“ขวัญ อีกห้านาทีเรือออก” เสียงพี่ท็อปหนึ่งในเจ้าหน้าที่รณรงค์ตะโกนมาแต่ไกล

“ตายแน่...” ขณะที่มือหนึ่งถือจานข้าวมือ อีกข้างกำลังใส่ชูชีพ ปากเคี้ยวไส้กรอก ขาหน้ากำลังก้าวลงเรือยาง

ระหว่างรอกัปตันปล่อยตัว ลุงคนหนึ่งเดินมาที่เรือ

“อ้าวพวกหนูมาจากไหนกัน” ลุงทักมาแต่ไกล หันหน้าไปกำลังจะตอบก็เห็นเป็นกัปตันซะงั้น

นอกจากเจอมุขเรือไม่จอด (ไม่เข้าท่า) ของกัปตันแต่เช้าแล้ว ยังโดนหยอดมุขเข้าอีก

“ทีมคายักอย่าเพิ่งออกเรือ...พี่อยากได้รูปพวกเรากับกระชังตรงนี้ แต่รอให้แดดออกก่อน” พี่วินัยช่างภาพ (Paparazzi) ประจำกรีนพีซ ตะโกนมากำกับจากเรือยาง

กว่าแดดจะออกก็ซัดไปชาติเศษ น้องแก้วที่ลงเรือรคายักกับผม หันมาบอกด้วยแววตาอันมุ่งมั่นว่า “ปล่อยๆ ฉันไปสักที อยากพายใจจะขาดแล้ว” ก่อนพวกเราจะแทบขาดใจด้วยกลิ่นหมาเน่าที่ลอยมา แน่นอนช่างภาพของเราย่อมไม่ปล่อยโอกาสทองให้หลุดลอยไป “ขวัญๆ พายมาใกล้ๆ หน่อย พี่อยากได้ภาพพวกเราตอนกำลังพายเรือผ่านหมาเน่า”........

วันนี้แดดเบากว่าเมื่อวานเล็กน้อย แต่กระแสน้ำไม่ได้ช่วยพวกเราเลย ทีมเรือคู่ผสมของเรา ซึ่งประกอบด้วยทีมเด็กสุราษฎร์ (เดียวกับผึ้ง) และทีมเด็กมหิดล (แก้วกับผม) จึงต้องทำงานหนักมากขึ้น ช่วงแรกเรือผมพายตะกุกตะกักเล็กน้อยเพราะพวกเราไม่เคยพายคู่กันมาก่อน แต่เราทั้งคู่ก็พายไปด้วยกันได้อย่างดี

ช่วงสายเรืออีกลำเปลี่ยนฝีพายโดยพี่น้ำ ผู้จัดการรณรงค์กรีนพีซ ที่เรียกเสียงเกรียวกราวจากอาสาสมัครและพนักงานกรีนพีซ เพราะพี่น้ำเป็นหัวหน้าของชาวกรีนพีซหลายคน ที่ได้ซุ่มซ้อมจนไม่มีใครเคยเห็น กับน้องฟานลงมาเปลี่ยนกับทีมสุราษฎร์ แม้จะเป็นฝีพายใหม่ในเรือลำเดิมแต่ลีลาการพายเป็นเลข 8 และการพายชนตลิ่งนั้นก็ยากยิ่งที่จะเลียนแบบ ข้างทางที่นี่มีวัดมากกว่าเมื่อวาน เรือข้ามฟากมีให้เห็นประปราย ชาวบ้านตกปลาพอมีเห็นบ้าง

ความหิวโหยทำให้พวกเราหยุดพักกลางวันก่อนแวะกราบรูปหล่อหลวงปู่ศุขที่วัดปากคลองมะขามเฒ่า จากนั้นจึงเดินสายพูดคุยและแจกจ่ายเอกสารประชาสัมพันธ์ให้กับชุมชนในตลาดบริเวณวัด นักข่าวจากไทยพีบีเอสมาทำข่าวกิจกรรมของพวกเราด้วย ซึ่งผมได้รับเชิญให้มาเดินคู่กับพลาย (เจ้าหน้าที่รณรงค์ด้านสารพิษและโครงการนี้นั่นเอง) ในการทำภารกิจอันยิ่งใหญ่นี้

เรือยางกลับมาโลดแล่นอีกครั้ง แต่คราวนี้เราจัดกระบวนทัพใหม่ น้องแก้วพายคู่กับเดียว ส่วนผมพายคู่กับฟานที่เมา (เรือ) เป็นนิจ...แล้วฉันจะรอดไหม? พายอยู่ครู่ใหญ่ก็ปวดหนัก ผมอยากจะกระโดดลงช่วยตัวเองในน้ำ แต่เห็นกล้องพี่วินัยตามมาติดๆ เลยต้องอดทนนั่งขนลุกต่อไป น้องแก้วพายเรือเข้ามาช่วยขอชาวบ้านเข้าห้องน้ำ ปัญหาจึงคลี่คลายไปในที่สุด















แสงแดดลอดเมฆในยามเย็น สวยงามจนช่างภาพเข้ามาถ่ายรูปพวกเราท่ามกลางบรรยากาศนี้ ด้วยความที่กลัวจะไม่แนว พี่วินัยกระโดดขึ้นมานั่งบนหัวเรือคายักเพื่อถ่ายรูปพวกเราขณะกำลังพายเรือ “ไม่เป็นไรกล้องพี่มีประกัน” แต่ไม่ทันจะได้ถ่ายพี่วินัยก็ร่วง โชคดีของบริษัทประกันที่ตอนนั้นยังไม่มีกล้องในมือของแก

เรือยางเข้ามารับพวกเราก่อนกลับขึ้นเรือใหญ่ ผมขึ้นมานั่งบนเรือยาง ส่วนฟานยังคงนั่งอยู่บนเรือคายัก ไม่รู้ว่าแดดร้อนหรืออย่างไร อยู่ดีๆ ฟานก็เอาเรือมาครอบหัวให้เรือยางลากไปซะงั้น โชคดีที่ทีมพายทุกคนสวมหมวกกันกระแทกจึงไม่มีรอยขีดข่วนใดๆ บนหน้าของฟาน

ทว่า “ผมจะตายเพราะหมวกนี่แหละพี่ ลากน้ำสุดๆ” ฟานพึมพำก่อนขึ้นเรือยาง

เย็นนี้เรือเทียบท่าที่ชัยนาท พวกเราบางส่วนอาบน้ำในแม่น้ำ บางส่วนขึ้นไปอาบในโรงแรมที่ทีมงานบางส่วนพักอยู่

เราจบวันด้วยอาหารเย็นและการสรุปกิจกรรมเช่นเมื่อวานก่อนแยกย้ายกันไปนอน

- ขวัญ