สถานะการณ์น้ำ 2556

แหล่งน้ำจืดของโลกมีอยู่จำกัดปริมาณน้ำสะอาดที่เพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำกำลังเป็นปัญหาท้าทายการบริหารจัดการน้ำที่จะเข้มข้นขึ้นนับตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไปถึงแม้ว่าน้ำจะมีปริมาณมากถึง  2  ใน 3 ของโลกแต่มีเพียงร้อยละ 3  ที่เป็นน้ำจืดและมีเพียงร้อยละ 0.003 เท่านั้นที่สามารถนำมาใช้อุปโภคบริโภคได้[1]  ประเทศไทยได้เผชิญปัญหาเกี่ยวกับน้ำอย่างต่อเนื่อง อาทิ ปัญหาแหล่งน้ำสำคัญเสื่อมโทรม และปนเปื้อนมลพิษ ปัญหาอุทกภัยที่สร้างความเสียหายทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจอย่างมโหฬาร และในปีพ.ศ. 2556 นี้ ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สถานการณ์ภัยแล้งที่รุนแรงขึ้นมากจากอดีต ปริมาณน้ำสำรองในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่เหลือไม่ถึงร้อยละ 25  และกว่า 26,107 หมู่บ้านได้ถูกประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยแล้ง [2] พื้นที่เกษตรเสียหายไปแล้ว 711,635 ไร่[3] และคาดว่าจะทวีความรุนแรงขึ้นในฤดูแล้งที่กำลังจะถึงนี้ โดย “วิกฤตน้ำ” ที่กำลังเผชิญอยู่มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ทั้งการขาดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปริมาณความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มมากขึ้นจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรม และสถานการณ์แหล่งน้ำสะอาดถูกคุมคามจากผู้ก่อมลพิษ  

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังจะคงมีปริมาณน้ำใช้เพียงพอสำหรับทุกคนหากมีการใช้อย่างพอดีและเท่าเทียมกันของทุกภาคส่วนและการรักษาแหล่งน้ำสะอาดให้ปลอดจากมลพิษ  อย่างไรก็ตาม ตลอดหลายปีที่ผ่านมาปัญหามลพิษทางน้ำได้ทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้แหล่งน้ำที่ดีพอสำหรับการอุปโภคบริโภคมีปริมาณลดลงเหลือไม่ถึงร้อยละ 20 ของปริมาณแหล่งน้ำผิวดินทั้งหมด การเจริญเติบโตอย่างไร้การควบคุมของภาคอุตสาหกรรมในปัจจุบันได้ส่งผลโดยตรงกับปริมาณน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคของประชาชนโดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมที่ต้องพึ่งพาแหล่งน้ำธรรมชาติ ทั้งการแย่งชิงทรัพยาน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดสำหรับการผลิตอาหารโดยภาคเกษตรและการผลิตสินค้าโดยภาคอุตสาหกรรม และปัญหามลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมที่ส่งผลโดยตรงกับคุณภาพแหล่งน้ำ

ในตลอดปีที่ผ่านมายังพบว่าการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะหรือในพื้นที่ชุมชมเกษตรกรรมได้เกิดบ่อยครั้งขึ้น จนเป็นสาเหตุสำคัญต่อการเกิดมลพิษและปนเปื้อนสารเคมีอันตรายในแหล่งน้ำชุมชน ซึ่งนอกจากจะทำให้ไม่สามารถใช้แหล่งน้ำเหล่านั้นเพื่อการดำรงชีวิตได้แล้ว สารเคมีอันตรายยังสามารถสะสมในสิ่งแวดล้อม แพร่กระจายสู่ห่วงโซ่อาหาร ก่อให้เกิดการปนเปื้อนและส่งผลกระทบต่อมนุษย์ในที่สุด ปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งในภาคกลางและภาคตะวันออก ซึ่งเป็นแหล่งอุตสาหกรรมหลักของประเทศไทย ปัจจุบันปริมาณกากของเสียอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นทั่วประเทศมีจำนวน 3.95 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 84 ของปริมาณของเสียอันตรายทั้งหมด หากแต่มีโรงงานรับจัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุไม่ใช้แล้วที่เป็นของเสียอันตรายเพียงประมาณ 300 แห่ง ซึ่งร้อยละ90 ของโรงงานเหล่านี้ ยังขาดการบริหารจัดการที่ดี ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย[4] และขาดความรับผิดชอบต่อสังคม  

เมื่อแหล่งน้ำสะอาดของชุมชนได้ถูกคุกคามอย่างหนัก หลายชุมชนจึงเริ่มลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อปกป้องทรัพยากรของตนเอง หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือ ชุมชนใน ตำบลหนองแหน จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่กลายเป็นแหล่งลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมที่แอบทำกันอย่างกว้างขวางมากมายหลายครั้งนับตั้งแต่ปี พ.ศ.2550 จนกระทั้งในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2555 ชุมชนจึงได้มีร่วมตัวกันดักจับรถที่นำน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมมาทิ้งส่งให้ตำรวจและคัดค้านการประกันตัว หลังจากนั้นได้มีหน่วยงานรัฐมากมายเข้ามาตรวจสอบดูแลปัญหานี้ แต่กระนั้น แม้ว่าชุมชนจะรวมตัวกันกดดันภาครัฐอย่างไร แต่การแก้ปัญหากลับไร้ความคืบหน้า จนกระทั้งแกนนำต่อต้านการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมของชุมชน ผู้ใหญ่ประจบ เนาวโอภาส ได้ถูกฆ่าสังหารอย่างโหดเหี้ยมโดยการยิงระยะเผาขน 4 นัด ความกล้าหาญและเสียสละของผู้ใหญ่ประจบ เนาวโอภาส ในครั้งนี้ถือว่าเป็นวีระบุรุษผู้ปกป้องแหล่งน้ำสะอาด ที่ทำคุณประโยชน์ให้กับการปกป้องสิ่งแวดล้อมของไทยและเป็นตัวอย่างการต่อสู้ที่ดีให้กับทุกชุมชนที่ต้องเผชิญกับปัญหาการคุมคามจากอุตสาหกรรมและการแย่งชิงและทำลายทรัพยากร 



