เรียนมาได้ดีที่สุดคือการใช้มันให้เกิดประโยชน์

ในฐานะที่เป็นทนายความด้านสิ่งแวดล้อม ทำไมคุณถึงเลือกที่จะทำเรื่องสิทธิมนุษยชน?

สิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนมีความเชื่อมโยงกันอยู่ และสิทธิอื่น ๆ นั้นขึ้นอยู่กับการที่มีสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย แม้จะดูเหมือนว่าจะมีการแบ่งแยกระหว่างการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนและการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ในความเป็นจริงแล้วกำไรจะไม่เกิดขึ้นเลยหากเราเพิกเฉยต่อความยั่งยืนในการพัฒนา อย่างที่คนพูดกันว่าไม่มีงานบนโลกที่ไม่คน หากเรานำข้อคิดนี้มาใช้กับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ก็จะทำให้เห็นได้ชัดว่าไม่มีธุรกิจไหนที่จะอยู่รอดหากโลกเราร้อนขึ้น

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีหลายคดีที่เกิดขึ้นรอบโลกที่เกี่ยวกับผู้คนลุกขึ้นมาเรียกร้องต่อบริษัทเชื้อเพลิงฟอสซิล รัฐบาล และสถาบันการเงิน ในการที่จะมีสิทธิของสิงแวดล้อมที่ดีและปลอดภัย เช่นกลุ่มเคลื่อนไหวที่ชื่อ KlimaSeniorinnen ที่เป็นกลุ่มหญิงวัยอาวุโสกว่า 1,000 คนที่ฟ้องรัฐบาลของสวิตเซอร์แลนด์ หรือองค์กรเยาวชนในสหรัฐฯ ที่ฟ้องคดีต่อต้านรัฐและรัฐบาลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ คุณคิดอย่างไรต่อพลังของกลุ่มการเคลื่อนไหวเหล่านี้ พวกเขามีอำนาจในการเปลี่ยนแปลงหรือไม่?

ฉันคิดว่าความยุ่งยากของกระบวนทางการเมืองที่ทำให้เกิดคลื่นการเคลื่อนไหวด้านสภาพภูมิอากาศเกิดขึ้นมากมาย บ้างก็เกิดจากได้แรงบันดาลใจจากความสำเร็จในเนเธอร์แลนด์โดย องค์กรที่ชื่อ Urgenda ในปี พ. ศ. 2515 ซึ่งเป็นหนึ่งในคดีที่ขับเคลื่อนโดยประชาชนที่บังคับให้รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ต้องดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์ของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้เติบโตขึ้นและศาลเองก็มีส่วนสำคัญในการบังคับให้รัฐบาลที่ดื้อรั้นทำอะไรบางอย่างและปกป้องสิทธิของประชาชน ฉันเชื่อว่าอำนาจของกฎหมายเปลี่ยนแปลงบางสิ่งได้ และฉันคิดว่าพวกเราจะได้เห็นความสำเร็จของคดีเหล่านี้ คำถามคือจะช้าไปหรือเปล่าที่ศาลจะกระตือรือร้นในการเดินเรื่องของคดี


กลุ่มสตรีอาวุโสที่ใช้ชื่อในนาม "กลุ่มสตรีอาวุโสร่วมปกป้องสภาพภูมิอากาศ"  © Greenpeace / Ex-Press / André Albrecht

มีบางคดีที่โดนยกเลิกการพิจารณา เช่นคดีที่นิวยอร์กต่อต้านบริษัทน้ำมันที่ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนอุทธรณ์ เห็นได้ชัดว่าเป็นเรื่องที่น่าเศร้าสำหรับผู้ที่ออกมาเรียกร้อง ขั้นตอนต่อไปคืออะไร?

