วันแรกที่อยุธยา 26 พ.ค. 52

วันนี้เรือใหญ่และเรือพายของเรายังคงจอดอยู่ที่วัดท่าการ้อง เพราะจะต้องเตรียมงานร่วมกับจังหวัดอยุธยาในวันพรุ่งนี้ ด้วยเหตุนี้พวกเราบางส่วนจึงนั่งเรือยางออกไปสำรวจเส้นทาง บางส่วนดูแลความเรียบร้อยและทำอาหารบนเรือ ส่วนทีมบนบกก็ประสานงานกับหน่วยงานของรัฐในจังหวัด

โดยส่วนตัวผมไม่กังวลกับการพายที่อยุธยาเท่าไหร่ เพราะพวกเราได้มาทำการฝึกซ้อมที่นี่ก่อนเริ่มกิจกรรม ตอนนั้นพวกเราได้พักที่บ้านผู้ใหญ่พูนที่ ต.เกาะเกิด อ.บางปะอิน ผลิตภัณฑ์ OTOP ที่สร้างรายได้ให้กับชุมชนนี้คือ “ยาสมุนไพรอายุวัฒนะ” ซึ่งก็คือยาเม็ดลูกกลอนนั่นเอง ขอบคุณป้าพูลที่ใจดีแบ่งผลิตภัณฑ์บางส่วนมาให้เราได้ทดลองซึ่งแก้ปัญหากินเข้าแต่ไม่ยอมออกของหลายต่อหลายคนได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นที่นี่ยังจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากชุมชนอื่นที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแต่ไม่เป็นมิตรกับลูกกะตา
.
.
.
ย้อนกลับไปวันแรกของการเดินทาง
ด้วยความที่เห็นว่าเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติผมจึงเอาสบู่มาฟอกหน้าแบบไม่กลัวตาจะบอด
“เช้ดดดด......นี่มันสบู่หรือผงซักฟอกกันแน่วะ!!!!!!! ทำไมมันถึงแสบตาได้ขนาดนี้” ผมคิดในใจก่อนรีบเปิดน้ำจากฝักบัวเพื่อล้างตา ไม่ทันจะหาย ล้างฟองหมดจู่ๆ น้ำก็หยุดไหลซะดื้อๆ เนื่องจากไฟช็อตทำให้ปั๊มไม่ทำงานน้ำจึงไม่ไหลทั้งเรือ จะตักน้ำในถังมาล้างหน้าก็ไม่ได้ เพราะเมื่อตอนเช้ามีคนทำสบู่รุ่นเดียวกันตกลงไปในถัง แต่ไม่มีใครคิดจะก้มลงไปเก็บเพราะกลัวจะโดน “กรุบกริบ” ฟองจึงฟอดเต็มถัง จะก้มหน้าลงไปอีกอ่างก็กลัวเม็ดพริกจะติดหน้าแล้วมันจะซี๊ดกว่าเดิม จะวิ่งออกไปกระโดดน้ำพร้อมแท่งเหล็กเพชรก็กลัวจะโดนปลาตอด ผมจึงได้แต่กรีดร้องเผื่อจะมีคนใจดีมาช่วย โชคดีพี่แป๋งเด็กมหิดล (อีกแล้ว) ลงมาล้างจานอยู่หน้าห้องจึงไปบอกกับตันให้ซ่อมไฟให้ แล้วผมก็กลับมามีชีวิตแบบครบ 32 อีกครั้ง

กลับสู่ปัจจุบัน
ตอนบ่ายผมออกไปสำรวจเส้นทางทำกิจกรรมสำหรับวันรุ่งขึ้นกับทีมเรือยาง ขยะไม่มากอย่างที่คิดเพราะน้ำในแม่น้ำไหลเวียนอยู่ตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้เองจึงอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้คนหลายคนทิ้งขยะลงน้ำ เนื่องจากพวกเขาเห็นว่าเดี๋ยวน้ำก็พัดไปที่อื่น หลายครั้งที่พวกเราเห็นคนทิ้งขยะลงน้ำกับตา แน่นอนย่อมไม่มีใครพอใจ แต่พวกเราก็ไม่อาจโทษคนเหล่านั้นได้เพียงฝ่ายเดียว เพราะความจริงคือในบางพื้นที่ไม่มีหน่วยงานรัฐเข้ามาเก็บขยะ และด้วย “ความเป็นไทยนี้รักสบาย” แม่น้ำของเราจึงต้องรับกรรมจากความบกพร่องจากทั้งภาครัฐและประชาชน

