ภาพจาก Getty Images

จากการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นทางการโดย Energydesk ระบุว่า หลังจากการขยายตัวการใช้ถ่านหินของอินเดียในหลายปีที่ผ่านมา อินเดียกำลังประสบกับการชะลอตัวของการใช้ถ่านหินชะลอตัวลงอย่างมากนับตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา

ในช่วงสองปีที่ผ่านมานี้ การใช้ถ่านหินของประเทศ ขยายตัวเพียงร้อยละ 2.2 ต่อปีโดยประมาณ ซึ่งถือเป็นการลดลงอย่างฉับพลันจากช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีการขยายตัวโดยเฉลี่ยร้อยละ 6 ต่อปี

ตัวเลขเหล่านี้แสดงถึงการขยายตัวที่ต่ำเป็นประวัติการณ์สำหรับศตวรรษนี้ ถ้าไม่นับตัวเลขในปี 2554 ที่การใช้ถ่านหินเพิ่มขึ้นไม่ถึงร้อยละ 1 แต่พุ่งสูงอีกครั้งเป็นร้อยละ 7 ในปีถัดมา

อาจจะยังเร็วเกินไปที่จะกล่าวว่า แนวโน้มล่าสุดนี้จะถือเป็นจุดเปลี่ยนของสัดส่วนพลังงานของอินเดีย หรือเป็นผลข้างเคียงจากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอันเชื่องช้าหรือไม่ แต่ก็มีข้อบ่งชี้ ที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการถดถอยในระยะยาวของถ่านหิน

อินเดียซึ่งเป็น ประเทศผู้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดเป็นเป็นอันดับสามของโลกนั้น ได้รับการพิจารณาว่าเป็นเขตแดนอนาคตของอุตสาหกรรมถ่านหินรายใหญ่ ด้วยรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีโมทีที่กำลังวางแผนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มใหม่อีกหลายร้อยแห่ง ในลักษณะที่สามารถบั่นทอนเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับโลกได้โดยง่าย

แต่เมื่อไม่นานมานี้ อุตสาหกรรมถ่านหินได้เผชิญกับปัญหาที่มีหลักฐานข้อมูลรองรับอย่างดี ทั้งการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินได้เพียงครึ่งหนึ่งของเวลาทำการทั้งหมดอันเนื่องมาจากน้ำขาดแคลนและกำลังผลิตไฟฟ้าที่ล้นเกินในขณะที่ อินเดียก็ยังคงต้องต่อสู้กับปัญหามลพิษทางอากาศที่แย่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

ในเวลาเดียวกัน การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนสามารถแข่งขันด้านราคาได้มากขึ้น ในปีที่ผ่านมา เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในอินเดียมีมากกว่าการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน

บทวิเคราะห์

จากการคำนวณของเรา การใช้ถ่านหินในอินเดียเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.2 ในช่วงสองปีงบประมาณที่ผ่านมา โดยในปีงบประมาณ 2559 คิดเป็นร้อยละ 1.5 (14 ล้านตัน) และในปีงบประมาณ 2560 คิดเป็นร้อยละ 2.8 (24 ล้านตัน)

ก่อนหน้านั้น อินเดียมีอัตราการเติบโตต่อปีสูงอย่างเห็นได้ชัด ถึงร้อยละ 12 (ปี 2554 ถือเป็นข้อยกเว้น)

การเพิ่มขึ้นของการใช้ถ่านหินในช่วงปีแรกๆของศตวรรษนั้นมีอยู่ในอัตราที่ต่ำ ใกล้เคียงกับที่อินเดียกำลังประสบอยู่ในขณะนี้ แต่การเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.4 ในปีงบประมาณ 2554 และ 2555 นั้น ก็ถือได้ว่ามีปริมาณค่อนข้างสูงกว่าเดิมเพียงเล็กน้อย (ตามจากข้อมูลอย่างเป็นทางการของรัฐบาล)

 

อาจมองได้ว่าการลดลงของการใช้ถ่านหินนั้น มีสาเหตุมาจากการที่อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และเหล็กผลิตสินค้าได้น้อยลง รวมถึงการลดลงอย่างเห็นได้ชัดของผลผลิตจากเหมืองถ่านหินที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของบริษัท Coal India และปริมาณการนำเข้าถ่านหินที่ลดลง

