ย้อนรอยสถานการณ์สิ่งแวดล้อมไทยนี้หยิบยกเรื่องราวที่อยู่ในกระแสความสนใจของสังคมบางประเด็นในช่วงปี 2560 ที่กำลังจะผ่านไป ซึ่งรวมถึงผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ การต่อสู้คัดค้านถ่านหินในประเทศไทยในกระแสปฏิวัติพลังงานหมุนเวียนโลก ขบวนการเคลื่อนไหวเรื่องสารพิษเกษตรและมลพิษอุตสาหกรรมรวมถึงวิกฤตพลาสติกในทะเลที่เชื่อมร้อยภาคส่วนต่างๆ ของสังคมรวมถึงผู้บริโภคเข้าด้วยกัน และนโยบายสาธารณะด้านสิ่งแวดล้อมภายใต้รัฐบาล คสช. หากจะยึดกฎข้อแรกของนิเวศวิทยา (1) ที่ว่าสรรพสิ่งทั้งหลายล้วนเชื่อมโยงกัน (Everything Is Connected to Everything Else) บางเรื่องราวต่อไปนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ไม่อาจแยกได้จากสถานการณ์สิ่งแวดล้อมโดยรวมทั้งหมด ที่มีลักษณะเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง และปฏิสัมพันธ์ทั้งในทางลึกและกว้างอย่างไม่หยุดนิ่งในห้วงปี 2560

สภาพภูมิอากาศสุดขั้วเป็นความปกติแบบใหม่(New Normal)

แม้ว่าสถานการณ์ใหญ่ๆ ของโลกปี 2560 จะกลบประเด็นวิกฤตสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้ว แต่องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก ได้สรุปในเบื้องต้นว่า ปี 2560 เป็นอีกปีหนึ่งในสามปีที่ร้อนที่สุดติดต่อกันเท่าที่มีการบันทึกโดยไม่มีอิทธิพล ของปรากฏการณ์เอลนิโญมาเกี่ยวข้องโดยมีเหตุการณ์สภาพภูมิอากาศที่สร้างผลกระทบสูงซึ่งรวมถึงพายุเฮอร์ริเคน และอุทกภัยที่เป็นหายนะ คลื่นความร้อน และวิกฤตภัยแล้งเข้ากระหน่ำรอบด้านหลายจุดทั่วโลก การฟอกขาวของปะการังเกรทแบริเออร์รีฟเกิดขึ้นเป็นครั้งที่สองในรอบปี ทะเลน้ำแข็งในเขตอาร์กติกหดตัวลงอีกและ พืดน้ำแข็งขนาดใหญ่แตกตัวออกจากคาบสมุทรทวีปแอนตาร์กติก ในขณะผู้นำทางการเมืองของโลกส่วนใหญ่ ต่างเพิกเฉยไม่ลงมือทำ

เกือบตลอดทั้งปี 2560 ประเทศไทยเผชิญกับอุทกภัยร้ายแรงที่มีการบันทึกไว้ 7 เหตุการณ์ (2) ซึ่งสร้าง ความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในวงกว้าง เดือนมกราคมที่ภาคใต้ เดือนมีนาคมในกรุงเทพมหานคร เดือนกรกฎาคมที่ภาคเหนือตอนบนจากอิทธิพลของพายุตาลัส(Talas) และ ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจาก พายุโซนร้อนเซินกา(Sonca) เดือนกันยายนในภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือจาก อิทธิพลของพายุทกซูริ(Doksuri) เดือนตุลาคมในกรุงเทพมหานคร และในภาคกลาง เหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากนี้ กรมอุตุนิยมวิทยายังได้รายงานถึงภาพความเสียหายจากอุทกภัยภาคใต้จากการยกตัวของอากาศที่มีความรุนแรง (Madden Julian Oscillation) ในช่วง 25-30 พฤศจิกายน 2560

ภาพจากกิจกรรมเสาวนาในหัวข้อ "ประเทศไทยในวิกฤตโลกร้อน" 16 สิงหาคม 2560

ข้อมูลที่รวบรวมโดย Germanwatch ระหว่างปี 2538-2557 ระบุ ประเทศไทยจัดอยู่ในอันดับ 9 ของบรรดาประเทศที่มีความเสี่ยงจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว นักวิชาการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกล่าวว่า หากเราไม่ลงมือทำอะไรเลย การกัดเซาะชายฝั่งทะเล ที่เป็นผลมาจากปัจจัยต่างๆ รวมถึงผลกระทบจากภาวะโลกร้อนอาจทำให้บางปูหายไปจากแผนที่ประเทศไทยในอีก 20 ปี

