“ทำไมเราต้องมารับเวรรับกรรมเช่นนี้ทั้งที่เราไม่ใช่ผู้ทำให้น้ำเสีย” คำถามนี้สะท้อนอยู่ในใจของชาวบ้านหมู่บ้านคลิตี้ล่างมาเป็นเวลากว่า 14 ปี หมู่บ้านของชาวกระเหรี่ยงท่ามกลางธรรมชาติอันสมบูรณ์สวยงาม ณ จังหวัดกาญนบุรีแห่งนี้ ต้องเผชิญกับการผลิกผันของโชคชะตาที่เกิดขึ้นจากการทิ้งน้ำที่ปนเปื้อนสารตะกั่วของโรงงานแต่งแร่ตะกั่ว บริษัท ตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด จนคร่าชีวิตของชาวบ้าน และทำลายวิถีชุมชนและสิ่งแวดล้อมอันไม่อาจประเมินค่าได้

การต่อสู้กับคดีการปล่อยน้ำเสียซึ่งมีสารตะกั่วเจือปนในลำห้วยคลิตี้ถือเป็นคดีความสิ่งแวดล้อมประวัติศาสตร์ และในวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2556 นี้ได้ดำเนินมาถึงบทสรุปของการต่อสู้อันยาวนาน 14 ปีแล้ว แน่นอนว่าคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดได้ยืนยันถึงชัยชนะของชุมชนคลิตี้และองค์กรสิ่งแวดล้อม ถือเป็นจุดเริ่มต้นครั้งใหม่ที่สำคัญของแก้ไขปัญหามลพิษในสิ่งแวดล้อม และเป็นนิมิตหมายใหม่สำหรับสังคมไทยในด้านการต่อสู้ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

ผลสรุปของการพิจารณาคดีโดยศาสปกครองสูงสุดมีดังนี้

  1. กรมควบคุมมลพิษมีความล่าช้าในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อขจัดมลพิษและฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ให้กลับคืนสู่สภาพเดิม

  2. กรมควบคุมมลพิษละเมิดสิทธิประโยชน์ของชาวบ้านจากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ จนไม่สามารถดำรงชีวิตได้อย่างปกติ เนื่องจากยังพบว่าน้ำและตะกอนดินยังมีสารตะกั่วปนเปื้อนในระดับสูงอยู่ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิตของชุมชน กรมควบคุมมลพิศต้องชดใช้ค่าสินไหมให้กับชุมชนเป็นมูลค่า 177,199.55 บาท ต่อผู้ฟ้อง 22 คน หรือรวมเป็นจำนวนเงิน 3,898,390 บาท

  3. ศาลระบุให้กรมควบคุมมลพิษต้องมีแผนการดำเนินงานฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ต่อไป ภายใน 90 วัน โดยมีส่วนร่วมของประชาชน และดำเนินการควบคุมตรวจสอบจนกว่าการปนเปื้อนของสารตะกั่วในดิน น้ำ พืชผัก จะอยู่ในระดับที่ไม่เกินค่ามาตรฐานต่อเนื่องเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี

คำพิพากษาที่ออกมานี้จะเป็นช่องทางให้เราสามารถตรวจสอบผลักดันให้เกิดการบังคับคดีได้ต่อไปหากเกิดปัญหามลพิษทั้งในกรณีของลำห้วยคลิตี้ และมลพิษทางสิ่งแวดล้อมอื่นๆ “คดีคลิตี้เป็นบรรทัดฐานให้กับปัญหาสิ่งแวดล้อมในหลายๆ เรื่อง สะท้อนปัญหาเรื่องการไม่มีหลักประกันการกำหนดมาตรการเยียวยาแก้ปัญหาของรัฐ เราต้องนำคดีความนี้เป็นแบบอย่างเพื่อให้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของไทยในอนาคตไม่จำเป็นต้องรอการแก้ไขนานเช่นนี้” นายสุรชัย ตรงงาน ทนายความสิ่งแวดล้อมผู้ต่อสู้คดีคลิตี้มาเป็นเวลา 14 ปี กล่าว

 
"ความมุ่งหวังสูงสุดของชุมชนคลิตี้ล่างและประชาชนคือสายน้ำคลิตี้จะได้รับการฟื้นฟูจากการปนเปื้อนสารตะกั่ว วันนี้ถือเป็นข่าวดีและชัยชนะของทั้งชุมชนคลิตี้ล่างและประชาชนที่ได้เริ่มเห็นหลักประกันในการปกป้องสิ่งแวดล้อมจากกระบวนการยุติธรรม ผลการตัดสินในวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงการแก้ปัญหาในพื้นที่ผลกระทบทั่วประเทศที่ภาครัฐจะต้องมีหน้าที่ในการปกป้องสิ่งแวดล้อมและต้องดำเนินการแก้ไขฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมอย่างทันท่วงที เป็นบทเรียนให้กับภาครัฐถึงค่าใช้จ่ายมหาศาลในการชดเชยและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมจากการล่าช้าในการปฏิบัติหน้าที่และการขาดมาตรการเชิงป้องกัน  จากนี้ไปเราจะคงติดตามแผนการฟื้นฟูต่อไป และที่สำคัญภาครัฐควรติดตามฟ้องเอาผิดกับผู้ก่อมลพิษที่ต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่ออาชกรรมสิ่งแวดล้อมที่ตนก่อขึ้น" 
นายพลาย ภิรมย์ ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์ประจำประเทศไทย กรีนพีชเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวสรุป

สำหรับชาวบ้านคลิตี้แล้ว จำนวนเงินที่ได้รับการชดเชยเป็นเพียงหนึ่งในกระบวนการเยียวยาซึ่งคงไม่สามารถเทียบหรือทดแทนวิถีชีวิตที่สูญเสียไป "จิตวิญญาณเราผูกพันกับสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว เราไม่เคยทำลายธรรมชาติ หากมีการปนเปื้อนปริมาณน้อยพวกเราสามารถตักออกได้ แต่หากมีปริมาณเยอะขนาดนี้เราจะฟื้นฟูลำห้วยของเรากลับคืนมาอย่างไร"  นายสมพงษ์ ทองผาไฉไล ตัวแทนของชุมชนคลิตี้ล่างกล่าว ปัจจุบันนี้ลำห้วยคลิตี้ยังไม่สามารถนำมาใช้เพื่ออุปโภคบริโภคได้ ไม่สามารถจับสัตว์น้ำเพื่อบริโภคได้ เพราะยังพบว่าตะกอนดินมีปริมาณสารตะกั่วเข้มข้นสูงกว่ามาตรฐานถึงพันเท่าทีเดียว

กระบวนการยุติธรรมได้ดำเนินการมาถึงที่สุดแล้ว และเป็นชัยชนะของการร่วมมือกันระหว่างประชาชนและองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) หลายภาคส่วนที่ชัดเจนที่สุด แต่ต่อจากนี้กระบวนตามคดียังดำเนินต่อไป และการฟื้นฟูในภาคประชาชนกำลังเริ่มต้นขึ้น เป็นหน้าที่ของชุมชน นักวิชาการ หน่วยงานรัฐ สื่อมวลชน และประชาชนทุกคนที่ต้องติดตามการฟื้นฟูเพื่อผลักดันต่อไป