ผลการวิเคราะห์ของเรา ซึ่งอิงจากยอดขายอย่างเป็นทางการ และข้อมูลการนำเข้าถ่านหินมาทำการประเมิน หักออกจากปริมาณถ่านหินที่เก็บสะสมในพื้นที่โรงไฟฟ้า มีผลออกมาไม่ตรงกับค่าสถิติที่ทางบริษัท บริติช ปิโตรเลียมประกาศออกมาเมื่อเร็วๆนี้ ที่ซึ่งระบุอัตราการเพิ่มขึ้นของการบริโภคถ่านหินในอินเดียในปี 2559 ไว้ถึงร้อยละ 3.6

เลื่อนลงด้านล่างเพื่ออ่านกระบวนการการประเมินข้อมูล

จีนใหม่?

เป็นสิ่งที่น่าสนใจว่า สถานการณ์การใช้พลังงานของอินเดียกับมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างจีนมีความคล้ายคลึงกันได้อย่างไร

หลายปีก่อน ถ่านหินมีอำนาจครอบงำจีนทั้งประเทศ โดยจุดสูงสุดของการใช้ถ่านหินเกิดขึ้นหลายสิบปีมาแล้ว

แต่ในระยะเวลาอันสั้น รวมถึงวิกฤตมลพิษทางอากาศ ความต้องการใช้พลังงานที่ชะลอลง การลงทุนที่ล้นเกินในโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน โดยมีการเติบโตที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของการใช้พลังงานหมุนเวียน นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่สร้างผลสะเทือน

การใช้ถ่านหินของจีนนั้นได้ลดลงต่อเนื่องมาเป็นเวลา 3 ปีแล้ว

จุดเปลี่ยนนี้ยังไม่เกิดขึ้นในอินเดียแต่ก็สัญญานที่บ่งบอกว่า บางสิ่งบางอย่างอยู่ ณ เส้นขอบฟ้า  โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินไม่สามารถดำเนินไปตามแผนที่วางไว้ หน่วยงานด้านการไฟฟ้าของอินเดียกล่าวว่าปัจจุบันไม่มีความจำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ในอีก 10 ปีข้างหน้า อีก และระบุว่า สามารถปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินเก่า ที่มีกำลังผลิตรวม 37 กิกะวัตต์ลงได้ โดยบริษัท โคลอินเดีย (Coal India) วางแผนที่จะปิดเหมืองถ่านหิน 37 แห่งเดิมที่หมดสภาพ

ในขณะเดียวกัน พลังงานหมุนเวียนกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว อินเดียมีกำลังผลิตไฟฟ้าจากลมและแสงอาทิตย์  และพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ (ประมาณ 12 กิกะวัตต์) ซึ่งมีมากกว่ากำลังผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน (ประมาณ 8 กิกะวัตต์) ในช่วงเดือนเมษายน-มีนาคม ปี 2560

พลังงานหมุนเวียนยังมีสัดส่วนร้อยละ 26 หรือหนึ่งในสี่ของการผลิตใหม่ทั้งหมด เมื่อเทียบกับของปีที่ผ่านมา ในระหว่างเดือนเมษายน 2559 ถึงเดือนมีนาคม 2560

แนวโน้มคือ ความเปลี่ยนแปลงนี้จะคงมีต่อไปเรื่อยๆ โดยเป็นไปได้ว่าจะมีการผลิตไฟฟ้าจากลมและแสงอาทิตย์เพิ่มเข้ามาในระบบอีก 12-15 กิกะวัตต์ ในช่วงปีงบประมาณต่อจากนี้

วิธีการวิเคราะห์ของเรา

บริษัท โคลอินเดียและบริษัท เหมืองสิงรนี ที่รัฐบาลควบคุมอยู่ รับผิดชอบการผลิตถ่านหินของอินเดียมากกว่าร้อยละ 90 โดยมีส่วนที่เหลือมาจากบริษัทเหมืองถ่านหินที่มีขนาดเล็กกว่า ตัวอย่างเช่น เอ็นทีซีพี อดานิ และจินดอล