ถ่านหินตกต่ำลงเรื่อยๆ

รายงานฐานข้อมูลติดตามโรงไฟฟ้าถ่านหินทั่วโลก (Global Coal Plant Tracker) ระบุชัดเจนว่า หลังจากทศวรรษแห่งการขยายตัวมหาศาลอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ในปี 2559 กำลังผลิตของโรงไฟฟ้าถ่านหินทั่วโลกที่อยู่ในช่วงพัฒนาโครงการนั้นลดลงอย่างเห็นได้ชัด แม้กระทั่ง รายงานวิเคราะห์ของทบวงพลังงานระหว่างประเทศ ในเดือนธันวาคม 2560 ก็ยืนยันว่าความต้องการใช้ถ่านหินจะตกอยู่สภาพชะงักงันไปอีกหลายปี

ปี 2560 โลกเป็นประจักษ์พยานถึงกระแสขาลงของถ่านหินโดยเฉพาะในทวีปเอเชีย ในขณะที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังเดินหน้าระบบพลังงานหมุนเวียนซึ่งสามารถแข่งขันได้และมีราคาถูกลงเรื่อยๆ ความตื่นตัวของประชาชนในเรื่องมลพิษได้เพิ่มแรงกดดันทางการเมืองให้ลดละเลิกถ่านหิน ทั้งนักลงทุนและสถาบันการเงินระหว่างประเทศรวมถึงธุรกิจประกันภัยชั้นนำก็ได้รับรู้ถึงแรงกดดันดังกล่าวนี้ด้วย

การต่อสู้คัดค้านถ่านหินของชุมชนต่างๆ ในประเทศไทยดำเนินไปอย่างเข้มข้นตลอดปี 2560 การตัดสินใจอนุมัติให้เดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ได้ยกระดับการเผชิญหน้าระหว่างเครือข่ายปกป้องกระบี่จากถ่านหินที่ชุมนุมด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล แกนนำห้าคนถูกจับกุม ผลจากการเจรจาที่ตึงเครียดและปล่อยตัวแกนนำที่ถูกจับกุม รัฐบาลได้ยอมรับข้อเสนอของประชาชนให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)  กลับไปศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ(EHIA)ของโครงโรงไฟฟ้าถ่านหินและท่าเทียบเรือถ่านหินใหม่อีกครั้ง

นอกเหนือจากการเร่งรัดในการจัดทำ EHIA ใหม่อีกครั้ง ในช่วงเดือนมีนาคม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แจ้งดำเนินคดีกับผู้เจตนาเผยแพร่ข้อมูลพาดพิงอันเป็นเท็จผ่านสื่อโซเชียลมีเดียฐานหมิ่นประมาท และนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จรวมถึง 15 คดี

มีการตั้งข้อสังเกตและวิเคราะห์ว่า การฟ้องร้องดำเนินคดีในรูปแบบดังกล่าวนี้เป็นยุทธศาสตร์หนึ่งใน การปิดกั้นการมีส่วนร่วมสาธารณะหรือปิดปากไม่ให้วิพากษ์วิจารณ์ หรือ Strategic Lawsuits Against Public Participation หรือ SLAPPs ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลกและมักถูกนำมาใช้กับผู้ที่เรียกร้องสิทธิ ไม่ว่าเป็นองค์กรภาคประชาสังคม ปัจเจกบุคคล หรือกลุ่มคนที่ต้องการสื่อสารประเด็นที่เป็นประโยชน์สาธารณะ เช่น การแสดงความคิดเห็นต่อโครงการพัฒนาของรัฐและการต่อต้านโครงการอุตสาหกรรมที่ก่อให้เกิดผลกระทบสิ่งแวดล้อม

ท่ามกลางกระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่ขาดความชอบธรรมและเสียงทักท้วงในเรื่องความไม่สมบูรณ์และขาดตกบกพร่องของการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ในวันที่ 17 สิงหาคม คชก. อนุมัติผ่านรายงาน EHIA โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา

การเดินเท้าเทใจให้เทพาอย่างสงบของเครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหินนับตั้งแต่วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน เพื่อไปยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคลศรีวิชัย อ.เมืองสงขลาในวันที่ 28 พฤศจิกายน ต้องจบลงด้วยความรุนแรงในวันที่ 27 พฤศจิกายน เมื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐและฝ่ายความมั่นคงระดมกำลังเข้าสลายการเดินทางมายื่นหนังสือ ทำให้มีผู้บาดเจ็บ และเครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหินถูกจับกุมดำเนินคดี 16 คน ต่อมา เครือข่ายฯ

© Facebook: หยุดถ่านหินสงขลา

ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลสงขลา เพื่อยืนยันว่ากิจกรรมเดินเท้าเทใจให้เทพาเป็นไปโดยสงบและปราศจากอาวุธ ซึ่งได้รับการรับรองและคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ส่วนโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเขาหินซ้อน จ.ฉะเชิงเทรา แม้ว่าในปลายเดือนมีนาคม คณะกรรมการผู้ชำนาญการ พิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) มีมติยืนยันไม่อนุมัติรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและ สุขภาพ(EHIA) ของโครงการซึ่งอุตสาหกรรมกระดาษชื่อดังยื่นเสนอให้พิจารณาเป็นครั้งที่ 4 แต่ประเด็นที่ท้าทาย คือกระบวนการจัดทำ EIA/EHIA ที่เป็นอยู่รวมถึงความไม่ชอบธรรมในการรับฟังความคิดเห็น เอื้อให้เจ้าของโครงการผลักดันโครงการได้ในที่สุด

ชาวบ้านกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิดบำเหน็จณรงค์ ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง ในวันที่  25 กันยายน ขอให้มีคำสั่งเพิกถอน ใบอนุญาตก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงไฟฟ้าชีวมวล หลังบริษัทเอกชนเจ้าของโครงการเหมืองแร่โพแทชและ เกลือหินกำลังผลักดันโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าดังกล่าว แต่ชุมชนเห็นว่ารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม ยังมีความไม่ชอบธรรมในหลายประเด็น

สารพิษเกษตรและมลพิษอุตสาหกรรมปนเปื้อนผืนดิน 

19 กันยายน เครือข่ายแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรงรวมตัวชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาลและหน้าศาลากลางกว่า 50 จังหวัด เรียกร้องนายกรัฐมนตรีให้ ยุติต่อทะเบียน-ยกเลิกพาราควอต คลอร์ไพรีฟอส และจำกัดการใช้ไกลโฟเซต ตามข้อเสนอของกระทรวงสาธารณสุขที่พบว่ามีความเสี่ยงสูงก่อผลกระทบต่อสุขภาพ

ก่อนการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายในวันที่ 7 ธันวาคม มูลนิธิชีววิถีตั้งข้อสังเกตว่า ข้อเสนอของกระทรวง สาธารณสุขเพื่อให้แบนสารพิษทั้งสองชนิดคือพาราควอต และคลอร์ไพริฟอส อาจล้มเหลว ด้วยเหตุที่ว่า คณะกรรมการวัตถุอันตรายซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 10 คนได้รับการแต่งตั้งเมื่อเดือนพฤษภาคม 2560 มีผู้ที่เกี่ยวข้องกับสมาคมการค้าสารพิษจำนวน 2 คน เป็นกรรมการ โดยสมาคมฯดังกล่าวมียักษ์ใหญ่ข้ามชาติ ซึ่งเป็นผู้นำเข้าและจำหน่ายพาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต เป็นสมาชิกสำคัญ จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีการเปิดเผยรายงานการประชุมของคณะกรรมการและคณะทำงานแต่อย่างใด 

