คำว่า พัฒนา คือยาชูกำลังอย่างดีของภาครัฐและนักลงทุน แต่จะกลายเป็นยาพิษสำหรับประชาชนและประเทศหากนโยบายการพัฒนาดังกล่าวไม่ได้มาจากการมีส่วนร่วมของประชาชน

การเคลื่อนไหวคัดค้านของเครือข่ายประชาชนภาคใต้ 14 จังหวัดบนถนนเพชรเกษม 41 จึงเป็นมหากาพย์ที่ต้องร่ายยาวหากรัฐบาลยังคงเพิกเฉย เสียงสะท้อนจากนักวิชาการด้านล่างสะกิดให้รัฐบาลที่พุ่งเป้าเอาเศรษฐกิจนำประเทศ ต้องไม่ทอดทิ้งสิทธิของประชาชนและสิ่งแวดล้อมไว้ข้างหลัง


สิทธิชุมชนคืออำนาจของประชาชนหรือการกระจายอำนาจสู่ชุมชนท้องถิ่น ปัจจุบันนโยบายเกิดจากคนกลุ่มน้อยคิด คนส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบ ดังนั้นจึงต้องมีนโยบายใหม่ซึ่งให้ความสำคัญกับสิทธิชุมชน มีการกระจายอำนาจสู่ชุมชนท้องถิ่น โดยเน้นหลักใหญ่ 2 ประการ ประการแรกคือ สิทธิในการมีชีวิตอยู่ ประชาชนสามารถตัดสินโชคชะตาเยี่ยงมนุษย์ มีสิทธิในการใช้ทรัพยากรเช่น ป่า ที่ดิน แม่น้ำ อย่างชอบธรรม และประการที่สองคือหลักความเสมอภาคในการทำมาหากิน ร้อยละ 45-60 ของการถือครองทรัพยากร มีไม่เกินร้อยละ 20 ที่ตกอยู่กับคนรวย และร้อยละ 3-5 เป็นของคนส่วนใหญ่เท่านั้น เราไม่ได้ปฏิเสธแผนพัฒนาอุตสาหกรรม แต่เราต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมชุมชนภายใต้การตัดสินใจร่วมกันของชุมชน โดยสิทธิในการมีส่วนร่วมการตัดสินใจร่วมกันมาจากสิทธิในการรู้ข้อมูล เราต้องการนโยบายที่กำหนดจากประชาชนตามแนวพื้นฐานของรัฐธรรมนูญมาตรา 87 ประชาชนมีส่วนรวมในการตัดสินใจ และออกกฎหมายลูกรองรับการกระจายอำนาจสู่ชุมชนท้องถิ่นเพื่อลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชนให้เป็นรูปธรรม อย่างแท้จริง” นายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

“ประเทศไทยเป็นประเทศส่งออกพลังงาน ไม่ใช่นำเข้าพลังงานอย่างเดียวเหมือนที่ภาครัฐประชาสัมพันธ์ข้อมูล การจัดทำนโยบายพลังงานและการพัฒนาประเทศสะท้อนให้เห็นการตอบสนองผลประโยชน์เพื่อนักลงทุนเป็นหลัก ที่ผ่านมาแผนพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคใต้เป็นแผนพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของประเทศมุ่งเน้นการเจริญทางเศรษฐกิจโดยสนับสนุนกลุ่มนายทุน แต่ไม่คำนึงถึงมิติทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ไม่รับฟังเสียงของคนในท้องถิ่น เราจึงต้องการแผนพัฒนาที่ยั่งยืน สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นร่างทรงของกลุ่มทุนมานาน อย่างเช่นการศึกษาโครงการแลนด์บริดเมื่อ 20กว่าปีที่แล้ว กลุ่มอุตสาหกรรมและทุนน้ำมันรู้ข้อมูลตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532 ว่าสะพานเศรษฐกิจแห่งนี้ไม่ธรรมดา เพราะมีท่อน้ำมันอยู่ข้างใต้ และตามมาด้วยโครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เพื่อส่งต่อพลังงานป้อนเข้านิคมอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้นตามมา อุตสาหกรรมเหล่านี้กินน้ำ กินไฟมหาศาล กินทรัพยากรทุกอย่างของภาคใต้” ดร. อาภา หวังเกียรติ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม จาก ม.รังสิต

“แผนพัฒนาอุตสาหกรรมสอดคล้องกับผังประเทศไทย ซึ่งผังเมืองจะประกอบไปด้วย 3 ระดับ คือ ผังเมือง/ จังหวัด ผังภาค และผังประเทศ ถ้าเปลี่ยนผังประเทศ ผังภาคและผังเมืองจะต้องปรับตาม ในปี 2600 ประเทศไทยจะกลายเป็นศูนย์กลางการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผังประเทศ ผังภาค และผังเมืองจึงต้องล้อไปกลับการพัฒนอุตสาหกรรม ในปัจจุบันผังประเทศไทยไม่ได้เปิดเผยข้อมูลที่แท้จริง โดยหน้าปกอันสวยหรู มักอ้างถึงด้านการเกษตร การท่องเที่ยว พื้นที่สงวน และคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นเป็นไปตามรูปแบบการพัฒนาที่ยั่งยืน แต่ในความเป็นจริงตัวแผนมีโครงการย่อยที่กำลังจะเกิดขึ้น เช่น โครงการเกี่ยวกับการคมนาคม การจัดการน้ำขนาดใหญ่ เหมืองแร่ และพลังงาน ในหลายพื้นที่ในจังหวัดในภาคใต้ ทั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และถ่านหินที่ชุมพรและนครศรีธรรมราช ตอนนี้ยังอยู่ในกระบวนการร่างผังเมือง ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ประชาชนจึงมีสิทธิกำหนดอนาคตของพวกเราโดยหยุดแผนพัฒนาอุตสาหกรรมภาคใต้ร่วมกันภารณี สวัสดิรักษ์ นักวิชาการอิสระ เครือข่ายวางแผนและผังเมืองเพื่อสังคม

ความเคลื่อนไหวต่อเนื่องจากนี้คือ เพชรเกษมวิชาการ นำโดยกองทัพนักวิชาการสำคัญของประชาชนและประเทศร่วมถกเถียงความคิดเรื่องการแย่งชิงทรัพยากรจากท้องถิ่นในบริบทโลกาภิวัตน์ : สถานการณ์ของ การไร้คำอธิบายและทางออก (กรณีภาคใต้) ในวันที่ 3 กันยายน นี้ ที่ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช

หรือค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมที่ แผนปฏิบัติการ เพชรเกษม 41 (ปกป้องภาคใต้)

และ  http://www.facebook.com/greenpeaceseath