ในขาวมีดำในดำมีขาว ท่ามกลางปัญหาที่ยังไม่มีทางออก ยังมีกลุ่มชุมชนที่ร่วมมือกันแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์จนนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน พวกเขาคือกลุ่มชุมชนเกาะลอยที่แต่ละบ้านร่วมกันลงแขก เอ้ยลงขันกันเดือนละ 30 บาทเพื่อจ้างคนมาเก็บขยะอาทิตย์ละครั้ง โดยให้ชาวบ้านนำขยะมากองที่จุดเดียวกันแล้วเรือจะรับไปส่งที่เทศบาล นอกจากนั้นพวกเขายังทำน้ำยาล้างจาน สบู่ และยาสระผมขึ้นใช้เอง ผลิตภัณฑ์บางส่วนพวกเขาแจกให้กับโรงเรียนในละแวกนั้น แน่นอนว่าผลิตภัณฑ์ที่ทำจากวัตถุดิบธรรมชาตินั้นมักเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (แต่จะเป็นมิตรกับลูกกะตาหรือเปล่านั้นก็เป็นอีกเรื่อง) เพราะว่ามันเป็นอินทรียวัตถุที่สามารถย่อยสลายได้ตามกระบวนการทางชีวภาพ จึงมีสารตกค้างน้อยกว่าผลิตภัณฑ์ที่มาจากโรงงานอุตสาหกรรม

ตกเย็นทีมเรือยางของพวกเรากลับมาที่เรือใหญ่ พวกเราเห็นพ้องอย่างเป็นเอกฉันท์ว่าห้องน้ำวัดนี้สะอาดกว่าห้องน้ำทุกวัดทั่วไทย อาจเป็นเพราะด้วยแรงศรัทธาจากพุทธศาสนิกชน หรือเพราะตู้รับบริจาคที่มีมากถึงมากที่สุด และมีการทำบุญให้เลือกแทบทุก Option เชื่อหรือไม่ว่าท่านสามารถชำระเงินได้ด้วยบัตรเครดิต และ Smart Purse ผมอดสงสัยไม่ได้ว่าคนทำทานเพื่ออะไร เพื่อยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น หรือเพื่อการลงทุนสำหรับชาติหน้า (โลภกว่าเดิม) ผมนอนที่นี่สองคืนแต่ไม่เคยได้ยินเสียงทำวัตรแม้แต่ครั้งเดียวทว่าได้ยินเสียงละหมาดจากมัสยิดในละแวกใกล้เคียงทั้งวัน
.
.
.
คืนนี้ผมคงจะต้องสวดมนต์ให้ตัวเองฟังอีกเช่นเคย


วันที่ 2 ที่อยุธยา 27 พ.ค. 52

อรุณเบิกฟ้า คายักเริ่มพายไปจุดนัดพบที่ตลาดหัวรอ เช้าวันนี้พวกเรามีกิจกรรมเก็บขยะในแม่น้ำร่วมกับชาวอยุธยา ขอบคุณทีมบนบกที่จัดเตรียมนิทรรศการรวมถึงประสานงานกับชุมชนอย่างเรียบร้อยก่อนที่พวกเราจะไปถึง เรือไม้ของชาวบ้านทยอยเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเปิดงานเรือพายราวสามลำได้เคลื่อนตัวเข้าสู่คลองคูเมือง อาสาสมัครจากกรีนพีซจำนวนมากที่มาสมทบก็ได้ร่วมลงเรือมาเก็บขยะกับพวกเราด้วย เพื่อความมันส์และเร้าใจ ผู้ว่าประกาศแจกไข่เป็นรางวัลให้กับเรือที่เก็บขยะในงาน

ฝีพายทุกลำใส่เสื้อเขียว “คืนรอยยิ้มสู่สายน้ำ” และปลอกแขน “Greenpeace” กันอย่างพร้อมเพรียง
“ยาย ปลอกแขนสวยนะครับ” ผมตะโกนแซวยายที่พายเรืออยู่ข้างหน้า
“จ้า ก็เหมือนของหนูนั่นแหละ แต่มันเขียนว่าอะไรหรือยายอ่านไม่ออก” ................
พายเรือสร้างรอยยิ้มให้เจ้าพระยาถึงอยุธยาแล้ว Greenpeace activists canoe to Ayuthaya