ในวันที่ 18 กันยายน มูลนิธิบูรณะนิเวศร่วมกับสมาคมอาร์นิก้า สาธารณรัฐเชก เปิดผลการศึกษา “สารปรอทในปลาและร่างกายมนุษย์ ในพื้นที่พัฒนาอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้าของประเทศไทย ปี 2559-2560” ระบุ จากผลศึกษาตัวอย่างปลาและหอยในพื้นที่ 8 จังหวัด พบว่าปลาทะเล 2 ใน 14 ตัวอย่าง มีสารปรอทเกินเกณฑ์มาตรฐานปลาทะเลและอาหารทะเลของกระทรวงสาธารณสุขที่ 0.5 ส่วนในล้านส่วน(ppm) และปลาน้ำจืด 18 ใน 25 ตัวอย่างมีสารปรอทเกินเกณฑ์มาตรฐานอาหารของกระทรวง สาธารณสุขที่ 0.02 ส่วนในล้านส่วน มูลนิธิบูรณะนิเวศชี้ว่า ผลการศึกษาเบื้องต้นนี้เป็นข้อมูลให้หน่วยงานรัฐนำไปพิจารณาว่า ควรแก้ไขปัญหาจริงจังแล้วหรือไม่ และเป็นฐานข้อมูลประกอบก่อนที่ไทยจะไปเจรจาในการประชุม รัฐภาคีอนุสัญญามินามาตะว่าด้วยปรอท สมัยที่ 1 ที่นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ระหว่างวันที่ 23-29 กันยายน เพื่อพิจารณาแนวทางแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับอนุสัญญาฯ ของแต่ละประเทศ

ในเดือนพฤศจิกายน มูลนิธิบูรณะนิเวศร่วมกับสมาคมอาร์นิก้า สาธารณรัฐเชก เปิดผลการศึกษาเรื่องสารมลพิษตกค้างยาวนาน(Persistent Organic Pollutants)ในสิ่งแวดล้อมและไข่ไก่ ระบุสารเฮกซะคลอโรเบนซีน (HCB) และเฮกซะคลอโรไซโคลเฮกเซน (HCHs) ที่พบในตัวอย่างไข่ไก่ส่วนใหญ่มีค่าสูงเกินเกณฑ์มาตรฐานของประเทศไทย นอกจากนี้ พบสารกลุ่มออร์กาโนคลอรีนที่เป็นสารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืชและสัตว์มากที่สุดจากตัวอย่างที่นำมาวิเคราะห์  แม้ว่าปัจจุบันประเทศไทยได้ยกเลิกการใช้สารดีดีที (DDT) ไปนานแล้วก็ตาม ส่วนไดออกซินและพีซีบีที่คล้ายไดออกซิน (Dioxins และ DL PCBs) พบปริมาณสูงที่สุดในพื้นที่สมุทรสาคร ทั้งในตัวอย่างดินและไข่ไก่ สารโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (Polycyclic aromatic hydrocarbons: PAHs) หรือกลุ่มสารพีเอเอช พบมากในพื้นที่ อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น และ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร โดยพบปริมาณพีเอเอชสูงมากในไข่ไก่จากแหล่ง ที่มีการใช้วัสดุปรับปรุงดินที่มาจากขี้เถ้าของโรงงาน การหล่อหลอมโลหะ การเผาขยะและของเสีย

ในการเปิดเผยรายงานการปนเปื้อนมลพิษตกค้างยาวนานในประเทศไทยครั้งล่าสุดนี้ มูลนิธิบูรณะนิเวศ ชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบัน มีประเทศที่ให้สัตยาบันอนุสัญญาฉบับนี้แล้วรวม 181 ประเทศ โดยประเทศไทยให้สัตยาบันฯ เมื่อวันที่ 31 ม.ค. 2548 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2548 กรมควบคุมมลพิษ ในฐานะหน่วยงานประสานงาน การดำเนินการตามอนุสัญญานี้ได้จัดทำ “แผนจัดการระดับชาติเพื่อการปฏิบัติตาม อนุสัญญาสตอกโฮล์มว่าด้วยสารมลพิษที่ตกค้างยาวนาน” ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อเดือนพฤษภาคม 2550 แต่จากการติดตามความคืบหน้าการปฏิบัติตามอนุสัญญาฯ ประเทศไทยยังขาดแนวทางและมาตรการที่ เป็นรูปธรรมทางกฎหมายและมาตรการจูงใจที่จะนำไปสู่การลดการปลดปล่อยมลพิษตกค้างยาวนานจากกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรมและกิจกรรมต่างๆ