สิทธิชุมชนในการใช้ประโยชน์และเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติในการดำรงชีวิตถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย การลุกขึ้นมาปกป้องทรัพยากรและเรียกร้องความชอบธรรมจึงเป็นสิทธิที่พึงได้เช่นกัน หลายครั้งการลุกขึ้นมาปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมักถูกสังคมเมืองหรือกระแสโลกาภิวัตน์มองว่าการกระทำเหล่านี้เป็นการขัดขวางความเจริญของประเทศ และนักพัฒนาทางอุตสาหกรรมต่างสร้างมายาคติให้มีการยอมรับในสังคมว่าการพัฒนาประเทศอาจจะต้องมีการเสียสละของชุมชนและการทำลายสิ่งแวดล้อมบ้าง ซึ่งเป็นความคิดที่อันตรายและจะเป็นการบั่นทอนต่อการพัฒนาไปสู่ความยั่งยืน เกิดการเอาเปรียบ และความล่มสลายของระบบนิเวศและชุมชน  

หนทางที่ก้าวข้าวพ้นวิกฤตขาดแคลนน้ำสะอาดคือการปกป้องแหล่งน้ำจากมลพิษ โดยความรับผิดชอบของภาคอุตสาหกรรมถือเป็นสิ่งที่สำคัญ และรัฐบาลควรต้องให้ความสำคัญในการปกป้องสิ่งแวดล้อมและชุมชนอย่างจริงจัง โดย “มาตรการเชิงป้องกัน” ควรเป็นมาตรการหลักที่ต้องนำมาปฏิบัติ เช่น การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิตที่สะอาด การลดและมุ่งสู่การยกเลิกการใช้สารเคมีอันตรายตั้งแต่ต้นทาง และความโปร่งใสด้านการรายงานข้อมูลสิ่งแวดล้อม ทั้งการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษอุตสาหกรรมสู่สิ่งแวดล้อม การนำระบบติดตามข้อมูลการขนส่งของเสียอันตรายมาใช้อย่างเคร่งครัดตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง และการตรวจสอบโรงงานรับกําจัดและบําบัดกากอุตสาหกรรม นอกจากนี้จะต้องมีการนำเครื่องมือนโยบายด้านเศรษฐศาสตร์มาประยุกต์ใช้เพื่อลดมลพิษ หรือหลักการ “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” เช่น ภาษีจากการปล่อยมลพิษและกากของเสีย และมาตรการสนับสนุนด้านการเงินสำหรับผู้ที่ปฏิบัติด้านการลดมลพิษ เป็นต้น รวมถึงการเพิ่มบทลงโทษกับผู้กระทําผิดทั้งทางแพ่งและอาญาแก่ผู้ที่กระทําผิดกฏหมาย

สำหรับชุมชนผู้ได้รับผลกระทบนั้น ภาครัฐควรต้องให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ทั้งการสนับสนุนทุนด้านการเยียวยาและฟื้นฟูผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมแก่ชุมชน  และให้ผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบจ่ายในการฟื้นฟูให้กลับมาใช้ได้ดังเดิม หากภาครัฐมีแผนการจัดการที่ชัดเจนและสามารถควบคุมให้ภาคเอกชนดำเนินงานตามกระบวนการที่ถูกต้องและมีการติดตามตรวจสอบอย่างเคร่งครัดโดยเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการปัญหาและเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องได้แล้วนั้น การละเมิดสิทธิชุมชนและปัญหามลพิษก็จะไม่เกิดขึ้นเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศอีกต่อไป และเราก็จะสามารถก้าวข้ามพ้น “วิกฤตน้ำ” ครั้งนี้ไปได้


[1] May, L.W.(1996), Water resources Handbook (McGraw Hill, USA., 1996)

[2] รายงานสถานการณ์สาธารณภัย กรมปภ. ศูนย์อำนวยการบรรเทาสาธารณภัย (ส่วนปฏิบัติการ)

 *รายชื่อจังหวัดที่ประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยแล้ง จ.กาฬสินธุ์ อุดรธานี ยโสธร มหาสารคาม ชัยภูมิ ขอนแก่น นครราชสีมา สุโขทัย แพร่ จันทบุรี ตาก เชียงราย หนองบัวลำภู ร้อยเอ็ด แม่ฮ่องสอน อำนาจเจริญ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี นครสวรรค์ สุรินทร์ อุตรดิตถ์ เลย ลำพูน น่าน พิจิตร กำแพงเพชร พิษณุโลก เชียงใหม่ พะเยา มุกดาหาร ฉะเชิงเทรา สตูล ปราจีนบุรี ตรัง ชัยนาท สกลนคร และ บึงกาฬ

[3] กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, http://www.moac.go.th/home.php

[4] สำนักบริหารจัดการกากอุตสาหกรรม, พ.ศ.2555,  http://www.diw.go.th/hawk/intranet/showinfo.php?id=154