ตัวเลขของบริษัท โคลอินเดีย และบริษัท เหมืองสิงรนี สรุปยอดขายในปีงบประมาณของอินเดีย (เดือนเมษายน 2559 ถึงมีนาคม 2560) จากหน่วยงานทั้งสองนี้ ว่าได้เพิ่มขึ้นราวๆ 11 ล้านตัน ภายในปีงบประมาณที่แล้ว โดยบริษัท โคลอินเดีย มียอดขายหรือยอดรับซื้อขึ้นมาอยู่ที่ 543 ล้านตันจาก 534 ล้านตันในช่วงปีก่อนหน้า

ผลผลิตของบริษัท เหมืองสิงรนีนั้นมีจำนวน 61.34 ล้านตัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 60.38 ของปีที่แล้ว ในขณะที่ยอดการรับซื้อสูงขึ้นจาก 58.68 ถึง 60.84 ในปีถัดมา

อินเดียได้นำเข้าถ่านหินเกือบ 191 ล้านตัน ในระหว่างเดือนเมษายน 2559 ถึงเดือนมีนาคม 2560

ซึ่งลดลงมาเป็นร้อยละ 6.3 เมื่อเทียบกับปีงบประมาณที่แล้วที่มียอดอยู่ที่ 203 ล้านตัน และยังไปหักล้างกับยอดขายภายในประเทศจากทั้งบริษัท โคลอินเดีย และบริษัท เหมืองสิงรนี

เรายังคงไม่มีตัวเลขอันเป็นทางการของเหมืองถ่านหินรายย่อยต่างๆ สำหรับในไตรมาสที่สี่ ของปี 2560 แต่ถึงกระนั้นก็ไม่มีแนวโน้มที่จะมีการเพิ่มการผลิตครั้งใหญ่ใดๆ ที่จะตามมา

เหมืองถ่านหินเล็กๆเหล่านี้ มีส่วนรับผิดชอบถึง 42 ล้านตัน เมื่อปีงบประมาณที่แล้ว และอีก 32.54 ล้านตัน ในระหว่างเดือนเมษายนถึงธันวาคม 2559 โดยคาดว่าจะมีส่วนเพิ่มขึ้นอีก 12 ล้านตัน ภายในเดือนมกราคมถึงมีนาคม 2560 จากเหมืองถ่านหินรายย่อยเหล่านั้น ให้ขึ้นถึง 45 ล้านตัน ในปีงบประมาณ 2560 นี้

ในปีงบประมาณ 2559 ปริมาณถ่านหินที่เก็บของโรงไฟฟ้านั้นได้เพิ่มขึ้นถึง 13 ล้านตัน และในปีงบประมาณ 2560 ก็ได้ลดลงไปแล้ว 11 ล้านตัน ภายในช่วงปีที่ผ่านมา จาก 38.8 ล้านตันในวันที่ 1 เมษายน 2559 ถึง 27.7 ล้านตัน เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2560 เมื่อรวมยอดขาย ผลผลิต การส่งออก และปริมาณที่เก็บในโรงไฟฟ้า ที่ลดลงไปเข้าด้วยกัน เราจะเห็นได้ถึงการเพิ่มการใช้ถ่านหินทั้งหมดถึง 24 ล้านตัน หรือร้อยละ 2.8 โดยประมาณ

ในด้านของการผลิตไฟฟ้า การผลิตโฟฟ้าจากถ่านหิน จากช่วงเดือนเมษายน 2559 ถึง มีนาคม 2560 นั้นได้เพิ่มขึ้นไปถึงร้อยละ 5.5 การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้กระโดดไปอยู่ที่ร้อยละ 25 และนับเป็นร้อยละ 26 ของการผลิตใหม่ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการชะลอการเติบโตของการใช้ถ่านหินจากผู้ผลิตรายต่างๆ

ดังนั้น อะไรที่เป็นตัวการชะลอการใช้ถ่านหินในระบบเศรษฐกิจ? จากข้อมูลเบี้องต้นสำหรับช่วงเดือนเมษายน ถึงธันวาคม 2559 ที่ระบุไว้ในรายงานประจำปี 2559-2560 ของกระทรวงถ่านหินนั้น พบว่ามีปริมาณการใช้ถ่านหินโดยภาคการผลิตไฟฟ้า การผลิตปูนซีเมนต์ และเหล็กลดลงอย่างเห็นได้ชัด ตั้งแต่ในปี 2558 เป็นต้นมา

บทความแปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ สามารถอ่านต้นฉบับได้ที่นี่


ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่