ฉันคิดว่าง่าย ๆ เลยคือ ให้พวกเขาเดินหน้าสู้ต่อ มีกว่า 15 คดีที่มีข้อโต้แย้งแตกต่างกันเล็กน้อย แต่ก็ยังเร็วเกินไปที่จะกล่าวได้ว่าเรื่องใดเรื่องหนึ่งเหล่านี้จะไม่ประสบผลสำเร็จในการฟ้องร้อง ผู้ปล่อยก๊าซคาร์บอนฯหลัก เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และปูนซีเมนต์ เผชิญหน้ากับแรงกดดันจากหลายฝ่ายและฉันคิดว่าพวกเขาตระหนักดีว่าพวกเขาไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้ตามปกติ

คุณเป็นอีกหนึ่งคนที่ร่วมทำงานกับชุมชนในฟิลิปปินส์ บริษัทเชื้อเพลิงฟอสซิลและบริษัทปูนซีเมนต์กว่า 47 บริษัทกำลังถูกตรวจสอบโดยคณะกรรมการว่าด้วยสิทธิมนุยชนเนื่องด้วยบริษัทเหล่านี้มีส่วนในการก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การประชาพิจารณ์จะดำเนินต่อไปจนถึงปลายปีนี้ จะแพ้หรือชนะคดีเรายังไม่สามารถสรุปได้ คุณคิดว่าคำพิพากษาเดิมและผลคดีที่ออกมาจะทำมีผลอะไรต่อไปในอนาคต?

คำวินิฉัยของคณะกรรมการจะเป็นคำวินิจฉัยแรกของโลกที่เกี่ยวกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อสิทธิมนุษยชน คำวินิจฉัยของคณะกรรมการจะถูกอ่านโดยนักสิทธิมนุษยชนและนักวิชาการที่มาจากทั่วทุกมุมโลกซึ่งพวกเขาจะช่วยกำหนดกฎหมายในการวินิจฉัยครั้งนี้

คุณจะพูดอะไรได้กับคนที่คิดว่าการทำลายสิ่งแวดล้อมนี้ผิดกฎหมายและอยากฟ้องร้อง เพราะท้ายสุดแล้วคนส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจะเป็นชนพื้นเมืองที่มีฐานะยากจน ส่วนเด็กและคนแก่ที่ไม่มีพลังพอที่จะสู้กับฝ่ายตรงข้าม ทั้งยังต้องไม่มีเงินและเสี่ยงต่อการเสียชีวิต

โชคร้ายที่คนที่ร่วมกันยืนหยัดต่อผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับธุรกิจที่ทำลายสิ่งแวดล้อมนั้นมีความเสี่ยงต่อชีวิตเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามมีบางองค์กรที่สนับสนุนและปกป้องคดีด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน คำแนะนำของฉันคือการพูดคุยกับเครือข่าย คุณไม่จำเป็นต้องทำโดยลำพัง

สำหรับชุมชนและบุคคลที่กำลังติดตามคดีที่พวกเขาเรียกร้องจากบริษัทเชื้อเพลิงฟอสซิล พวกเขาเรียกร้องอะไร? คุณไม่สามารถย้อนเวลาของผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวนและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้ พวกเขาขอเงินเพื่อที่จะมาเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างนั้นหรือ?

ในสหรัฐฯ มีหลายรัฐบาลท้องถิ่นและเขตที่เรียกร้องค่าเยียวยาและค่าที่จะนำมาใช้ปรับตัวให้กับโครงสร้าง เช่นการสร้างถนนที่สูงขึ้น ระบบระบายน้ำ การสร้างกำแพงป้องกันระดับน้ำทะเล และอีกหลายอย่างที่จะทำให้มั่นใจว่าพื้นที่ที่มีระดับต่ำจะทนต่อผลกระทบที่เกิดจากสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนและระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น

โซฟี จามาแนค กับบทบาทการทำงานในประเด็นสิทธิมนุษยชนกับสภาพภูมิอากาศในเมืองเกซอน ประเทศฟิลิปปินส์ © Roy Lagarde/Greenpeace 

ในฐานะที่เป็นทนายความด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศ อะไรคือสิ่งที่ทำให้คุณมีหวัง?

ความตั้งใจจริงของผู้คนที่ฉันทำงานด้วยและความคิดของคนรุ่นใหม่ส่งต่อความหวังให้กับฉัน คนส่วนใหญ่ที่ยอมรับเรื่องวิทยาศาสตร์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและต้องการการลงมือทำเดี๋ยวนั้น คนรุ่นใหม่รู้ว่าเราต้องใช้ชีวิตอย่างสมดุลในการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ และเป็นงานของพวกเราที่จะทำให้ผู้ที่มีอำนาจฟังพวกเขาที่เป็นกระบอกเสียงของอนาคต