ขยะที่เก็บได้เป็นส่วนมากเป็นโฟมและถุงพลาสติกที่บรรจุขยะจากครัวเรือน ป้าคนหนึ่งที่เก็บด้วยกันบ่นว่า “ตอนนี้ไม่ค่อยสกปรกเท่าไหร่หรอกหนู แต่พอน้ำลงมันจะเหม็นมาก พวกแพมเพิส (ผ้าอ้อมเด็กสำเร็จรูป) นี่เยอะมากเลย ป้าว่ามันน่าจะมีมาตรการซื้อคืน”

เกือบจะลืมบอกไปทีมเรือพายของเราในวันนี้ประกอบด้วย โยย่นคู่กับฟาน และเดียวคู่กับผม อาจเป็นเพราะอยู่ไกลบ้าน (และเมีย) โยยนออกอาการเปล่าเปลี่ยวมากขึ้นทุกวัน สัญชาติญาณอนุรักษ์พันธุ์มนุษย์ทำงานมากกว่าสัญชาติญาณอนุรักษ์แม่น้ำ เรือของหัวหน้าทีมเรืออิเหนามักจะเป๋ไปหาสาวๆ ทันทีที่มีโอกาส

อย่างไรก็ตามหากจะกล่าวถึงสัญชาติญาณเสาะหาก็คงจะไม่มีใครเกินพี่วินัย ที่ลงทุนมุดท่อระบายน้ำทิ้งเพื่อให้ได้ภาพ “ภาพนี้มันสุดยอดเลยมีทั้งขยะ น้ำเสีย ท่อระบายน้ำกำลังพัง บ้านเรือน แม่น้ำ และคนกำลังเก็บขยะ มีประธานขยายประธาน กริยาขยายกริยา กรรมขยายกรรม” พี่วินัยติผลงานตัวเองอย่างไม่มีชิ้นดี ระหว่างเล่าเบื้องหลังให้ผมฟัง ได้รูปสวยอารมณ์จึงดีช่างภาพของเราจึงมีเวลาไป “กรุบกริบ” ที่ร้านกาแฟสีขาวแห่งหนึ่งในเมืองแห่งประวัติศาสตร์ “มันคือรางวัลแห่งชีวิตที่เทพประธานมาให้จากการบูชายัญตัวเองเพื่อภาพภาพนั้น พี่ไม่คิดว่าจะมีร้านกาแฟน่ารักๆ ที่นี่ แต่ที่ตรึงใจพี่ี่สุดคือน้องกี้ (นามสมมุติ) ใบหน้าขาวนวลกับผมซอยสั้นของเธอทำให้พี่รู้สึกอยากจะแต่งงาน” พี่วินัยเล่าอย่างเมามันระหว่างพักกินข้าวเที่ยง

พายเรือสร้างรอยยิ้มให้เจ้าพระยาถึงอยุธยาแล้ว Greenpeace activists canoe to Ayuthaya

ช่วงบ่ายมีการสลับฝีพายเล็กน้อยโดยเดียวขึ้นไปพัก โยยนพายคู่กับกวาง และฟานเปลี่ยนลำมาพายคู่กับผม ที่อยุธยามีวัดเยอะมากถึงมากที่สุดจนได้รับการยกย่องให้เป็นเมืองมรดกโลก แต่ข่าวร้ายคือมีข่าวว่า องค์กรยูเนสโก กำลังพิจารณาว่าถอดถอนอยุธยาออกจากเมืองมรดกโลกเนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เสื่อมลง ผมก็ได้แต่หวังว่าการรณรงค์ของพวกเราจะช่วยให้ชุมชนหันมาดูแลสภาพแวดล้อมของตัวเองมากขึ้นเพื่อให้อยุธยายังคงรักษาเกียรตินั้นต่อไปได้

