ทุกความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในการปกป้องสิ่งแวดล้อมเป็นผลมาจากการร่วมกันผลักดันของเราทุกคน แต่ละปีผ่านไป แต่งานปกป้องและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไม่เคยมีวันสิ้นสุด ตลอดปี 2560 ที่ผ่านมาการเดินหน้าสร้างการเปลี่ยนแปลงจากคุณและทุก ๆ คนทั่วทุกมุมโลก คือก้าวสำคัญของความสำเร็จในการรณรงค์เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อม ลองมาย้อนดูกันว่ามีความสำเร็จใดบ้างที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา

การต่อกรกับพลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้ง

กรีนพีซเริ่มรณรงค์เลิกการใช้พลาสติกครั้งเดียวทิ้งในช่วงสองปีที่ผ่านมา เพื่อลดปัญหาขยะพลาสติกในทะเล สร้างความตระหนักให้กับภาครัฐและประชาชน เป็นส่วนหนึ่งที่สร้างความตื่นตัวจนกระทั่งกรมควบคุมมลพิษร่วมกับผู้ประกอบการ เร่งกำจัดพลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่ม (Cap Seal) ทุกประเภทให้หมดจากประเทศภายใน 1 ปี คาดว่าจะช่วยลดขยะได้ 520 ตัน รวมถึงอีกเรื่องที่น่ายินดีจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ก้าวมาเป็นมหาวิทยาลัยแรกที่หันมาลดขยะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง และได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการร้านค้าทุกร้านในมหาวิทยาลัย

นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญ คือ ประเทศไทยโดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ประกาศข้อตกลงแบบสมัครใจเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมทางทะเลจากขยะพลาสติกและมลพิษทางบก ณ ที่ประชุมมหาสมุทรโลก (Ocean Conference) ในกรุงนิวยอร์ก ระหว่างวันที่ 5-9 มิถุนายน 2560  โดยระบุความจำเป็นในการแก้ปัญหาขยะพลาสติกในทะเลผ่านการดำเนินนโยบายและแผนปฏิบัติการที่มีลักษณะบูรณาการ ครอบคลุมและให้ทุกภาคส่วนของสังคมมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่

นี่คืออีกก้าวหนึ่งของความร่วมมือที่จะเปลี่ยนให้ประเทศไทยไม่เป็นหนึ่งใน 10 อันดับแรกของประเทศที่มีขยะพลาสติกลงสู่ทะเลมากที่สุดในโลก

We Grow อาหารกลางวันของเด็กที่ปลอดภัย

กรีนพีชและโรงเรียนวนิษา ได้ร่วมกันต่อยอดโครงการปลูกผักของโรงเรียนจนมาเป็นกิจกรรม We Grow โดยอาสาสมัครกรีนพีชและน้อง ๆ นักเรียนโรงเรียนวนิษาได้ช่วยกันแปลงโฉมบริเวณพื้นที่ว่างเปล่า เริ่มตั้งแต่การเตรียมหน้าดิน ทำปุ๋ย เพาะปลูกเมล็ดพันธุ์และต้นกล้า และรดน้ำดูแล จนตอนนี้พื้นที่ว่างเหล่านั้นกลายมาเป็นแปลงผักที่เต็มไปด้วยพืชผักหลากหลายชนิดและที่พิเศษกว่านั้นคือผักแต่ละชนิดไม่ได้ใช้สารเคมี แต่ใช้ความตั้งใจของน้อง ๆ ที่ต้องการจะมีผักที่ปลอดสารพิษไว้รับประทานที่โรงเรียนทุกมื้อ โครงการนี้ได้ต่อยอดไปเป็นโครงการอาหารกลางวันยั่งยืน ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), มูลนิธิการศึกษาไทย และกรีนพีซ ที่ต้องการส่งเสริมระบบอาหารกลางวันของนักเรียนระดับชั้นอนุบาลและประถมศึกษาให้มีความปลอดภัย และมีคุณค่าทางโภชนาการที่ครบถ้วนเหมาะสมกับวัย ใช้วัตถุดิบจากการทำเกษตรกรรมเชิงนิเวศที่ปลอดภัยต่อสุขภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

เพื่ออาหารที่ปราศจากสารพิษไว้บริโภค เปลี่ยนผ่านสู่ระบบอาหารที่ยั่งยืน สำหรับสุขภาพที่ดีของเราและโลก

#BreakFree ประชาชนทั่วโลกร่วมรณรงค์เพื่อปลดแอกจากเชื้อเพลิงฟอสซิล

 