พลาสติกน้อยใหญ่ในทะเล

การเกิดขึ้นของแพขยะยาว 10 กิโลเมตร ในทะเลนอกชายฝั่งชุมพร เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจมาตั้งแต่ต้นปี 2560 แม้ การวิเคราะห์ข้อมูล คาดการณ์ว่ามวลขยะทะเลมีทิศทางจะถูกพัดพาออกสู่ทะเล ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของ เกาะง่าม ไม่ส่งผลกระทบกับแนวปะการัง ชายหาด และระบบนิเวศที่เปราะบางบริเวณใกล้ฝั่ง ปรากฎการณ์แพขยะนี้ยืนยันถึงความล้มเหลวของการดำเนินนโยบายการจัดการวัสดุเหลือใช้ ส่งผลให้ให้มลพิษทางบก และขยะพลาสติกหลุดรอดออกสู่ทะเล

แม้ว่าการประกาศข้อตกลงแบบสมัครใจเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมทางทะเลจากขยะพลาสติกและมลพิษทางบก ณ ที่ประชุมมหาสมุทรโลก(Ocean Conference) ในกรุงนิวยอร์กระหว่างวันที่ 5-9 มิถุนายน 2560 โดยกรมทรัพยากร ทางทะเลและชายฝั่ง จะแสดงถึงความพยายามขับเคลื่อนเพื่อแก้ปัญหาขยะพลาสติกในทะเลผ่านการดำเนินนโยบาย และแผนปฏิบัติการแบบบูรณาการและครอบคลุม แต่หัวใจสำคัญของข้อตกลงแบบสมัครใจดังกล่าวนี้ อยู่ที่ความมุ่งมั่นและจริงจังของรัฐบาลไทยในการดำเนินการให้เป็นไปจริง

ความท้าทายเรื่องมลพิษพลาสติกในทะเลอีกประการหนึ่งมาจากงานวิจัยเรื่อง Effects Of Microplastics on sessile invertebrates in the eastern coast of Thailand: An approach to coastal zone conservation ซึ่งตีพิมพ์ลงใน Marine Pollution Bulletin เดือน มิถุนายน 2560 ซึ่งเปิดเผยถึงผลกระทบจากชิ้นส่วนไมโครพลาสติก ในสัตว์ทะเลที่มีเปลือกแข็งบริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก และข้อเสนอต่อการอนุรักษ์เขตชายฝั่งทะเลไทย โดยระบุว่า สัตว์ทะเลตระกูลหอยใน “พื้นที่เศรษฐกิจชลบุรี”พบสารเคมีปนเปื้อนจากไมโครพลาสติก (พลาสติกขนาดจิ๋ว) เกินค่ามาตรฐาน โดยพื้นที่บริเวณอ่างศิลาพบการปนเปื้อนมากที่สุด

การประชุมครั้งที่ 2 ใน พ.ศ. 2559 ของสมัชชาสิ่งแวดล้อมของสหประชาชาติได้มีมติข้อที่ 2/11 เรื่อง “ขยะพลาสติกในทะเลและไมโครพลาสติก” โดยระบุว่า “ขยะพลาสติกและไมโครพลาสติกในสิ่งแวดล้อม ทางทะเลเป็นปัญหารุนแรงระดับโลกที่น่ากังวลมากขึ้น และจะต้องหาแนวทางรับมือจากทั่วโลกโดยเร่งด่วน”  มติของสมัชชาสิ่งแวดล้อมของสหประชาชาตินี้ มาจากการพิจารณาข้อมูลการศึกษาและเอกสารอ้างอิง ว่าด้วยอันตรายของไมโครพลาสติกที่ประเทศอาเซียนได้นำเสนอ 

ในเดือนมีนาคม 2560 องค์กรด้านสิ่งแวดล้อมและด้านผู้บริโภคหลายแห่งในประเทศอาเซียน ร่วมกันจัดทำข้อเรียกร้องถึงคณะกรรมการควบคุมเครื่องสำอางของอาเซียนเพื่อผลักดันให้เร่งออกกฎหมายห้ามใช้ “เม็ดไมโครพลาสติก” หรือ “พลาสติกไมโครบีด” โดยเร่งด่วน

การที่รัฐบาลไทยและผู้ผลิตสินค้าต่างๆ จะทยอยเลิกใช้ไมโครพลาสติกในการผลิตผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายและ เครื่องสำอางต่างๆ  และขอให้เปลี่ยนมาใช้ "สารประกอบอินทรีย์หรือแร่ธาตุอื่นๆ ที่ไม่ก่ออันตรายแทน" หรือไม่อย่างไรนั้น ถือเป็นสิ่งที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