การพายช่วงนี้ออกจะซิกแซกบ้างเล็กน้อย เนื่องจากจะต้องหลบผักตบชวาอยู่เป็นระยะ ผมจำได้ว่าตอนเด็ก ๆ มักจะได้ยินบ่อย ๆ ว่าพืชชนิดนี้สร้างปัญหามลภาวะทางน้ำมาก เนื่องจากการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วจนเต็มคูคลอง ทำให้แสงไม่สามารถส่องลงน้ำได้จนพืชน้ำชนิดอื่นไม่สามารถสังเคราะห์แสงและสร้างออกซิเจนได้ทำให้แม่น้ำเน่าเสียในที่สุด แค่ชื่อก็บอกชัดแล้วว่ามันมาจากไหน แม้ว่าสภาพภูมิอากาศอาจไม่แตกต่างกันนัก แต่ระบบนิเวศในแต่ละที่ย่อมแตกต่างกันและมีความสมดุลในตัวของมันเอง การนำพืชหรือสัตว์ต่างถิ่นเข้ามาย่อมส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมได้ เช่น การที่ผักตบชวาไม่มีผู้ล่าอาจเป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้พวกมันขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วในบ้านเราจนนำไปสู่ปัญหาที่ตามมามากมาย ในบางประเทศมีการออกกฎหมายความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosafety Law) เพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าวด้วยการ ห้ามนำพืชและสัตว์ต่างถิ่นเข้าประเทศโดยเด็ดขาด ที่เสียเวลาแพ่มยืดมายาวนี้ก็เพียงเพื่อจะบอกให้คนที่คิดจะนำสัตว์หรือพืชแปลกๆ จากต่างประเทศเข้ามาเลี้ยงเลิกความคิดนั้นซะ

ตกเย็นพวกเรากลับฐานทัพ (เรือใหญ่) ผมดื่มน้ำดับกระหายแล้วลงไปล้างแก้วข้างล่าง แต่ก็ไม่รู้จะล้างอย่างไรเพราะจานชามหม้อไหเต็มไปหมด จะให้ยืนหน้าจาน หรือหน้าหม้อก็ไม่ใช่วิสัยผมจึงต้องจำใจล้างมันให้หมด

“ขวัญ ๆ เห็นจานสีขาวป่าว” พี่ิวินัยเดินลงมาถาม
“มีครับ แต่ยังไม่ได้ล้าง”
“ดีๆ งั้นเดี๋ยวพี่ล้างเอง พอดีอยากกินข้าวบนจานสีขาว”
แล้วพี่วินัยก็หายตัวไป

ขณะที่พวกเราส่วนใหญ่กำลังช่วยกันทำป้าย (Banner) ที่จะใช้ในวันแถลงข่าวของพวกเราผมกลับตัดสินใจเป็นลูกมือของนุ่นแม่ครัวใหญ่ที่ดูไม่ค่อยสบายตั้งแต่เมื่อวาน พวกเราช่วยกันปอกส้มโอเพื่อเป็นผลไม้หลังอาหารเย็น

“พี่ขวัญช่วยหยิบจานสีขาวให้นุ่นหน่อย พอดีต้องใช้จานใบใหญ่”
.
.
.
พี่วินัยเดินกลับมาพร้อมกับเครื่องดื่มที่ลงทุนลุยฝ่าดงหมาไปซื้อมากินแกล้มกับอาหารบนจานสีขาวเพื่อเป็นรางวัลต่อเนื่องจากการพบเธอที่ร้านกาแฟสีขาวกลางกรุงเก่า

“มันคือความจริง เวลาที่เราถ่ายรูปเนี่ย จะต้องแข่งขันกับอะไรมากมาย” พี่วินัยพูดเช่นนี้ทุกครั้งเวลาที่ให้คำแนะนำเรื่องการถ่ายภาพกับพวกเรา

ทว่ามันก็คือความจริงเช่นกันที่จานสีขาวใบนั้นถูกส้มโอปอกแล้วทับอยู่................ความฝันฟุ้งที่กำลังจะเป็นเรื่องน้ำเน่า ถูกกระแทกด้วยส้มโอให้กลับสู่ความจริงบนแม่น้ำเจ้าพระยาที่กำลังจะเน่าเช่นกัน

ผมใช้เวลาที่เหลือนั่งคุยกับน้อง ๆ อาสาสมัครถึงเรื่องราวต่าง ๆ ของพวกเขา และกลับมาเขียนบันทึกของวันนี้จนอีกเช่นเคย ส่วนๆ เพื่อนบางส่วนยังคงทำป้ายกันจนดึกเพราะพวกเราเข้าใกล้กรุงเทพฯ เต็มที

- ขวัญ


» ดูภาพทั้งชุดได้ที่นี่

» เป็นส่วนหนึ่งของการพายเรือ ทำกิจกรรมง่ายๆ บนอินเตอร์เน็ต