แคมเปญ Break Free ปีนี้เป็นครั้งที่สองที่ทั่วโลกร่วมกันทำขึ้นเพื่อปลดแอกจากเชื้อเพลิงฟอสซิล แน่นอน เราหวังว่าจะมีการขยายกลุ่มองค์กรเครือข่าย และการเพิ่มจำนวนของผู้ร่วมรณรงค์ที่เรียกร้องอย่างสันติต่ออุตสาหกรรมพลังงานสกปรก แต่สิ่งที่เกิดขึ้น เป็นสิ่งที่เราคาดไม่ถึงด้วย นั่นคือการชุมนุมที่ยิ่งใหญ่ โดยมีการรวมตัวของ 200 องค์กรและกลุ่มรวมถึงสำนักงานกรีนพีซทั่วโลก 30 แห่ง ร่วมทำกิจกรรมแสดงพลังกว่า 170 กิจกรรมในหลายประเทศทั่วโลก

ในประเทศไทยเอง กิจกรรม Break Free จากหลายพื้นที่ มีคนออกมาร่วมแสดงพลังรวมทั้งหมดกว่า 1,000 คน ไม่ว่าจะเป็นที่ปากมูล ที่กลุ่มคนนับร้อยออกมารวมพลังให้หยุดพลังงานสกปรกทุกรูปแบบ โดยเฉพาะเขื่อน และเดินหน้าสู่อธิปไตยพลังานที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ศรีขรภูมิ สุรินทร์ ที่ชี้ชัดถึงประโยชน์และความมั่นคงทางพลังงานที่ตอบสนองได้จากการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ที่มีการติดตั้งบนหลังคา ที่เนินมะปราง ซึ่งผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงและแปรปรวนของสภาพอากาศที่ไม่เป็นไปตามฤดูกาลและคาดการณ์ไม่ได้อย่างแต่ก่อน ส่งผลต่อผลผลิตมะม่วงและมะปรางของชุมชน ชุมชนกำลังประสบความเสี่ยงและหากอุณหภูมิโลกสูงขึ้นไปกว่านี้ ชุมชนจะยิ่งเสี่ยงมากขึ้น จึงร่วมเรียกร้องให้หยุดฟอสซิล  และอีกหลายกิจกรรมทั้งที่เทพา สงขลา และกรุงเทพฯ จากทั้งชุมชนเขาหินซ้อน ฉะเชิงเทรา และนักวิชาการที่กรุงเทพฯ ที่ร่วมกันผลักดันให้หยุดถ่านหิน เก็บถ่านหินไว้ใต้โลก และเดินหน้าสู่พลังงานหมุนเวียน

ผลกระทบจากแรงกดดันที่เป็นกระแสจากคนทั่วโลกนี้  ส่งผลสะเทือนต่อผู้นำทางการเมืองและกลุ่มธุรกิจโดยที่พวกเขาไม่อาจละเลยได้

คลื่นชัยชนะของมหาสมุทร

ปี 2560 ถือเป็นปีที่น่ายินดีของมหาสมุทร กับการที่อุตสาหกรรมประมงและอาหารทะเลระดับโลกต่างหันมาให้คำมั่นว่าจะยุติการทำประมงแบบทำลายล้างและปกป้องสิทธิแรงงานประมง หันมาทำประมงด้วยวิธีที่ยั่งยืน

ในเดือนมีนาคม เนสท์เล่ให้คำมั่นต่อนโยบายที่ยุติการขนถ่ายสินค้าสัตว์น้ำกลางทะเลในห่วงโซ่อุปทานของบริษัท ขณะที่ มาร์สให้คำมั่นที่จะระงับการใช้วัตถุดิบจากการขนถ่ายสินค้าสัตว์น้ำกลางทะเลในห่วงโซ่อุปทานของบริษัทตราบเท่าที่ซัพพลายเออร์อาหารทะเล ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน และการประมงผิดกฎหมาย

การขนถ่ายสินค้าสัตว์น้ำกลางทะเล คือ การขนถ่ายปลาและสัตว์ทะเลจากเรือประมงไปยังเรือห้องเย็น หรือบางที่เรียกว่าเรือแม่ เพื่อให้เรือประมงลอยลำจับปลาต่อได้ ประเด็นปัญหาในเชิงสิ่งแวดล้อม คือ การทำประมงตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งวัน ทั้งปี ไม่มีหยุดนั้น เป็นการสร้างแรงกดดันให้จำนวนประชากรปลา ซึ่งมีจำนวนน้อยอยู่แล้ว การขนถ่ายสินค้าสัตว์น้ำกลางทะเล ยังเอื้อให้เกิดขบวนการลักลอบประมงโดยมีการขนถ่ายปลาที่ลักลอบจับ ใส่รวมกับปลาที่จับอย่างถูกกฎหมายที่มาจากเรือประมงลำอื่นๆ และหลีกเลี่ยงการนำเรือประมงเข้าเทียบท่าเพื่อตรวจสอบ