นโยบายสิ่งแวดล้อม : วิกฤตของความชอบธรรม

คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 3/2559 เรื่องการยกเว้นการใช้บังคับกฎหมายว่าด้วยการผังเมืองและ กฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ และคำสั่งที่ 4/2559 เรื่องการยกเว้นการใช้บังคับ กฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมสำหรับการประกอบกิจการบางประเภทนำไปสู่วิกฤตความชอบธรรมของ การดำเนินนโยบายสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการยกเลิกหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิด้านสิ่งแวดล้อม ของชุมชนตามกฎหมายหลายประการ ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ภาคประชาชนและเครือข่ายองค์กรสิ่งแวดล้อม ในนามเครือข่ายประชาชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนเสนอความเห็นและข้อเรียกร้องต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และรัฐบาล

ตลอดช่วงปี 2560 เครือข่ายประชาชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนยังรวมตัวจัดทำข้อเสนอต่อรัฐบาลอย่างน้อย 4 ครั้ง ในประเด็นการจัดทำร่างกฎหมายสิ่งแวดล้อม (พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ....) โดยระบุว่า การรับฟังความคิดเห็นร่างกฎหมายไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลในกระบวนการ วิเคราะห์ผลกระทบในการออกกฎหมาย และไม่เป็นไปตามหลักการของรัฐธรรมนูญมาตรา 77 การชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 6 ธันวาคม ต้องการสื่อสารและแสดงถึงความไม่ชอบธรรมในกระบวนการจัดทำ EIA รวมทั้งกฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับใหม่และความอัปยศในการทำ EIA เพื่อผลักดันโครงการโดยไม่แยแสชีวิตคน การชุมนุมยุติลงหลังจากมีการเจรจากับตัวแทนรัฐบาล ระบุภายใน 1 เดือนจะกลับมาพร้อม 10,000 รายชื่อกับร่างกฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับประชาชนเตรียมประกบฉบับของรัฐบาล

นอกเหนือ (ร่าง) พรบ. สิ่งแวดล้อมที่ประเด็นการแก้ไขกฎหมายภายใต้รัฐบาล คสช. ของปี 2560 พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560  หรือ “พ.ร.บ. แร่” ฉบับล่าสุดมีเนื้อหาที่ตัดทอนกระบวนการที่สำคัญที่เอื้อประโยชน์ให้แก่การสำรวจ และทำเหมืองให้ง่ายดายยิ่งขึ้น รวมถึงลดทอนมาตรการกำกับดูแลควบคุมและปกป้องสิ่งแวดล้อมลงจนน่าวิตก แม้จะมีการคัดค้าน ‘ร่างพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. ....’ ของชุมชนหลายพื้นที่ในจังหวัดเลยในนาม ‘เครือข่ายภาคประชาชนเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนจังหวัดเลย’ที่สืบเนื่องมาตั้งแต่ปี 2559

พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 ยังเป็นเรื่องของการที่รัฐยังคงใช้กลไกอำนาจเพื่อเอื้อให้เกิดการแสวงประโยชน์และตักตวง ทรัพยากรธรรมชาติโดยไม่คำนึงถึงความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมและเพิกเฉยต่อชะตากรรมของปะชาชนที่ต้องเผชิญกับมลพิษและความไม่เป็นธรรมอยู่เช่นเดิม การจัดการทรัพยากรแร่เป็นปัญหาที่แย่ลงกว่าเดิมและสร้างปมความขัดแย้ง ในสังคมไทยไปอีกหลายทศวรรษ

ธารา บัวคำศรี  ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

หมายเหตุ :

  1. กฎแห่งนิเวศวิทยาโดย Barry Commoner นักชีววิทยา นักนิเวศวิทยา อาจารย์มหาวิทยาลัย หนึ่งในผู้ก่อตั้งขบวนการเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมยุคใหม่(ในสหรัฐอเมริกา) และเคยลงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในนามพรรคพลเมือง(Citizens Party)
  2. ยังไม่นับพายุดีเปรสชัน“เท็มบิน”(Tembin)ที่เกิดขึ้นในเดือนธันวาคม 2560

ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่