เดือนพฤษภาคม Greenseas ตกลงที่จะยุติการใช้อุปกรณ์ล่อปลาโดยทันที (FADs) ซึ่งการไม่ใช้อุปกรณ์ชนิดนี้จะช่วยลดการฆ่าฉลาม เต่า ปลากระเบนและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลจำนวนมาก ซึ่งเป็นการออกมาแสดงคำมั่นหลังจากการรณรงค์อย่างต่อเนื่องของกรีนพีซนาน 7 ปี

ขณะที่อีกหนึ่งข่าวดีที่ทุกคนต่างเฝ้ารอคือ บริษัทไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ให้คำมั่นต่อมาตรการที่จะขจัดการประมงผิดกฎหมาย (illegal fishing) และการประมงเกินขนาด (overfishing) และปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของแรงงานนับแสนคนตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานของบริษัท เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา หลังจากที่ผู้บริโภคกว่า 680,000 เสียง ผลักดันให้ไทยยูเนี่ยนก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำอุตสาหกรรมทูน่ากระป๋องที่จัดหาวัตถุอย่างยั่งยืนต่อท้องทะเลและเป็นธรรมต่อสังคม อ่านรายละเอียดคำมั่นที่ไทยยูเนี่ยนสัญญาไว้กับท้องทะเลและแรงงานประมง ที่นี่

ข่าวดีสำหรับคนรักมหาสมุทรจริงๆ!

กรมควบคุมมลพิษให้คำตอบว่าจะติดเครื่องมือตรวจวัดฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ให้ครอบคลุมในปี 2563

อากาศสะอาด คือสิทธิพื้นฐานของเราทุกคน หลังจากที่กรีนพีซอัพเดทสถานการณ์มลพิษ PM2.5 และเปิดเผยข้อมูลจากการประมวลค่าเฉลี่ยของความเข้มข้นฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน(PM2.5) จากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ 19 จุดใน 14 เมืองทั่วประเทศไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2560 และพบว่าค่าเฉลี่ยความเข้มข้นของ PM 2.5 ทั้ง 14 เมืองเกินค่าความปลอดภัยตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก ล่าสุด ​นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษได้มีคำตอบเพิ่มเติมแล้วว่า จะมีการติดตั้งเครื่องมือตรวจวัดฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ให้ครอบคลุมในปี 2563 ซึ่งยังอยู่ในระหว่างการพัฒนาระบบการรายงานค่าดัชนีคุณภาพอากาศ และทดสอบระบบการรายงานผ่านแอพพลิเคชั่น AIR4THAI

ทว่า กรมควบคุมมลพิษยังคงเพิกเฉยไม่ได้กล่าวถึงการรวมค่าเฉลี่ย PM 2.5 ในการคำนวณดัชนีคุณภาพอากาศ (PM 2.5 AQI) ซึ่งดัชนีคุณภาพอากาศนั้น คือ ตัววัดที่ช่วยบอกเราได้ว่า อากาศที่เราหายใจนั้นมีมลพิษและอันตรายมากน้อยเพียงใด สิ่งที่กรมควบคุมมลพิษสามารถดำเนินการได้เพิ่มเติมเพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชนได้ คือ การเร่งดำเนินการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศนี้ให้เป็นวาระเร่งด่วน ไม่จำเป็นต้องรออีกถึง 3 ปี รวมถึงควรดำเนินการปรับปรุงมาตรฐานการปล่อยที่แหล่งกำเนิดซัลเฟอร์ไดออกไซด์(SO2) ออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx)และฝุ่น ละอองขนาดเล็กทั้ง PM10 และ PM2.5 ให้สอดคล้องกับข้อแนะนําขององค์การอนามัยโลก อ่านเพิ่มเติม

Set Zero โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

การประกาศของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่จะตัดสินใจเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินและท่าเทียบเรือถ่านหินกระบี่ในวันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 สวนทางกับคำมั่นสัญญาที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการกู้วิกฤตโลกร้อนโดยเฉพาะการจำกัดอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่ให้เพิ่มมากไปกว่า 1.5 องศาแล้ว  ยังแสดงให้ประชาชนได้เห็นความไม่เป็นธรรมในการจัดการพลังงานของประเทศสู่ช่องว่างทางอำนาจที่ห่างมากขึ้นของประชาชนและกลุ่มทุนพลังงานถ่านหิน การไฟเขียวของนายกฯถือเป็นการยอมรับให้การผูกขาดด้านพลังงานยังอยู่และผลักภาระให้ประชาชนเป็นผู้แบกรับภาระต้นทุนความล้มเหลวของการจัดการพลังงานของประเทศ

หลังจากนั้น เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหินและภาคประชาชนได้ร่วมกันออกมาเรียกร้องให้ยุติคำตัดสินใจนี้ และยืนหยัดเรียกร้องอย่างสันติ ในที่สุดพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีมีมติให้ศึกษาผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมใหม่หมด

อิตาลีตัดสินใจยุติการใช้ถ่านหินในปี 2568

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ที่ผ่านมา หลังจากการรณรงค์อย่างไม่หยุดหย่อนมากว่าศตวรรษ ในที่สุดเราได้ก้าวมาถึงชัยชนะครั้งสำคัญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาเศรษฐกิจได้ออกมาประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่า อิตาลีจะยุติการใช้ถ่านหินภายในปี 2568

การรณรงค์ขับเคลื่อนด้วยพลังประชาชนนั้นคือสิ่งที่ผลักดันให้เกิดความสำเร็จนี้ ซึ่งเป็นสิ่งยืนยันว่าการรณรงค์ด้วยสันติวิธีนั้นได้ผลอย่างแท้จริง ด้วยพลังจากคนนับร้อยนับพันลุกขึ้นมา คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ไม่ให้เกิดขึ้น และเรียกร้องให้รัฐบาลรับฟัง ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีโรงไฟฟ้าใหม่เกิดขึ้น เราเดินหน้ารณรงค์ปิดตัวโรงไฟฟ้าน้ำมันและถ่านหินอย่างต่อเนื่อง รวมถึงหยุดยั้งการเกิดใหม่ของนิวเคลียร์

นี่คือจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ แม้ว่ากลยุทธ์ด้านพลังงานในปัจจุบันยังคงขาดความมุ่งมั่น (เนื่องจากยังคงพึ่งพาก๊าซธรรมชาติมากเกินไป) แต่ทิศทางที่ชัดเจนก็ปรากฎเด่นชัดแล้วว่า อนาคตคือพลังงานหมุนเวียน

ข่าวดีสำหรับอาร์กติกและแอนตาร์กติก

รัฐบาลจากทั่วโลกได้ร่วมลงนามเห็นชอบปกป้องพื้นที่ขนาดใหญ่ของมหาสมุทรอาร์กติกจากการประมงเพื่อการค้า ซึ่งต้องขอบคุณแรงสนับสนุนนับล้านจากพวกคุณทุกคนในงานรณรงค์ Save the Arctic ของเรา ที่ทำให้พื้นที่ขนาดใหญ่ราวทะเลเมดิเตอเรเนียนนี้ได้รับการปกป้องจากการประมงอุตสาหกรรมเป็นเวลาอย่างน้อยอีก 16 ปีข้างหน้า

ส่วนในอีกฟากหนึ่งของโลก พื้นที่บริเวณกว้างในทะเลรอสส์ที่แอนตาร์กติกในที่สุดก็ได้กลายมาเป็นเขตคุ้มครองทางทะเล ในตอนนี้พื้นที่ขนาดใหญ่นับเป็นสองเท่าของประเทศสเปนบนผืนมหาสมุทรแห่งนี้ได้รับการปกป้องจากอุตสาหกรรมที่ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ (extractive industries) ทุกรูปแบบ และสามารถคงไว้ซึ่งความเป็นมหาสมุทรที่ตื้นที่สุดที่ยังเหลืออยู่บนโลก ข่าวนี้นับเป็นข่าวที่น่ายินดีอย่างยิ่งสำหรับเหล่าหมีขั้วโลกและเพนกวิน รวมถึงพวกเราทุกคนที่ต้องอาศัยมหาสมุทรอันอุดมสมบูรณ์ทั่วทั้งโลกในการดำรงชีวิต

เราจะไม่หยุดแต่เพียงเท่านี้ การต่อสู้เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมของเรายังคงดำเนินต่อไปในปีหน้า ชัยชนะเหล่านี้ทำให้เราได้รู้ว่าพลังของเรามีความหมาย หากมีใครไม่เชื่อว่าเราสามารถปกป้องมหาสมุทร ยุติการประมงแบบทำลายล้าง เปลี่ยนการใช้พลังงานฟอสซิลเป็นพลังงานหมุนเวียน หรือสร้างเขตคุ้มครองทางทะเลที่มหาสมุทรอาร์กติกและแอนตาร์กติก ลองให้เขารับฟังความสำเร็จเหล่านี้ พลังของเราสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ หลายโครงการที่ทำลายสิ่งแวดล้อมและชุมชนได้ถูกหยุด หรือชะลอ หลายพื้นที่สิ่งแวดล้อมได้รับการฟื้นฟูด้วยพลังของพวกเราทุกคน เป็นความหวังที่สดใสว่า อนาคตที่น่าอยู่และยั่งยืนไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้

ถึงแม้จะยาก แต่เราต้องสู้ต่อไป เพื่อโลกของเรา

เพื่อปี 2561 และปีต่อๆ ไปที่สวยงาม


ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่